Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เทียบกฎ ‘ร้านอาหาร-สถานบริการ’ ช่องว่างมาตรฐานที่ต้องคุมก่อนซ้ำรอย
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เทียบกฎ ‘ร้านอาหาร-สถานบริการ’ ช่องว่างมาตรฐานที่ต้องคุมก่อนซ้ำรอย

13 ก.ค. 69
18:52 น.
แชร์

เหตุเพลิงไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ใกล้ซอยลาดพร้าว 1 เขตจตุจักร ในคืนวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตเบื้องต้น 27 รายและผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ไม่ได้เพียงตั้งคำถามถึงต้นเหตุของเพลิงไหม้ ความเพียงพอของทางหนีไฟ หรือวัสดุตกแต่งภายในอาคารเท่านั้น แต่ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของการกำกับดูแลร้านอาหาร ร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสถานบันเทิงในประเทศไทยอย่างชัดเจนอีกครั้ง

ข้อมูลเบื้องต้นจากเจ้าหน้าที่ระบุว่า สถานประกอบการแห่งนี้ได้รับอนุญาตในฐานะ “ร้านอาหารที่มีการแสดงดนตรี” ไม่ใช่ “สถานบริการ” ตามพระราชบัญญัติสถานบริการ และได้รับอนุญาตให้เปิดได้ถึงเวลาเที่ยงคืน ขณะที่เพลิงไหม้เกิดขึ้นไม่นานก่อนถึงเวลาปิด

นั่นหมายความว่า แม้สภาพภายในร้านจะมีองค์ประกอบหลายอย่างคล้ายสถานบันเทิง ทั้งเวที ดนตรีสด การจำหน่ายเครื่องดื่ม และลูกค้าจำนวนมาก แต่ในทางกฎหมาย สถานที่แห่งนี้ยังคงมีสถานะเป็นร้านอาหาร ไม่ใช่ผับหรือสถานบริการ

ความแตกต่างดังกล่าวจึงนำไปสู่คำถามสำคัญว่า เหตุใดสถานประกอบการที่มีระดับความเสี่ยงใกล้เคียงสถานบันเทิง ทั้งจากจำนวนผู้ใช้บริการ แสงสว่างภายในที่จำกัด ระบบเครื่องเสียง วัสดุตกแต่ง และการจัดโต๊ะอย่างหนาแน่น จึงอาจอยู่ภายใต้กฎและมาตรฐานความปลอดภัยคนละชุด เพียงเพราะปิดก่อนเที่ยงคืน หรือไม่เข้าองค์ประกอบบางประการตามนิยามของกฎหมายสถานบริการ

นอกจากนี้ แม้เหตุเพลิงไหม้ที่ลาดพร้าวยังอยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์ และยังไม่ควรด่วนสรุปสาเหตุหรือความรับผิด แต่ข้อมูลเบื้องต้นก็สะท้อนแล้วว่า การมีใบอนุญาตครบหรือผ่านการตรวจสอบเพียงครั้งหนึ่ง ไม่ได้เป็นหลักประกันความปลอดภัยตลอดไป โดยเฉพาะเมื่อรูปแบบการใช้งาน จำนวนผู้ใช้บริการ หรือสภาพภายในอาคารอาจเปลี่ยนไปจากวันที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจ

“ร้านอาหารที่มีดนตรีสดและขายแอลกอฮอลล์” มีสถานะทางกฎหมายได้หลายแบบอนุญาตตามกฎหมาย

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “ร้านอาหารที่มีดนตรีสดและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ร้านเหล้า” ไม่ได้ถูกจัดอยู่ภายใต้ใบอนุญาตประเภทใดประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ

ในทางปฏิบัติ สถานที่ที่ประชาชนเรียกรวม ๆ ว่า "ร้านเหล้า" อาจจดทะเบียนและดำเนินกิจการในรูปแบบร้านอาหาร ร้านอาหารที่มีการแสดงดนตรี หรือสถานบริการก็ได้ โดยสถานะทางกฎหมายจะพิจารณาจากลักษณะการประกอบกิจการจริง ทั้งประเภทของบริการ เวลาเปิด–ปิด การจัดพื้นที่ และกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในร้าน

สถานประกอบการหนึ่งแห่งจึงอาจต้องมีใบอนุญาตหลายฉบับพร้อมกัน เช่น

ใบอนุญาตหรือการรับรอง

ควบคุมเรื่องใด

ใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองการแจ้งสถานที่จำหน่ายอาหาร

ครัว อาหาร น้ำใช้ ภาชนะ ขยะ ห้องน้ำ และสุขลักษณะ

ใบอนุญาตจำหน่ายสุรา

สิทธิในการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ใบอนุญาตกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

เสียง ดนตรี การแสดง การรบกวนชุมชน และผลกระทบต่อสุขภาพ

ใบอนุญาตตั้งสถานบริการ

รูปแบบความบันเทิง เวลาเปิด–ปิด อายุผู้เข้าใช้บริการ ทำเล และการควบคุมภายใน

ใบอนุญาตหรือใบรับรองด้านอาคาร

การก่อสร้าง ดัดแปลง เปลี่ยนการใช้อาคาร และระบบความปลอดภัย

ใบอนุญาตแต่ละประเภทมีขอบเขตการกำกับดูแลแตกต่างกัน การได้รับใบอนุญาตจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงไม่ได้หมายความว่าอาคารแห่งนั้นผ่านมาตรฐานความปลอดภัยในระดับเดียวกับสถานบริการ

ขณะเดียวกัน การได้รับอนุญาตให้จัดแสดงดนตรีหรือการแสดงภายในร้าน ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าทางหนีไฟ ระบบป้องกันอัคคีภัย และโครงสร้างอาคารจะรองรับผู้ใช้บริการจำนวนมากได้อย่างปลอดภัย

ช่องว่างดังกล่าวอาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนให้แก่ผู้ใช้บริการ เพราะเมื่อเห็นสถานประกอบการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ และทราบว่าเคยมีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ย่อมทำให้เกิดความเชื่อว่าร้านผ่านการรับรองครบทุกด้านแล้ว

แต่ในความเป็นจริง กระบวนการอนุญาตและตรวจสอบกระจายอยู่ในความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน โดยแต่ละหน่วยงานกำกับดูแลเฉพาะประเด็นตามอำนาจหน้าที่ของตน จึงไม่ได้หมายความว่าสถานประกอบการจะผ่านการประเมินความปลอดภัยโดยรวมอย่างครบถ้วนในคราวเดียว

ขายอาหาร มีดนตรี และจำหน่ายแอลกอฮอล์ แต่ยังอาจเป็นเพียง “ร้านอาหาร”

การที่กิจการในลักษณะที่ประชาชนเรียกว่า "ร้านเหล้า" ไม่ได้มีใบอนุญาตเดียวกำกับชัดเจน การที่ร้านแห่งหนึ่งมีการจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และจัดให้มีดนตรีหรือการแสดง ไม่ได้หมายความว่าสถานที่ดังกล่าวจะถูกจัดเป็น “สถานบริการ” ตามกฎหมายเสมอไป

ในทางปฏิบัติ ร้านลักษณะนี้อาจมีสถานะเป็นเพียง "สถานที่จำหน่ายอาหาร" ซึ่งอยู่ภายใต้ข้อกำหนดและมาตรฐานที่แตกต่างจากสถานบริการอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจุบัน พระราชบัญญัติการสาธารณสุขกำหนดให้สถานที่ประกอบ ปรุง หรือจำหน่ายอาหารพร้อมบริโภค เป็น “สถานที่จำหน่ายอาหาร” โดยแบ่งกระบวนการอนุญาตตามขนาดพื้นที่ของสถานประกอบการ

ร้านอาหารที่มีพื้นที่เกิน 200 ตารางเมตร ต้องยื่นขอใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ส่วนร้านที่มีพื้นที่ไม่เกิน 200 ตารางเมตร ต้องแจ้งจัดตั้งและได้รับหนังสือรับรองการแจ้งก่อนเปิดดำเนินกิจการ สำหรับกรุงเทพมหานคร หน่วยงานที่รับผิดชอบคือสำนักงานเขต ขณะที่ในต่างจังหวัดอยู่ในอำนาจของเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่

หัวใจสำคัญของกฎหมายและมาตรฐานร้านอาหารอยู่ที่การควบคุมสุขลักษณะและความปลอดภัยของอาหาร เช่น พื้นที่เตรียมและปรุงอาหารต้องสะอาดและทำความสะอาดได้ง่าย ต้องแยกอาหารดิบออกจากอาหารปรุงสุก มีน้ำสะอาด จุดล้างมือ และระบบล้างภาชนะที่เหมาะสม รวมถึงต้องมีระบบจัดการขยะ น้ำเสีย ไขมัน ควัน และกลิ่น

นอกจากนี้ ห้องน้ำต้องแยกออกจากบริเวณปรุงอาหาร ขณะที่ผู้สัมผัสอาหารต้องรักษาสุขลักษณะส่วนบุคคลและผ่านการอบรมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

มาตรฐานเหล่านี้มีความสำคัญโดยตรงต่อความปลอดภัยด้านอาหารและสุขอนามัยของผู้บริโภค แต่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมความเสี่ยงจากการรวมตัวของลูกค้าหลายร้อยคนในพื้นที่ปิดเหมือนสถานบริการ ซึ่งอาจมีแสงสว่างน้อย เสียงดัง เวที เครื่องเสียง ฉนวนกันเสียง ตลอดจนวัสดุตกแต่งและวัสดุไวไฟจำนวนมาก

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ใบอนุญาตร้านอาหารอาจช่วยยืนยันว่าสถานที่ประกอบกิจการและกระบวนการปรุงอาหารเป็นไปตามหลักสุขลักษณะ แต่ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า หากเกิดเพลิงไหม้ ผู้ใช้บริการทั้งหมดจะสามารถอพยพออกจากอาคารได้ทันเวลา หรือสถานที่ดังกล่าวมีระบบป้องกันอัคคีภัยและมาตรการรองรับฝูงชนในระดับเดียวกับสถานบริการ

ขณะเดียวกัน แม้ร้านอาหารที่จัดดนตรีหรือการแสดงอาจต้องขอ “ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ” เพิ่มเติม แยกจากใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองการแจ้งจัดตั้งร้านอาหาร การได้รับใบอนุญาตดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าสถานประกอบการผ่านมาตรฐานด้านระบบป้องกันอัคคีภัย ทางหนีไฟ และการอพยพผู้ใช้บริการแล้ว

ตามกฎหมาย วัตถุประสงค์หลักของใบอนุญาตประเภทนี้อยู่ที่การควบคุมเสียงดัง เหตุรำคาญ การระบายอากาศ และผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ ไม่ได้หมายความว่าสถานที่ดังกล่าวผ่านมาตรฐานด้านอัคคีภัย การอพยพ และการรองรับผู้ใช้บริการจำนวนมากในระดับเดียวกับสถานบริการแล้ว

ดังนั้น แม้ร้านแห่งหนึ่งจะมีใบอนุญาตครบทั้งด้านอาหาร การจำหน่ายสุรา และการจัดแสดงดนตรี แต่ก็อาจยังไม่ถูกจัดเป็น “สถานบริการ” หากลักษณะการประกอบกิจการไม่เข้าองค์ประกอบตามพระราชบัญญัติสถานบริการ

ประเด็นนี้เป็นหัวใจสำคัญในการพิจารณากรณีโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เพราะการมีใบอนุญาตด้านอาหาร สุรา และดนตรี ไม่ได้ทำให้ข้อกำหนดด้านอาคาร ระบบป้องกันอัคคีภัย และมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับสถานบริการถูกนำมาใช้โดยอัตโนมัติ

เส้นแบ่งระหว่าง "สถานบริการ" และ "สถานที่จำหน่ายอาหาร" อยู่ที่รูปแบบกิจกรรมและเวลาปิด

ปัจจุบัน “สถานบริการ” ในประเทศไทยอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 ซึ่งกำหนดลักษณะของสถานประกอบการที่เข้าข่ายไว้หลายรูปแบบ เช่น

  • มีเวทีหรือพื้นที่สำหรับเต้นรำเป็นปกติ
  • มีผู้ให้บริการปรนนิบัติหรือนั่งกับลูกค้า
  • มีคาราโอเกะพร้อมผู้ให้บริการร้องเพลงหรือนั่งกับลูกค้า
  • มีการเต้นหรือยินยอมให้ลูกค้าเต้น
  • จำหน่ายอาหาร สุรา หรือเครื่องดื่ม พร้อมจัดดนตรีหรือการแสดง และปิดหลังเวลา 24.00 น.

นั่นหมายความว่า ร้านที่มีดนตรีสดไม่ได้ถูกจัดเป็นสถานบริการทุกแห่งโดยอัตโนมัติ หากร้านมีเวทีและวงดนตรี แต่ไม่มีพื้นที่หรือกิจกรรมเต้นรำ ไม่มีพนักงานนั่งกับลูกค้า และปิดให้บริการไม่เกินเที่ยงคืน ร้านดังกล่าวอาจยังมีสถานะเป็นเพียงร้านอาหารที่จัดการแสดงดนตรี

เกณฑ์ดังกล่าวทำให้เกิดพื้นที่สีเทาระหว่าง “ร้านอาหาร” กับ “สถานบันเทิง” เพราะบางร้านอาจมีขนาดใหญ่ รองรับลูกค้าหลายร้อยคน มีเวที ระบบแสงและเสียง ฉนวนกันเสียง และจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ยังไม่เข้าข่ายสถานบริการตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ในมุมวิศวกรรมอาคารและการป้องกันอัคคีภัย ความเสี่ยงของสถานที่ลักษณะนี้อาจไม่ต่างจากผับ บาร์ หรือไนต์คลับมากนัก เพราะการเกิดและลุกลามของเพลิงขึ้นอยู่กับสภาพอาคารและการใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นวัสดุตกแต่ง จำนวนผู้ใช้บริการ ความหนาแน่นของโต๊ะ ตลอดจนจำนวน ความกว้าง และตำแหน่งของทางออก

ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง ผู้ใช้บริการจึงมีความเสี่ยงต่อการอพยพไม่ทันหรือเกิดความสูญเสียรุนแรงมากขึ้น เพราะต้องเผชิญความเสี่ยงไม่ต่างจากการเข้าใช้ผับหรือไนต์คลับ แต่สถานที่กลับอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่ต่ำกว่า

เทียบตรง ๆ ร้านอาหารกับสถานบริการถูกควบคุมต่างกันอย่างไร

ประเด็น

ร้านอาหาร

สถานบริการ

กฎหมายหลัก

พ.ร.บ.การสาธารณสุข

พ.ร.บ.สถานบริการ

หน่วยงานหลัก

สำนักงานเขตหรือท้องถิ่น

ตำรวจและฝ่ายปกครอง

เกณฑ์เข้าสู่ระบบ

ประกอบหรือจำหน่ายอาหาร

รูปแบบความบันเทิง การเต้น ผู้ให้บริการ และเวลาเปิด–ปิด

จุดเน้น

สุขาภิบาลอาหารและเหตุรำคาญ

ทำเล บุคคล เวลา ความสงบเรียบร้อย และรูปแบบกิจการ

การจำกัดพื้นที่

ผังเมืองและกฎหมายอาคาร

มีข้อจำกัดเขตโซนนิ่งเพิ่มเติม

มาตรฐานอาคารเฉพาะ

ใช้กฎหมายอาคารและแรงงานทั่วไป

มีกฎกระทรวงระบบความปลอดภัยอาคารสถานบริการโดยตรง

การคำนวณจำนวนคน

ไม่ได้เกิดจากใบอนุญาตอาหารโดยตรง

ผูกกับพื้นที่ใช้งานและจำนวนทางออก

วัสดุตกแต่ง

ขึ้นกับกฎหมายอาคารที่ใช้บังคับ

มีเกณฑ์การลามไฟและการกระจายควันเฉพาะ

ผู้ดูแลความปลอดภัย

เป็นไปตามกฎหมายแรงงานและประเภทอาคาร

ต้องมีผู้ดูแลระบบความปลอดภัยระหว่างเปิดกิจการ

การตรวจอาคารตามประเภทกิจการ

ร้านอาหารทั่วไปไม่เข้าเกณฑ์เพียงเพราะเป็นร้านอาหาร

สถานบริการตั้งแต่ 200 ตารางเมตรขึ้นไปต้องตรวจอาคารตามรอบ

มาตรฐานสถานบริการเข้มกว่าตั้งแต่โครงสร้างถึงวัสดุตกแต่ง

ปัจจุบัน กฎกระทรวงกำหนดประเภทและระบบความปลอดภัยของอาคารที่ใช้ประกอบกิจการเป็นสถานบริการ พ.ศ. 2555 ได้วางมาตรฐานด้านความปลอดภัยไว้โดยเฉพาะและมีรายละเอียดเข้มงวดกว่าหลักเกณฑ์ด้านสุขาภิบาลสำหรับร้านอาหารในหลายประเด็น ได้แก่

1. ครัวต้องถูกแยกจากพื้นที่บริการ

ห้องครัวของสถานบริการที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มต้องกั้นแยกออกจากส่วนอื่นของอาคารด้วยผนังทนไฟที่มีอัตราการทนไฟไม่น้อยกว่าสองชั่วโมง หรือแยกห่างออกไปจากตัวอาคารไม่น้อยกว่า 10 เมตร

กฎกระทรวงฉบับเดียวกันยังกำหนดให้ผนังที่กั้นระหว่างสถานบริการกับกิจการประเภทอื่นในอาคารเดียวกันต้องเป็นผนังทนไฟไม่น้อยกว่าสองชั่วโมงเช่นกัน โดยเฉพาะผนังส่วนนี้ หากติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติครอบคลุมพื้นที่สถานบริการทั้งหมด กฎหมายเปิดช่องให้ลดอัตราการทนไฟลงเหลือไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงได้

เหตุผลคือครัวมีทั้งเปลวไฟ น้ำมัน ก๊าซ และความร้อน หากไฟเริ่มต้นในครัว ผนังทนไฟต้องช่วยถ่วงเวลาไม่ให้เพลิงและควันลามเข้าสู่พื้นที่บริการลูกค้าได้

2. วัสดุตกแต่งต้องผ่านเกณฑ์การลามไฟและควัน

วัสดุตกแต่งผนังและฝ้าเพดานในสถานบริการต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์การติดไฟ การลามไฟ และการกระจายควัน

วัสดุที่ติดไฟง่าย เช่น โฟม วัสดุจากปิโตรเลียม เยื่อกระดาษ หรือเซลลูโลส ถูกจำกัดการใช้ และต้องผ่านมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด โดยวัสดุต้องติดไฟที่อุณหภูมิไม่น้อยกว่า 750°C หรือมีดรรชนีการลามไฟไม่เกิน 75 และดรรชนีการกระจายควันไม่เกิน 450 ส่วนวัสดุติดไฟง่าย (โฟม ปิโตรเลียม เยื่อกระดาษ เซลลูโลส) ติดตั้งได้ไม่เกินร้อยละสิบของพื้นที่

เรื่องนี้สำคัญต่อร้านดนตรี เพราะวัสดุซับเสียงและตกแต่งเวทีบางประเภทอาจช่วยลดเสียงสะท้อน แต่หากไม่มีคุณสมบัติหน่วงไฟ อาจกลายเป็นเชื้อเพลิงและสร้างควันจำนวนมากเมื่อเกิดเหตุ

3. ระบบไฟฟ้าต้องออกแบบสำหรับกิจการจริง

สถานบริการต้องมีระบบไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน มีสวิตช์ประธานเฉพาะในตำแหน่งเข้าถึงง่าย และมีระบบไฟฟ้าสำรองแยกจากระบบปกติสำหรับป้ายทางออก ทางเดิน บันได ระบบเตือนภัย และไฟฉุกเฉิน โดยต้องทำงานอัตโนมัติเมื่อไฟฟ้าปกติดับ

ร้านที่เริ่มต้นเป็นร้านอาหาร แต่เพิ่มเวที ไฟแสดง เครื่องเสียง จอภาพ เครื่องทำควัน และเครื่องปรับอากาศภายหลัง อาจมีภาระไฟฟ้าสูงกว่าที่ระบบเดิมถูกออกแบบไว้ หากไม่มีการตรวจใหม่ ความเสี่ยงจากความร้อน สายไฟ และการใช้ไฟเกินกำลังย่อมเพิ่มขึ้น

4. ต้องมีระบบเตือนเพลิงไหม้ที่คนรับรู้ได้ทั่วถึง

สถานบริการต้องมีสัญญาณเตือนทั้งเสียงและแสง เพื่อให้ผู้ใช้บริการรับรู้ได้แม้อยู่ในสภาพเสียงดังหรือแสงน้อย โดยทั่วไปต้องมีทั้งระบบตรวจจับอัตโนมัติและจุดแจ้งเหตุด้วยมือ ส่วนบางประเภทอาจได้รับยกเว้นให้มีอย่างน้อยระบบใช้มือ

การใช้เฉพาะเสียงสัญญาณอาจไม่เพียงพอในร้านที่เปิดดนตรีเสียงดัง ขณะที่การมีเพียงไฟกระพริบอาจไม่ชัดเจนในร้านที่มีระบบแสงเวทีอยู่แล้ว ระบบจึงต้องถูกออกแบบให้แตกต่างและสังเกตได้ทันที

5. จำนวนเครื่องดับเพลิงต้องสัมพันธ์กับขนาดพื้นที่

กฎอาคารสถานบริการกำหนดให้มีเครื่องดับเพลิงอย่างน้อยหนึ่งเครื่องต่อพื้นที่ไม่เกิน 200 ตารางเมตร และไม่น้อยกว่าสองเครื่องต่อชั้น ต้องติดตั้งในตำแหน่งมองเห็นและเข้าถึงได้สะดวก

อย่างไรก็ตาม จำนวนเครื่องดับเพลิงไม่ใช่ตัวชี้วัดเพียงอย่างเดียว ต้องตรวจด้วยว่าเป็นเครื่องชนิดที่เหมาะกับความเสี่ยง พนักงานใช้เป็นหรือไม่ และต้นเพลิงสามารถเข้าถึงเพื่อดับได้อย่างปลอดภัยหรือไม่

จำนวนทางออกของสถานบริการคำนวณจากจำนวนคน ไม่ใช่จำนวนประตูที่มีอยู่เดิม

อีกหนึ่งความแตกต่างสำคัญระหว่างสถานบริการกับสถานที่จำหน่ายอาหาร คือ กฎหมายสถานบริการกำหนดจำนวนทางออกให้สัมพันธ์กับจำนวนผู้ใช้บริการสูงสุดอย่างชัดเจน

ปัจจุบัน กฎหมายกำหนดว่า สถานบริการที่รองรับคนไม่เกิน 50 คน ต้องมีทางออกอย่างน้อย 1 แห่ง หากรองรับ 51-200 คน ต้องมีอย่างน้อย 2 แห่ง และเพิ่มเป็น 3 แห่งสำหรับ 201-400 คน โดยจำนวนทางออกจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้ใช้บริการ จนถึงอย่างน้อย 6 แห่งสำหรับสถานที่ที่รองรับตั้งแต่ 1,001 คนขึ้นไป

การคำนวณความจุยังแยกตามรูปแบบพื้นที่ ได้แก่

พื้นที่ใช้งาน

อัตราพื้นที่ต่อคน

พื้นที่คอนเสิร์ตแบบยืนหรือพื้นที่รอ

0.45 ตารางเมตรต่อคน

พื้นที่เต้นรำ

0.65 ตารางเมตรต่อคน

ไนต์คลับหรือบาร์

1 ตารางเมตรต่อคน

ภัตตาคาร ห้องอาหาร หรือห้องจัดเลี้ยง

1.5 ตารางเมตรต่อคน

เวทีและลานแสดง

1.5 ตารางเมตรต่อคน

ห้องครัว

10 ตารางเมตรต่อคน

เกณฑ์ดังกล่าวสะท้อนว่า พื้นที่แบบยืนสามารถรองรับคนได้หนาแน่นกว่าห้องอาหาร จึงต้องคำนวณทั้งจำนวนและความกว้างของทางออกตามลักษณะการใช้งานจริง ไม่ควรกำหนดจำนวนผู้ใช้บริการจากการนำพื้นที่รวมทั้งร้านมาหารด้วยอัตราเดียว

นอกจากนี้ หากสถานบริการมีเวที ต้องจัดให้มีทางออกด้านหลังหรือด้านข้างเวทีเพิ่มอีกอย่างน้อย 1 แห่ง นอกเหนือจากทางออกที่คำนวณตามจำนวนผู้ใช้บริการ ขณะที่ประตูและเส้นทางหนีไฟต้องไม่มีสิ่งกีดขวาง และมีป้ายบอกทางออกที่มองเห็นได้ชัดเจนตลอดเวลา

ส่วนร้านอาหาร แม้ไม่อยู่ภายใต้มาตรฐานเฉพาะของสถานบริการ แต่หากมีลูกจ้างก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายความปลอดภัยในการทำงานด้านการป้องกันและระงับอัคคีภัย โดยสถานประกอบกิจการต้องมีเส้นทางหนีไฟอย่างน้อย 2 เส้นทางในทุกชั้น และต้องสามารถอพยพลูกจ้างทั้งหมดไปยังจุดปลอดภัยได้ภายใน 5 นาที เส้นทางต้องไม่มีสิ่งกีดขวาง ประตูต้องเปิดไปในทิศทางการหนี และห้ามล็อกหรือทำให้เปิดไม่ได้ในช่วงเวลาทำงาน

อาคารตั้งแต่ 2 ชั้นขึ้นไป หรือมีพื้นที่ตั้งแต่ 300 ตารางเมตรขึ้นไป ต้องติดตั้งระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ทั้งแบบอัตโนมัติและแบบใช้มือ พร้อมส่งสัญญาณให้ผู้ที่อยู่ภายในอาคารรับรู้ได้ทั่วถึง

หากมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป นายจ้างต้องจัดทำแผนป้องกันและระงับอัคคีภัย ครอบคลุมการตรวจตรา การอบรม การดับเพลิง การอพยพ และการบรรเทาทุกข์ รวมทั้งต้องให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของแต่ละหน่วยงานผ่านการฝึกดับเพลิงขั้นต้น และจัดซ้อมดับเพลิงและอพยพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม กฎหมายชุดนี้มุ่งคุ้มครองลูกจ้างเป็นหลัก แม้มาตรการหลายอย่างจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ลูกค้าด้วย แต่ไม่ได้กำหนดความจุและทางออกตามพฤติกรรมของผู้ใช้บริการในสถานบันเทิงอย่างละเอียดเท่ากฎสำหรับสถานบริการ

กรณีโรงเบียร์ลาดพร้าว ต้องตรวจอะไรบ้างก่อนสรุปความรับผิด

จากข้อมูลข้างต้น การที่สถานประกอบการมีใบอนุญาต จึงไม่ได้หมายความว่ากิจการทุกส่วนดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ยังต้องตรวจว่าใบอนุญาตแต่ละฉบับครอบคลุมรูปแบบการให้บริการที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ และสภาพอาคารในคืนเกิดเหตุตรงกับแบบที่ได้รับอนุญาตมากน้อยเพียงใด

ประเด็นแรกที่ต้องตรวจคือ ร้านดำเนินกิจการตรงตามประเภทที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ กล่าวคือ เป็นเพียงร้านอาหารที่มีการแสดงดนตรีตามที่แจ้งไว้ หรือมีลักษณะบางอย่างที่อาจทำให้เข้าข่ายสถานบริการ เช่น มีการเต้น จัดพื้นที่แบบสถานบันเทิง หรือเปิดเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น การดูเพียงวัตถุประสงค์ในหนังสือรับรองบริษัทจึงไม่เพียงพอ เพราะการจดทะเบียนนิติบุคคลไม่ใช่ใบอนุญาตประกอบกิจการ เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาทั้งใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรูปแบบการให้บริการที่เกิดขึ้นจริงภายในร้าน

อีกส่วนที่ต้องตรวจอย่างละเอียดคือสถานะของอาคาร ทั้งใบอนุญาตก่อสร้าง ใบรับรองการใช้อาคาร แบบแปลนเดิม และประวัติการดัดแปลง เพื่อดูว่าอาคารได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นร้านอาหาร สถานที่ชุมนุมคน หรือกิจการประเภทใด หากมีการเพิ่มเวที ฝ้าเพดาน ฉนวนกันเสียง ห้องครัว ผนังกั้น ห้องเก็บของ หรือระบบไฟฟ้าในภายหลัง ก็ต้องตรวจว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้รับอนุญาตและมีผู้เชี่ยวชาญรับรองหรือไม่

จำนวนลูกค้าและพนักงานในช่วงเกิดเหตุก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ต้องนำมาเทียบกับพื้นที่ใช้สอย จำนวนและความกว้างของทางออก รวมถึงความสามารถในการระบายคนออกจากอาคาร แม้ในเอกสารจะระบุว่ามีทางออกครบ แต่หากมีคนเกินความจุ ทางเดินแคบ หรือมีสิ่งของกีดขวาง ความสามารถในการอพยพจริงอาจต่ำกว่าที่ออกแบบไว้มาก

สภาพของทางออกในคืนเกิดเหตุต้องตรวจสอบจากหลักฐานหลายด้าน ทั้งกล้องวงจรปิด ภาพถ่าย คำให้การของพยาน และสภาพซากอาคาร เพื่อแยกให้ชัดว่าสิ่งกีดขวางมีอยู่ก่อนเกิดเพลิงไหม้ หรือถูกเคลื่อนย้ายระหว่างการหลบหนีและการกู้ภัย ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องประตูถูกล็อกก็ควรรอผลสอบสวน ไม่ควรด่วนสรุปจากคำบอกเล่าหรือข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์เพียงอย่างเดียว

ระบบแจ้งเหตุ ไฟฉุกเฉิน และป้ายทางออกต้องตรวจทั้งว่ามีติดตั้งหรือไม่ และใช้งานได้จริงหรือไม่ สัญญาณเตือนต้องดังหรือเด่นชัดพอให้ผู้ใช้บริการรับรู้ได้ท่ามกลางเสียงดนตรีและแสงเวที ขณะที่ป้ายทางออกต้องยังมองเห็นได้เมื่อมีควันหรือไฟฟ้าดับ

วัสดุบริเวณเวที ฝ้าเพดาน ผนัง ฉนวน และของตกแต่งก็ต้องนำมาตรวจพิสูจน์ว่าเป็นวัสดุประเภทใด มีคุณสมบัติหน่วงไฟหรือไม่ และมีเอกสารรับรองตามมาตรฐานหรือไม่ เพราะในอาคารปิด ควันและก๊าซจากการเผาไหม้อาจบดบังเส้นทางหนี และทำให้ผู้ใช้บริการไม่สามารถอพยพได้ก่อนที่เปลวไฟจะลุกลามมาถึง

นอกจากนี้ ต้องตรวจความพร้อมของพนักงานจากทั้งเอกสารการอบรมและการซ้อมอพยพ รวมถึงการปฏิบัติจริงขณะเกิดเหตุว่า พนักงานรู้วิธีหยุดการแสดง เปิดไฟ แจ้งเตือนลูกค้า เปิดทางออก และนำคนออกจากอาคารหรือไม่ ร้านขนาดใหญ่ไม่ควรพึ่งพาเพียงพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่กี่คน หากไม่มีแผนฉุกเฉินที่พนักงานทุกฝ่ายเข้าใจและปฏิบัติได้จริง

เหตุใดคำว่า “เคยผ่านการตรวจ” จึงยังไม่เพียงพอ

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามจากเหตุการณ์นี้ คือ ช่องโหว่ของระบบตรวจสอบ เพราะการตรวจสถานประกอบการสะท้อนสภาพของร้านได้เพียงในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น หลังจากนั้นร้านอาจเพิ่มโต๊ะ ย้ายตู้แช่ ติดฉาก ปรับผังทางเดิน เพิ่มระบบเสียง หรือนำสิ่งของไปวางใกล้ทางออก ขณะที่การจัดงานพิเศษก็อาจทำให้มีลูกค้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าชั่วคราว ซึ่งเสี่ยงทำให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ได้มากกว่าปกติ

เพื่อให้เกิดความรัดกุม ระบบกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพจึงควรครอบคลุมอย่างน้อยสามช่วง ได้แก่ การตรวจก่อนออกหรือต่อใบอนุญาต การสุ่มตรวจระหว่างเปิดให้บริการจริง โดยเฉพาะช่วงที่มีลูกค้าเต็มร้าน และการตรวจใหม่เมื่อมีการดัดแปลงอาคารหรือเปลี่ยนรูปแบบกิจการ

ดังนั้น กรณีโรงเบียร์ลาดพร้าว ซึ่งมีรายงานว่าเคยผ่านการตรวจเมื่อเดือนเมษายน แต่ภายหลังเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับสภาพทางออก จึงสะท้อนให้เห็นว่า การ “ผ่านการตรวจในวันหนึ่ง” ไม่ได้หมายความว่าสถานที่นั้นจะปลอดภัยในทุกคืนที่เปิดให้บริการ

นอกจากนี้ ปัญหาสำคัญยังอาจไม่ใช่การไม่มีกฎหมาย แต่เป็นการที่อำนาจกำกับดูแลกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ร้านอาหารที่มีดนตรีอาจอยู่ภายใต้สำนักงานเขตในเรื่องอาหารและเหตุรำคาญ กรมสรรพสามิตในเรื่องการจำหน่ายสุรา ฝ่ายโยธาในเรื่องอาคาร กระทรวงแรงงานในเรื่องความปลอดภัยของลูกจ้าง และตำรวจหรือฝ่ายปกครองในกรณีที่เข้าข่ายสถานบริการ

แม้แต่ละหน่วยงานจะตรวจตามอำนาจของตนอย่างครบถ้วน ความเสี่ยงบางส่วนก็ยังอาจหลุดรอด เพราะไม่มีหน่วยงานใดเห็นภาพทั้งหมดพร้อมกันว่า ร้านรองรับคนได้เท่าใด ใช้อาคารประเภทใด มีการเพิ่มระบบไฟฟ้าหรือวัสดุตกแต่งอะไร และทางออกอยู่ในสภาพใดขณะที่มีลูกค้าเต็มร้าน

ร้านจึงอาจมีใบอนุญาตอาหาร ดนตรี และสุราครบถ้วน แต่ยังไม่เคยถูกประเมินด้วยมาตรฐานเดียวกับสถานบริการ หากรูปแบบกิจการไม่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมาย

จากกำกับตามชื่อกิจการ สู่กำกับตามระดับความเสี่ยง

เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำ เหตุการณ์ครั้งนี้ควรนำไปสู่การทบทวนระบบกำกับดูแลอย่างจริงจังในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการเร่งตรวจสถานประกอบการในช่วงที่สังคมกำลังจับตามอง

แนวทางหนึ่งคือการจำแนกกิจการตามระดับความเสี่ยงจากการใช้งานจริง แทนการยึดเฉพาะชื่อหรือประเภทใบอนุญาต เช่น ร้านอาหารกึ่งสถานบันเทิงที่มีเวที ระบบแสงและเสียง พื้นที่ปิด รองรับคนจำนวนมาก หรือใช้จัดคอนเสิร์ต แม้จะไม่ได้เปิดให้บริการเกินเที่ยงคืนก็ตาม

สถานประกอบการขนาดใหญ่ควรต้องกำหนดและประกาศจำนวนผู้ใช้บริการสูงสุดอย่างชัดเจน พร้อมออกแบบจำนวนและความกว้างของทางออกให้สอดคล้องกับจำนวนคน รวมถึงเข้าสู่ระบบตรวจสอบอาคารตามรอบ แม้จะไม่ได้ถูกจัดเป็นสถานบริการตามกฎหมายเดิม

หากมีการเพิ่มเวที ฝ้า ฉนวน ระบบเสียง ไฟแสดง ห้องเก็บของ หรือส่วนต่อเติมที่กระทบต่อเส้นทางหนีไฟและภาระของระบบไฟฟ้า ก็ควรต้องแจ้งและผ่านการตรวจใหม่ ขณะเดียวกัน การสุ่มตรวจควรเกิดขึ้นระหว่างที่ร้านเปิดให้บริการและมีลูกค้าจำนวนมาก เพื่อให้เจ้าหน้าที่เห็นสภาพการใช้งานจริง ทั้งการจัดโต๊ะ สภาพประตู แสงสว่าง และสิ่งกีดขวางตามทางหนีไฟ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเชื่อมข้อมูลใบอนุญาตและผลการตรวจไว้ในระบบเดียวกัน พร้อมเปิดเผยข้อมูลสำคัญให้ประชาชนเข้าถึงได้ เช่น ประเภทใบอนุญาต จำนวนผู้ใช้บริการสูงสุด วันที่ตรวจครั้งล่าสุด และข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับทางออกฉุกเฉิน

หากพบว่าประตูถูกล็อก ทางออกถูกใช้เป็นพื้นที่เก็บของ หรือมีสิ่งกีดขวางที่ลดประสิทธิภาพการอพยพ เจ้าหน้าที่ควรมีอำนาจสั่งระงับการใช้พื้นที่หรือหยุดกิจการได้ทันที จนกว่าจะแก้ไขให้ปลอดภัย

แม้เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว จะยังอยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์ แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนช่องว่างของระบบกำกับดูแลได้อย่างชัดเจนว่า ร้านอาหารขนาดใหญ่ที่มีความบันเทิงอาจมีความเสี่ยงใกล้เคียงกับผับหรือไนต์คลับ แต่กลับอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่แตกต่างกัน

ท้ายที่สุด เมื่อเกิดเพลิงไหม้ สิ่งที่ตัดสินความปลอดภัยไม่ใช่ชื่อกิจการที่ระบุอยู่บนใบอนุญาต แต่คือจำนวนคน ทางออกที่พร้อมใช้งาน ระบบเตือนภัยที่ทำงานจริง วัสดุที่ไม่เร่งการลามไฟ และพนักงานที่สามารถนำผู้ใช้บริการออกจากอาคารได้อย่างทันท่วงที

อ้างอิง: DOPA, DOPA 2, กรมอนามัย, สำนักงานควบคุมอาคาร, PRD

แชร์
เทียบกฎ ‘ร้านอาหาร-สถานบริการ’ ช่องว่างมาตรฐานที่ต้องคุมก่อนซ้ำรอย