
ในช่วงที่เศรษฐกิจอินเดียเริ่มชะลอตัว และเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนทั่วโลกกำลังทยอยหายไป กลับมีนักลงทุนอีกกลุ่มหนึ่งที่เดินสวนกระแสอย่างน่าสนใจ นั่นคือ “ครอบครัวมหาเศรษฐีของอินเดีย”
จากเดิมที่ครอบครัวเหล่านี้นิยมเก็บความมั่งคั่งไว้ในอสังหาริมทรัพย์ ทองคำ หรือธุรกิจดั้งเดิม วันนี้พวกเขากลับหันมาตั้ง Family Office หรือหากอธิบายแบบเข้าใจง่ายก็คือ "กงสี" เพื่อบริหารความมั่งคั่งของตระกูล พร้อมกระจายการลงทุนเข้าสู่บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีมากขึ้น
คำถามคือ ทำไมในวันที่นักลงทุนหลายรายมองว่า สตาร์ทอัพมีความเสี่ยงสูง ครอบครัวเศรษฐีอินเดียกลับเลือกเดินเข้าหาความเสี่ยงเหล่านี้ ?
การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจาก PwC ระบุว่า จำนวน Family Office ในอินเดียเพิ่มขึ้นจากเพียง 45 แห่ง เป็นกว่า 300 แห่งภายในเวลาเพียง 6 ปี (นับถึงปี 2567) สะท้อนว่า ครอบครัวธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มมองการลงทุนในเทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญของการบริหารความมั่งคั่งระยะยาว
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ การเติบโตของ Family Office เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่เม็ดเงินจากกองทุน Venture Capital (VC) กลับหดตัวลงอย่างหนัก
หลังเศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน เงินลงทุนจาก Venture Capital ทั้งในอินเดีย และต่างประเทศลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งเม็ดเงินลงทุนในสตาร์ทอัพอินเดียร่วงจาก 31,400 ล้านดอลลาร์ในปี 2564 เหลือเพียง 6,710 ล้านดอลลาร์ในปี 2565 หรือหายไปเกือบ 80%
แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน Family Office กลับเดินหน้าเพิ่มการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 เม็ดเงินลงทุนจาก Family Office เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า แตะ 1.62 พันล้านดอลลาร์ ก่อนจะทรงตัวในระดับสูงที่ 1.48 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 แม้ตลาดโดยรวมยังซบเซา
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ครอบครัวมหาเศรษฐีอินเดียกำลังกลายเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของวงการสตาร์ทอัพ
ความไม่แน่นอนของโลก ทำให้เงินทุนในประเทศสำคัญกว่าเดิม อย่างปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระดับโลก เช่น สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทำให้นักลงทุนจำนวนมากตระหนักว่า “การพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ยั่งยืน”
ดังนั้นการมีแหล่งเงินทุนภายในประเทศจึงกลายเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญมากขึ้น รวมถึงทายาทรุ่นใหม่ อยากลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งการเปลี่ยนผ่านสู่คนรุ่นใหม่ของตระกูลธุรกิจ ทายาทที่เข้ามาดูแลความมั่งคั่งของครอบครัวไม่ได้ต้องการเพียงสืบทอดธุรกิจเดิม แต่ยังต้องการมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจดิจิทัลของอินเดีย และมองเห็นโอกาสจากการเติบโตของบริษัทระดับ "ยูนิคอร์น" มากกว่าการลงทุนแบบดั้งเดิม
สรุปแล้ว ความแตกต่างสำคัญระหว่าง Family Office กับ Venture Capital คือ แหล่งที่มาของเงินทุน
โดย VC ส่วนใหญ่ต้องระดมเงินจากนักลงทุนสถาบัน และมีแรงกดดันในการสร้างผลตอบแทนเพื่อคืนทุนภายในประมาณ 8-10 ปี ในขณะที่ Family Office ใช้เงินของครอบครัวตัวเอง จึงสามารถลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นกว่า และยอมรอการเติบโตของสตาร์ทอัพในระยะยาวได้
สำหรับผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ สิ่งที่ได้รับจาก Family Office ไม่ใช่เพียงเงินลงทุน ครอบครัวธุรกิจเหล่านี้ยังมีประสบการณ์ในการบริหารกิจการ เครือข่ายทางธุรกิจ และองค์ความรู้ในอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถช่วยให้คำปรึกษา และต่อยอดธุรกิจได้จริง ซึ่งมีตัวอย่างความสำเร็จให้เห็นแล้ว
หนึ่งในกรณีศึกษาที่ถูกพูดถึงมาก คือ Family Office ของ "อาต้า" พวกเขาเคยสร้างผลตอบแทนได้เกือบ 200 เท่า จากการลงทุนใน Oyo แพลตฟอร์มเครือข่ายโรงแรมที่ใช้เทคโนโลยีเป็นหัวใจของธุรกิจ
ดีลนี้กลายเป็นหนึ่งในการขายหุ้นทำกำไรที่ประสบความสำเร็จของนักลงทุนอิสระยุคแรก ๆ และเป็นแรงบันดาลใจให้ Family Office อีกหลายแห่งเริ่มหันมาสนใจการลงทุนในสตาร์ทอัพ แต่การลงทุนแบบนี้ก็ไม่ได้มีแต่ข้อดี แม้ Family Office จะมีความยืดหยุ่นสูง แต่ก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน
ความเห็นของคนในครอบครัวอาจไม่ตรงกัน ซึ่งการบริหารเงินของคนหลายรุ่นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสมาชิกแต่ละคนอาจมีมุมมองต่อความเสี่ยงและเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องมีโครงสร้างการบริหาร รวมถึงแผนการสืบทอดอำนาจที่ชัดเจน ความเสี่ยงจากการตรวจสอบที่ไม่เข้มงวด
ในบางกรณี สตาร์ทอัพเลือกเข้าหา Family Office หน้าใหม่ เพราะอาจไม่ได้มีขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูล หรือการทำ Due Diligence ที่เข้มงวดเท่ากับสถาบันการเงินหรือกองทุน VC อย่างกรณีของ BluSmart แอปเรียกรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งระดมทุนจาก Family Office เป็นหลัก ก่อนต้องระงับการให้บริการ หลังผู้ก่อตั้งถูกหน่วยงานกำกับดูแลกล่าวหาว่านำเงินลงทุนไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
แม้ Family Office จะมีบทบาทมากขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า พวกเขาไม่ได้เข้ามาแทนที่ Venture Capital ตรงกันข้าม ทั้งสองรูปแบบกำลังทำหน้าที่เสริมกันมากกว่า โดยปัจจุบัน ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพจำนวนมากเลือกผสมผสานแหล่งเงินทุนให้เหมาะกับแต่ละช่วงของธุรกิจ ทั้งจาก VC ที่มีระบบ และเครือข่ายระดับโลก นักลงทุนเชิงกลยุทธ์ และ Family Office ที่มีความยืดหยุ่น พร้อมประสบการณ์จากการทำธุรกิจจริง
อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุด การเติบโตของ Family Office ในอินเดียจึงไม่ได้สะท้อนเพียงการเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนของครอบครัวมหาเศรษฐี แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศสตาร์ทอัพทั้งประเทศ ที่กำลังพึ่งพาเงินทุนภายในประเทศมากขึ้น ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน