
ท่ามกลางภาวะเด็กเกิดน้อยที่กำลังกลายเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างของประเทศ รัฐบาลเดินหน้าวางกรอบนโยบายพัฒนาทุนมนุษย์ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของชีวิต โดยคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ หรือ “บอร์ดเด็กแห่งชาติ” มีมติเห็นชอบมาตรการสำคัญ 3 ด้าน ตั้งแต่การขยายเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า การยกระดับการดูแลเด็กในช่วง 2,500 วันแรกของชีวิต ไปจนถึงการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เยาวชนระยะยาว
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประธานการประชุมเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า เมื่อจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง ประเทศจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสร้าง “คุณภาพ” และ “ผลิตภาพ” ของประชากรมากขึ้น โดยนโยบายจะต้องมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้เด็กทุกคนเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาอย่างเท่าเทียม
กรอบนโยบายดังกล่าวสะท้อนความพยายามเชื่อมโยงสวัสดิการทางสังคมเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะคุณภาพของเด็กและเยาวชนในวันนี้จะกำหนดขีดความสามารถของกำลังแรงงานไทยในอนาคต ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนเพิ่มแรงกดดันให้ประเทศต้องเร่งลงทุนในทุนมนุษย์อย่างเป็นระบบตั้งแต่ช่วงปฐมวัย
มติสำคัญประการแรก คือ การเห็นชอบแนวทางจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า สำหรับเด็กอายุ 0-6 ปี ในอัตรา 600 บาทต่อคนต่อเดือน โดยตั้งเป้าเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะนำแนวทางดังกล่าวเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการจะขึ้นอยู่กับความพร้อมด้านงบประมาณ โดยรัฐบาลจะเป็นกลไกหลักในการสนับสนุนโครงการ ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถสมทบงบประมาณตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ได้
ในกรณีที่ท้องถิ่นบางแห่งมีความพร้อม ก็สามารถเริ่มดำเนินการภายใต้กรอบที่ได้รับความเห็นชอบได้ก่อน เพื่อให้สวัสดิการเข้าถึงเด็กในพื้นที่ได้เร็วขึ้น
ที่ประชุมยังเห็นชอบให้ยกเลิกขั้นตอนการติดประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินอุดหนุน ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการที่เพิ่มภาระด้านเอกสารและระยะเวลาการรอคอย การลดขั้นตอนดังกล่าวมีเป้าหมายทำให้การลงทะเบียนสะดวกขึ้น และช่วยให้เงินอุดหนุนส่งถึงครอบครัวและเด็กได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
มติประการที่สอง คือ การผลักดันแนวคิด “มหัศจรรย์ 2,500 วัน” ให้เป็นวาระสำคัญระดับชาติ โดยครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนถึงเด็กอายุประมาณ 5 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงสำคัญต่อการพัฒนาสมอง ร่างกาย และทักษะพื้นฐานของมนุษย์
แนวทางดังกล่าวจะขับเคลื่อนร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านการบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง พร้อมดึงกลไกชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลเด็กและครอบครัวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การส่งเสริมพัฒนาการเด็กไม่แยกส่วนอยู่เฉพาะในระบบสาธารณสุข การศึกษา หรือสวัสดิการสังคมด้านใดด้านหนึ่ง
อีกหนึ่งกลไกสำคัญ คือ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กปฐมวัยแห่งชาติ หรือ National Early Childhood Data Platform เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเด็กตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์จนถึงปฐมวัย และสนับสนุนให้หน่วยงานสามารถติดตาม ดูแล และให้ความช่วยเหลือเด็กได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เกิดช่องว่างระหว่างระบบ
รัฐบาลมองว่าการลงทุนในช่วง 2,500 วันแรกของชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของการรับมือวิกฤตประชากร เพราะเมื่อจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง การดูแลให้เด็กแต่ละคนเติบโตอย่างมีคุณภาพจึงมีความสำคัญมากขึ้นต่อศักยภาพการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศในอนาคต
มติประการที่สาม คือ การเห็นชอบแนวทางขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ของสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568-2574 เพื่อกำหนดกรอบการพัฒนาเด็กและเยาวชนในระยะยาว พร้อมเปิดโอกาสให้ตัวแทนเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างมีความหมาย
แผนดังกล่าวครอบคลุมประเด็นการพัฒนา 6 ด้าน ได้แก่ การปรับการศึกษาให้สอดคล้องกับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 การส่งเสริมสุขภาวะจิตและสุขภาวะที่ดี การขยายโอกาสด้านการจ้างงาน การรับประกันการมีส่วนร่วมของเยาวชน การเตรียมรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการป้องกันและตอบสนองต่อความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชน
แนวทางนี้ยังรวมถึงการส่งเสริมให้เยาวชนมีส่วนร่วมในประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่ออนาคตของตนเอง เช่น การจัดทำพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อให้มุมมองและข้อเสนอของเด็กและเยาวชนถูกนำไปประกอบการกำหนดนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งสามมติจึงเป็นการวางกรอบพัฒนาเด็กและเยาวชนตั้งแต่การจัดสวัสดิการขั้นพื้นฐาน การดูแลพัฒนาการในช่วงต้นของชีวิต ไปจนถึงการสร้างพื้นที่ให้เยาวชนมีบทบาทกำหนดอนาคตของประเทศ โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มโอกาส และยกระดับคุณภาพทุนมนุษย์ไทยในระยะยาว