
หลายปีที่ผ่านมา เกมการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่ประเทศต่าง ๆ ใช้ทะเล ภูเขา และมรดกทางธรรมชาติเป็นจุดขายหลัก เช่นเดียวกับประเทศไทยที่เคยพึ่งพาภาพจำเรื่อง Sea, Sand and Sun ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่ในวันนี้ หลายเมืองเริ่มหันมาลงทุนในสิ่งที่เรียกว่า Human-made Destination หรือจุดหมายปลายทางที่มนุษย์สร้างขึ้น
เพราะแม้ธรรมชาติจะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาได้ในครั้งแรก แต่สถานที่และประสบการณ์ใหม่ ๆ อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาอยากกลับมาอีกครั้ง
และดูเหมือนว่า Asset World Corp หรือ AWC กำลังเดิมพันครั้งใหญ่กับแนวคิดนี้ ผ่านการประกาศเมกะโปรเจกต์ที่จะพลิกโฉมเอเชียทีคและพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ “เคเบิลคาร์รักษ์โลกข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา” พิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลก MONA Bangkok ไปจนถึง Avatar: Guardians of Eywa ประสบการณ์อิมเมอร์ซีฟจากหนึ่งในแฟรนไชส์ภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก ซึ่งจะเปิดตัวในประเทศไทยเป็นแห่งแรกในรูปแบบนี้
แม้แต่ละโครงการอาจดูไม่เกี่ยวข้องกัน แต่แท้จริงแล้วทั้งหมดคือจิ๊กซอว์ของยุทธศาสตร์เดียวกัน นั่นคือการดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อและให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” มากกว่าการมาเยือนสถานที่เพียงอย่างเดียว
SPOTLIGHT ชวนสำรวจว่า AWC กำลังวางเกมอะไร และเมกะโปรเจกต์เหล่านี้อาจเปลี่ยนบทบาทของกรุงเทพฯ บนแผนที่ท่องเที่ยวโลกได้อย่างไร
ปัจจุบัน หลายเมืองทั่วโลกกำลังแข่งขันกันผ่านสิ่งที่เรียกว่า Experience Economy หรือเศรษฐกิจแห่งประสบการณ์
นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ไม่ได้เดินทางเพียงเพื่อถ่ายรูปกับแลนด์มาร์ก แต่พร้อมจ่ายเงินเพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่อื่น นี่คือเหตุผลที่หลายเมืองลงทุนในพิพิธภัณฑ์ระดับโลก นิทรรศการอิมเมอร์ซีฟ คอนเสิร์ตนานาชาติ ตลอดจนสถานที่ท่องเที่ยวที่ต่อยอดจากภาพยนตร์และแฟรนไชส์ชื่อดัง เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถเปลี่ยนจากกิจกรรมเสริมระหว่างการเดินทางให้กลายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผู้คน “ตั้งใจบินมา”
ในมุมนี้ AWC จึงไม่ได้กำลังสร้างเพียงสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ แต่กำลังพยายามสร้างเหตุผลใหม่ให้คนทั่วโลกเลือกเดินทางมายังกรุงเทพฯ
เมื่อทั้งหมดถูกรวมไว้ในพื้นที่เดียวกัน จึงอาจกลายเป็นเหตุผลใหม่ที่ทำให้นักท่องเที่ยวตั้งใจเดินทางมาไทย
หนึ่งในโครงการที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ “เคเบิลคาร์รักษ์โลกข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา” มูลค่าการลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท
โครงการนี้ไม่ได้ถูกวางให้เป็นเพียงระบบขนส่งจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง แต่ถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ท่องเที่ยว โดยผสมผสานศิลปะ แสง สี เสียง เทคโนโลยี และทัศนียภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าด้วยกัน
เคเบิลคาร์ดังกล่าวจะไม่มีเสารับอยู่กลางแม่น้ำ และตั้งเป้าเป็นเคเบิลคาร์ข้ามแม่น้ำแบบมีธีมแห่งแรกของโลกที่พัฒนาภายใต้แนวคิดด้านความยั่งยืน
ที่สำคัญ ปลายทางของเคเบิลคาร์ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์การค้าหรือโรงแรม แต่คือ “MONA Bangkok” พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ AWC ต้องการพัฒนาให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ
MONA หรือ Museum of Old and New Art ในรัฐแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย ถือเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลก และเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางไปยังเมืองโฮบาร์ตในแต่ละปี
ความสำเร็จของ MONA ไม่ได้เกิดจากการมีผลงานศิลปะจำนวนมากที่สุด แต่เกิดจากความสามารถในการเปลี่ยน “พิพิธภัณฑ์” ให้กลายเป็น “จุดหมายปลายทาง” จนนำไปสู่สิ่งที่คนออสเตรเลียเรียกว่า “The MONA Effect”
ปรากฏการณ์ดังกล่าวช่วยเปลี่ยนเมืองขนาดเล็กให้กลายเป็นแม่เหล็กด้านการท่องเที่ยว โดย MONA ดึงดูดผู้เข้าชมประมาณ 330,000-350,000 คนต่อปี และมีผู้มาเยือนสะสมมากกว่า 5.2 ล้านคน นับตั้งแต่เปิดให้บริการในปี 2011
จุดเด่นของ MONA คือการไม่จำกัดตัวเองอยู่ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ที่ผู้คนเดินชมผลงานแล้วเดินทางกลับ แต่รวมพิพิธภัณฑ์ ร้านอาหาร โรงไวน์ โรงเบียร์ เทศกาลดนตรี การแสดง โรงแรม สวน และกิจกรรมต่าง ๆ ไว้ในพื้นที่เดียว
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ MONA ไม่ได้ขายเพียงงานศิลปะ แต่ขาย “ประสบการณ์” ที่ครอบคลุมทั้งวันหรืออาจยาวนานตลอดการเดินทาง
อีกสิ่งที่ทำให้ MONA แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ทั่วไปคือความกล้าในการนำเสนอผลงานที่แปลก ท้าทาย และบางครั้งนำไปสู่ข้อถกเถียง โดย David Walsh ผู้ก่อตั้ง MONA ต้องการให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึก “ว้าว” หรือกลับไปถกเถียงกัน มากกว่าจะเป็นสถานที่สำหรับเดินชมผลงานอย่างเงียบ ๆ
แนวทางดังกล่าวทำให้ MONA มีเอกลักษณ์ชัดเจนและถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในฐานะพิพิธภัณฑ์ แหล่งท่องเที่ยว และปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม
ด้วยเหตุนี้ AWC จึงจับมือกับ MONA เพื่อพัฒนา “MONA Bangkok” บนพื้นที่กว่า 15,000 ตารางเมตร ซึ่งใหญ่กว่าพื้นที่จัดแสดงของ MONA ที่โฮบาร์ตเกือบสองเท่า
อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการยกพิพิธภัณฑ์จากออสเตรเลียมาตั้งไว้ในประเทศไทย แต่เป็นการสร้างพื้นที่ศิลปะร่วมสมัยที่มีตัวตนเป็นของตัวเอง สะท้อนบริบทของกรุงเทพฯ และเกิดจากความร่วมมือระหว่างศิลปินไทยกับศิลปินนานาชาติ
เป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้กรุงเทพฯ ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยของภูมิภาค ไม่ใช่เพียงเมืองที่มีพิพิธภัณฑ์เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่ง
อีกหนึ่งหมากสำคัญของ AWC คือ Avatar: Guardians of Eywa ประสบการณ์อิมเมอร์ซีฟที่ต่อยอดจากแฟรนไชส์ภาพยนตร์ Avatar
Avatar ภาคแรกซึ่งออกฉายในปี 2009 ทำรายได้ทั่วโลกกว่า 2.9 พันล้านดอลลาร์ และยังเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ผ่านการใช้เทคโนโลยี 3D งานภาพ แอนิเมชัน และโมชั่นแคปเจอร์ที่ล้ำหน้ากว่าภาพยนตร์ร่วมยุค
Avatar จึงไม่ได้เป็นเพียงภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จ แต่ยังเป็นหนึ่งในทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP ที่มีอิทธิพลและฐานผู้ชมแข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
AWC จับมือกับ EMM Williams Productions เพื่อนำประสบการณ์อิมเมอร์ซีฟจากแฟรนไชส์ Avatar มาเปิดที่เอเชียทีคในปี 2570 บนพื้นที่กว่า 4,000 ตารางเมตร ภายใน Blue Dome สถาปัตยกรรมที่นำมาต่อยอดจากงาน Expo 2025 Osaka
ผู้เข้าชมจะได้เดินเข้าสู่โลกของ Pandora ผ่านการแสดงสด เทคโนโลยีอินเทอร์แอ็กทีฟ และการเล่าเรื่องแบบอิมเมอร์ซีฟ พร้อมถ่ายทอดแนวคิดเรื่องการอยู่ร่วมกับธรรมชาติและความยั่งยืน
โครงการนี้จึงไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงนิทรรศการที่เข้าชมแล้วจบ แต่เป็นประสบการณ์ที่ชวนให้ผู้คนใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ เดินทางต่อไปยังกิจกรรมอื่น รับประทานอาหาร ชอปปิง และสัมผัสองค์ประกอบต่าง ๆ ภายในเอเชียทีคตลอดทั้งวัน
เมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่า AWC ไม่ได้กำลังเพิ่มจำนวน “สถานที่เที่ยว” แต่กำลังสร้าง “Destination” ที่รวมการเดินทาง ศิลปะ ความบันเทิง ร้านอาหาร การชอปปิง และประสบการณ์อิมเมอร์ซีฟไว้ในพื้นที่เดียวกัน
นี่คือแนวทางเดียวกับเมืองท่องเที่ยวระดับโลกหลายแห่ง ซึ่งไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้วยจำนวนโรงแรม ศูนย์การค้า หรือสิ่งอำนวยความสะดวก แต่แข่งขันกันว่าเมืองใดสามารถสร้างประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์มากพอให้นักท่องเที่ยวตั้งใจเดินทางมาสัมผัส
ในยุทธศาสตร์นี้ เคเบิลคาร์ทำหน้าที่สร้างประสบการณ์ตั้งแต่ระหว่างการเดินทาง MONA Bangkok เป็นแม่เหล็กด้านศิลปะ ขณะที่ Avatar: Guardians of Eywa ช่วยเติมมิติด้านความบันเทิงและดึงดูดฐานแฟนของ IP ระดับโลก
ทั้งหมดไม่ได้ทำงานแยกจากกัน แต่ถูกออกแบบให้ส่งต่อผู้คนและกิจกรรมระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มระยะเวลาที่นักท่องเที่ยวใช้ในโครงการ ตลอดจนขยายการใช้จ่ายไปยังร้านอาหาร การชอปปิง โรงแรม และกิจกรรมอื่นโดยรอบ
หากเคเบิลคาร์ MONA Bangkok และ Avatar: Guardians of Eywa เปิดให้บริการได้ตามแผน กรุงเทพฯ อาจไม่ได้เป็นเพียงเมืองที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาแล้วแวะชมสถานที่ต่าง ๆ อีกต่อไป แต่มีโอกาสพัฒนาเป็นเมืองที่ผู้คนตั้งใจเดินทางมาเพื่อสัมผัสประสบการณ์เฉพาะตัว
นี่อาจเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ในยุคที่ความได้เปรียบไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีทรัพยากรธรรมชาติหรือแลนด์มาร์กที่สวยงามเท่านั้น แต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้าง “ประสบการณ์” ให้กลายเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าและยากต่อการลอกเลียนแบบ