
บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC จับมือธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดหาเงินทุนรวม 40,500 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์และแหล่งท่องเที่ยวภายใต้แนวทางความยั่งยืน โดยแบ่งเป็นสินเชื่อสีเขียว 10,500 ล้านบาท สำหรับโครงการ “เวิ้งนครเกษม เยาวราช” และสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอีก 30,000 ล้านบาท สำหรับโครงการคุณภาพอื่นของ AWC ทั่วประเทศในอนาคต
หัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้อยู่ที่การพัฒนาเวิ้งนครเกษมบนพื้นที่ประวัติศาสตร์ใจกลางเยาวราช ให้เป็นโครงการมิกซ์ยูสและแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “Legacy of the Past, Inspiration of Tomorrow” ซึ่งนำมรดกทางวัฒนธรรมไทย-จีนมาผสานกับโรงแรม พื้นที่ค้าปลีก พื้นที่วัฒนธรรม และประสบการณ์ระดับนานาชาติ รวมถึงโครงการธีม “Kung Fu Panda” ที่พัฒนาร่วมกับ Universal Destinations & Experiences
AWC วางโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Sustainable Growth-Led Strategy ซึ่งมุ่งใช้การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพเป็นกลไกสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สร้างงานและรายได้แก่ชุมชน ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์มองว่าความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินกับภาคธุรกิจจะช่วยยกระดับมาตรฐานโครงการอสังหาริมทรัพย์ไทย และสร้างแลนด์มาร์กที่มีคุณค่าต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว
วงเงินสนับสนุนทางการเงินรวม 40,500 ล้านบาท แบ่งออกเป็นสองส่วนตามวัตถุประสงค์ของการใช้เงิน โดยส่วนแรกเป็นสินเชื่อสีเขียววงเงิน 10,500 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาโครงการเวิ้งนครเกษม เยาวราช ให้เป็นโครงการมิกซ์ยูสสีเขียวที่ผสานแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับการออกแบบและการบริหารพื้นที่
ส่วนที่สองเป็นสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน หรือ Sustainability-Linked Loan วงเงิน 30,000 ล้านบาท สำหรับสนับสนุนโครงการคุณภาพอื่นของ AWC ทั่วประเทศในอนาคต เงินทุนส่วนนี้จะช่วยรองรับการขยายพอร์ตโฟลิโอทรัพย์สินของบริษัทภายใต้เป้าหมายด้านความยั่งยืนในระยะยาว
นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ AWC ระบุว่า เงินทุนครั้งนี้จะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาโครงการในพื้นที่ประวัติศาสตร์และจุดยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ โดยบริษัทต้องการสร้างจุดหมายปลายทางที่เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม ชุมชน และคนรุ่นต่อไป พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและส่งเสริมเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่
การได้รับสินเชื่อครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Sustainable Growth-Led Strategy ของ AWC ซึ่งมุ่งพัฒนามาตรฐานอสังหาริมทรัพย์ให้ครอบคลุมความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ชุมชนและสังคม ตลอดจนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สามารถสร้างงานและนำรายได้กลับเข้าสู่ชุมชน
ด้านนายสารัชต์ รัตนาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวต่อยอดจากความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างธนาคารกับ AWC และสะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพทางธุรกิจและแนวทางการพัฒนาโครงการของบริษัท
ธนาคารคาดหวังว่าสินเชื่อสีเขียวจะช่วยผลักดันเวิ้งนครเกษมให้เป็นต้นแบบโครงการมิกซ์ยูสสีเขียว ขณะที่วงเงิน Sustainability-Linked Loan จะสนับสนุนให้โครงการอื่นของ AWC ในอนาคตสามารถดำเนินงานภายใต้มาตรฐานด้านความยั่งยืนได้อย่างต่อเนื่อง
เวิ้งนครเกษม เยาวราช เป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ที่สุดของ AWC ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 14 ไร่ ใจกลางเยาวราช หนึ่งในย่านเก่าแก่ของกรุงเทพฯ ซึ่งมีบทบาทเป็นศูนย์กลางด้านวัฒนธรรมและการค้ามาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18
AWC วางแนวทางพัฒนาโครงการโดยรักษาความเชื่อมโยงกับรากฐานของพื้นที่ พร้อมนำรูปแบบการใช้ชีวิตและประสบการณ์ร่วมสมัยเข้ามาผสานกับอัตลักษณ์ไทย-จีน ภายในโครงการประกอบด้วยโรงแรมลักชัวรีระดับโลก 2 แห่ง ได้แก่ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล แบงค็อก ไชน่าทาวน์ และโรงแรมคิมป์ตัน แบงค็อก ไชน่าทาวน์
นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ชอปปิ้งระดับพรีเมียม ศาลาจีนร่วมสมัย ตลอดจนพื้นที่วัฒนธรรมสำหรับชุมชนและครอบครัว เพื่อให้โครงการไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงพื้นที่เชิงพาณิชย์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่เชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจกับประวัติศาสตร์และวิถีของชุมชนโดยรอบ
หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญคือประสบการณ์ธีม “Kung Fu Panda” ซึ่ง AWC เตรียมพัฒนาร่วมกับ Universal Destinations & Experiences โดยนำเรื่องราวของตัวละครที่เป็นที่รู้จักในระดับโลกมาเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์และเรื่องราวของเยาวราช
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายถ่ายทอดเสน่ห์ของพื้นที่ประวัติศาสตร์ผ่านประสบการณ์ร่วมสมัย และสร้างจุดเชื่อมต่อระหว่างวัฒนธรรมในอดีตกับรูปแบบการท่องเที่ยวในอนาคต เพื่อดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวไทยและผู้มาเยือนจากต่างประเทศ
นอกเหนือจากองค์ประกอบภายในโครงการ AWC ยังวางแผนให้เวิ้งนครเกษมทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการเดินทางภายในย่านเยาวราช โดยมีแผนพัฒนารถราง หรือ Tram เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทางและช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ภายในย่านได้อย่างต่อเนื่อง
ระบบการเดินทางดังกล่าวจะเชื่อมต่อกับเส้นทางสายน้ำผ่านคลองโอ่งอ่างและแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงระบบรถไฟฟ้า MRT ขณะที่ภายในโครงการจะมีพื้นที่จอดรถรองรับมากกว่า 800 คัน เพื่อเชื่อมโยงผู้เดินทางจากระบบคมนาคมหลายรูปแบบเข้ากับพื้นที่เยาวราช
AWC คาดหวังว่าการพัฒนาโครงข่ายการเดินทางรอบโครงการจะช่วยกระจายผู้มาเยือนไปยังพื้นที่ต่างๆ ของย่าน และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้รับประโยชน์จากกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวมากขึ้น แทนที่การเดินทางและการใช้จ่ายจะกระจุกตัวอยู่เฉพาะในตัวโครงการ
เวิ้งนครเกษมจึงถูกวางบทบาทให้เป็นทั้งจุดหมายปลายทางและจุดเชื่อมต่อไปยังพื้นที่โดยรอบ โดยใช้กิจกรรมด้านโรงแรม การค้า วัฒนธรรม และความบันเทิงเป็นแรงดึงดูดผู้มาเยือน ก่อนเชื่อมโยงผู้คนเข้าสู่ย่านประวัติศาสตร์และชุมชนในวงกว้าง
โครงการมีกำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบภายในปี 2572 โดย AWC ตั้งเป้าให้การพัฒนาดังกล่าวช่วยยกระดับเยาวราชสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการพักผ่อนอย่างครบวงจร พร้อมสนับสนุนกรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
AWC ระบุว่า การจัดหาเงินทุนครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพทางธุรกิจ วิสัยทัศน์ระยะยาว และโครงสร้างทางการเงินของบริษัท โดย AWC มีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ IBD/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยรองรับการขยายพอร์ตโฟลิโอและการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่
ในด้านความยั่งยืน บริษัทดำเนินงานภายใต้กรอบ 3BETTERs ประกอบด้วย Better Planet, Better People และ Better Prosperity ซึ่งครอบคลุมการดูแลสิ่งแวดล้อม การสร้างคุณค่าแก่ผู้คนและชุมชน ตลอดจนการสร้างความมั่งคั่งและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ภายใต้พันธกิจ “Building Better Future”
สำหรับเวิ้งนครเกษม AWC ตั้งเป้าพัฒนาให้เป็นอาคารสีเขียวตามมาตรฐานสากล พร้อมผสานแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้าไปในกระบวนการพัฒนาโครงการ เพื่อให้การสร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ดำเนินควบคู่กับการรักษาอัตลักษณ์ของพื้นที่ การสร้างรายได้แก่ชุมชน และการเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของประเทศ
AWC ระบุว่า บริษัทได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 1 ของโลกและได้คะแนนประเมินสูงสุดจาก S&P Global Corporate Sustainability Assessment ในกลุ่มอุตสาหกรรมโรงแรม รีสอร์ต และเรือสำราญ รวมถึงอยู่ในกลุ่ม Top 1% ของ S&P Global Sustainability Yearbook 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4
ขณะที่กลุ่ม SCBX ได้รับคะแนนสูงสุดในกลุ่มธนาคารของประเทศไทย และอยู่ในกลุ่ม Top 10% ของ S&P Global Sustainability Yearbook 2026 ตลอดจนได้รับการประเมินระดับ Leadership Level ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และอยู่ใน A-List ของ CDP ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
ธนาคารไทยพาณิชย์วางความร่วมมือครั้งนี้ภายใต้แนวคิด “อยู่ อย่าง ยั่งยืน – Live Sustainably” โดยมองว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจควรเกิดขึ้นพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อม การสร้างการเติบโตแก่ชุมชน และการรักษาเอกลักษณ์ของประเทศ ความร่วมมือกับ AWC จึงไม่ได้มุ่งเพียงสนับสนุนโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่ยังครอบคลุมการสร้างโครงสร้างทางการเงินสำหรับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์และจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวในระยะยาวด้วย