Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
AWC ลุยพลิกโฉมเอเชียทีคเสริมAvatar-กระเช้า-พิพิธภัณฑ์ สู่แลนด์มาร์กโลก
โดย : ปาณิสรา สุทธิกาญจนวงศ์

AWC ลุยพลิกโฉมเอเชียทีคเสริมAvatar-กระเช้า-พิพิธภัณฑ์ สู่แลนด์มาร์กโลก

14 ก.ค. 69
15:00 น.
แชร์

หลายปีที่ผ่านมา เกมการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่ประเทศต่าง ๆ ใช้ทะเล ภูเขา และมรดกทางธรรมชาติเป็นจุดขายหลัก เช่นเดียวกับประเทศไทยที่เคยพึ่งพาภาพจำเรื่อง Sea, Sand and Sun ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่ในวันนี้ หลายเมืองเริ่มหันมาลงทุนในสิ่งที่เรียกว่า Human-made Destination หรือจุดหมายปลายทางที่มนุษย์สร้างขึ้น

เพราะแม้ธรรมชาติจะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาได้ในครั้งแรก แต่สถานที่และประสบการณ์ใหม่ ๆ อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาอยากกลับมาอีกครั้ง

และดูเหมือนว่า Asset World Corp หรือ AWC กำลังเดิมพันครั้งใหญ่กับแนวคิดนี้ ผ่านการประกาศเมกะโปรเจกต์ที่จะพลิกโฉมเอเชียทีคและพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ “เคเบิลคาร์รักษ์โลกข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาพิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลก MONA Bangkok ไปจนถึง Avatar: Guardians of Eywa ประสบการณ์อิมเมอร์ซีฟจากหนึ่งในแฟรนไชส์ภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก ซึ่งจะเปิดตัวในประเทศไทยเป็นแห่งแรกในรูปแบบนี้

แม้แต่ละโครงการอาจดูไม่เกี่ยวข้องกัน แต่แท้จริงแล้วทั้งหมดคือจิ๊กซอว์ของยุทธศาสตร์เดียวกัน นั่นคือการดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อและให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” มากกว่าการมาเยือนสถานที่เพียงอย่างเดียว

SPOTLIGHT ชวนสำรวจว่า AWC กำลังวางเกมอะไร และเมกะโปรเจกต์เหล่านี้อาจเปลี่ยนบทบาทของกรุงเทพฯ บนแผนที่ท่องเที่ยวโลกได้อย่างไร

จากเมืองที่มีของดี สู่เมืองที่มีเหตุผลให้บินมา

ปัจจุบัน หลายเมืองทั่วโลกกำลังแข่งขันกันผ่านสิ่งที่เรียกว่า Experience Economy หรือเศรษฐกิจแห่งประสบการณ์

นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ไม่ได้เดินทางเพียงเพื่อถ่ายรูปกับแลนด์มาร์ก แต่พร้อมจ่ายเงินเพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่อื่น นี่คือเหตุผลที่หลายเมืองลงทุนในพิพิธภัณฑ์ระดับโลก นิทรรศการอิมเมอร์ซีฟ คอนเสิร์ตนานาชาติ ตลอดจนสถานที่ท่องเที่ยวที่ต่อยอดจากภาพยนตร์และแฟรนไชส์ชื่อดัง เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถเปลี่ยนจากกิจกรรมเสริมระหว่างการเดินทางให้กลายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผู้คน “ตั้งใจบินมา”

ในมุมนี้ AWC จึงไม่ได้กำลังสร้างเพียงสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ แต่กำลังพยายามสร้างเหตุผลใหม่ให้คนทั่วโลกเลือกเดินทางมายังกรุงเทพฯ

  • เคเบิลคาร์ คือประสบการณ์ระหว่างการเดินทาง
  • MONA Bangkok คือจุดหมายด้านศิลปะระดับโลก
  • Avatar คือแม่เหล็กจาก IP ระดับโลก

เมื่อทั้งหมดถูกรวมไว้ในพื้นที่เดียวกัน จึงอาจกลายเป็นเหตุผลใหม่ที่ทำให้นักท่องเที่ยวตั้งใจเดินทางมาไทย

เคเบิ้ลคาร์ที่ไม่ได้มีไว้แค่ข้ามแม่น้ำ

หนึ่งในโครงการที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ “เคเบิลคาร์รักษ์โลกข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา” มูลค่าการลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท

โครงการนี้ไม่ได้ถูกวางให้เป็นเพียงระบบขนส่งจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง แต่ถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ท่องเที่ยว โดยผสมผสานศิลปะ แสง สี เสียง เทคโนโลยี และทัศนียภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าด้วยกัน

เคเบิลคาร์ดังกล่าวจะไม่มีเสารับอยู่กลางแม่น้ำ และตั้งเป้าเป็นเคเบิลคาร์ข้ามแม่น้ำแบบมีธีมแห่งแรกของโลกที่พัฒนาภายใต้แนวคิดด้านความยั่งยืน

ที่สำคัญ ปลายทางของเคเบิลคาร์ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์การค้าหรือโรงแรม แต่คือ “MONA Bangkok” พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ AWC ต้องการพัฒนาให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ

MONA Bangkok เมื่อพิพิธภัณฑ์ระดับโลกเลือกปักหมุดที่กรุงเทพฯ

MONA หรือ Museum of Old and New Art ในรัฐแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย ถือเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลก และเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางไปยังเมืองโฮบาร์ตในแต่ละปี

ความสำเร็จของ MONA ไม่ได้เกิดจากการมีผลงานศิลปะจำนวนมากที่สุด แต่เกิดจากความสามารถในการเปลี่ยน “พิพิธภัณฑ์” ให้กลายเป็น “จุดหมายปลายทาง” จนนำไปสู่สิ่งที่คนออสเตรเลียเรียกว่า “The MONA Effect”

ปรากฏการณ์ดังกล่าวช่วยเปลี่ยนเมืองขนาดเล็กให้กลายเป็นแม่เหล็กด้านการท่องเที่ยว โดย MONA ดึงดูดผู้เข้าชมประมาณ 330,000-350,000 คนต่อปี และมีผู้มาเยือนสะสมมากกว่า 5.2 ล้านคน นับตั้งแต่เปิดให้บริการในปี 2011

จุดเด่นของ MONA คือการไม่จำกัดตัวเองอยู่ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ที่ผู้คนเดินชมผลงานแล้วเดินทางกลับ แต่รวมพิพิธภัณฑ์ ร้านอาหาร โรงไวน์ โรงเบียร์ เทศกาลดนตรี การแสดง โรงแรม สวน และกิจกรรมต่าง ๆ ไว้ในพื้นที่เดียว

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ MONA ไม่ได้ขายเพียงงานศิลปะ แต่ขาย “ประสบการณ์” ที่ครอบคลุมทั้งวันหรืออาจยาวนานตลอดการเดินทาง

อีกสิ่งที่ทำให้ MONA แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ทั่วไปคือความกล้าในการนำเสนอผลงานที่แปลก ท้าทาย และบางครั้งนำไปสู่ข้อถกเถียง โดย David Walsh ผู้ก่อตั้ง MONA ต้องการให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึก “ว้าว” หรือกลับไปถกเถียงกัน มากกว่าจะเป็นสถานที่สำหรับเดินชมผลงานอย่างเงียบ ๆ

แนวทางดังกล่าวทำให้ MONA มีเอกลักษณ์ชัดเจนและถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในฐานะพิพิธภัณฑ์ แหล่งท่องเที่ยว และปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม

ด้วยเหตุนี้ AWC จึงจับมือกับ MONA เพื่อพัฒนา “MONA Bangkok” บนพื้นที่กว่า 15,000 ตารางเมตร ซึ่งใหญ่กว่าพื้นที่จัดแสดงของ MONA ที่โฮบาร์ตเกือบสองเท่า

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการยกพิพิธภัณฑ์จากออสเตรเลียมาตั้งไว้ในประเทศไทย แต่เป็นการสร้างพื้นที่ศิลปะร่วมสมัยที่มีตัวตนเป็นของตัวเอง สะท้อนบริบทของกรุงเทพฯ และเกิดจากความร่วมมือระหว่างศิลปินไทยกับศิลปินนานาชาติ

เป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้กรุงเทพฯ ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยของภูมิภาค ไม่ใช่เพียงเมืองที่มีพิพิธภัณฑ์เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่ง

สายเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ได้ Avatar มาช่วยดึงคน

อีกหนึ่งหมากสำคัญของ AWC คือ Avatar: Guardians of Eywa ประสบการณ์อิมเมอร์ซีฟที่ต่อยอดจากแฟรนไชส์ภาพยนตร์ Avatar

Avatar ภาคแรกซึ่งออกฉายในปี 2009 ทำรายได้ทั่วโลกกว่า 2.9 พันล้านดอลลาร์ และยังเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ผ่านการใช้เทคโนโลยี 3D งานภาพ แอนิเมชัน และโมชั่นแคปเจอร์ที่ล้ำหน้ากว่าภาพยนตร์ร่วมยุค

Avatar จึงไม่ได้เป็นเพียงภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จ แต่ยังเป็นหนึ่งในทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP ที่มีอิทธิพลและฐานผู้ชมแข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

AWC จับมือกับ EMM Williams Productions เพื่อนำประสบการณ์อิมเมอร์ซีฟจากแฟรนไชส์ Avatar มาเปิดที่เอเชียทีคในปี 2570 บนพื้นที่กว่า 4,000 ตารางเมตร ภายใน Blue Dome สถาปัตยกรรมที่นำมาต่อยอดจากงาน Expo 2025 Osaka

ผู้เข้าชมจะได้เดินเข้าสู่โลกของ Pandora ผ่านการแสดงสด เทคโนโลยีอินเทอร์แอ็กทีฟ และการเล่าเรื่องแบบอิมเมอร์ซีฟ พร้อมถ่ายทอดแนวคิดเรื่องการอยู่ร่วมกับธรรมชาติและความยั่งยืน

โครงการนี้จึงไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงนิทรรศการที่เข้าชมแล้วจบ แต่เป็นประสบการณ์ที่ชวนให้ผู้คนใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ เดินทางต่อไปยังกิจกรรมอื่น รับประทานอาหาร ชอปปิง และสัมผัสองค์ประกอบต่าง ๆ ภายในเอเชียทีคตลอดทั้งวัน

AWC วางเกมใหม่ของการท่องเที่ยวไทย

เมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่า AWC ไม่ได้กำลังเพิ่มจำนวน “สถานที่เที่ยว” แต่กำลังสร้าง “Destination” ที่รวมการเดินทาง ศิลปะ ความบันเทิง ร้านอาหาร การชอปปิง และประสบการณ์อิมเมอร์ซีฟไว้ในพื้นที่เดียวกัน

นี่คือแนวทางเดียวกับเมืองท่องเที่ยวระดับโลกหลายแห่ง ซึ่งไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้วยจำนวนโรงแรม ศูนย์การค้า หรือสิ่งอำนวยความสะดวก แต่แข่งขันกันว่าเมืองใดสามารถสร้างประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์มากพอให้นักท่องเที่ยวตั้งใจเดินทางมาสัมผัส

ในยุทธศาสตร์นี้ เคเบิลคาร์ทำหน้าที่สร้างประสบการณ์ตั้งแต่ระหว่างการเดินทาง MONA Bangkok เป็นแม่เหล็กด้านศิลปะ ขณะที่ Avatar: Guardians of Eywa ช่วยเติมมิติด้านความบันเทิงและดึงดูดฐานแฟนของ IP ระดับโลก

ทั้งหมดไม่ได้ทำงานแยกจากกัน แต่ถูกออกแบบให้ส่งต่อผู้คนและกิจกรรมระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มระยะเวลาที่นักท่องเที่ยวใช้ในโครงการ ตลอดจนขยายการใช้จ่ายไปยังร้านอาหาร การชอปปิง โรงแรม และกิจกรรมอื่นโดยรอบ

หากเคเบิลคาร์ MONA Bangkok และ Avatar: Guardians of Eywa เปิดให้บริการได้ตามแผน กรุงเทพฯ อาจไม่ได้เป็นเพียงเมืองที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาแล้วแวะชมสถานที่ต่าง ๆ อีกต่อไป แต่มีโอกาสพัฒนาเป็นเมืองที่ผู้คนตั้งใจเดินทางมาเพื่อสัมผัสประสบการณ์เฉพาะตัว

นี่อาจเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ในยุคที่ความได้เปรียบไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีทรัพยากรธรรมชาติหรือแลนด์มาร์กที่สวยงามเท่านั้น แต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้าง “ประสบการณ์” ให้กลายเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าและยากต่อการลอกเลียนแบบ

แชร์
AWC ลุยพลิกโฉมเอเชียทีคเสริมAvatar-กระเช้า-พิพิธภัณฑ์ สู่แลนด์มาร์กโลก