
เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกขยายตัวดีกว่าที่ตลาดคาด สะท้อนแรงประคองจากภาครัฐ การลงทุน และภาคส่งออก ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้นตามความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ภาพรวมดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจไทยยังคงรักษาแรงส่งได้ดีกว่าที่ประเมินไว้ แม้สภาพแวดล้อมภายนอกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ในช่วง 3 เดือนถึงเดือนมีนาคม ขยายตัว 2.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าค่ากลางของประมาณการในผลสำรวจ Bloomberg News ที่ 2.4% และเร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.5% ในไตรมาส 4 ของปีก่อน ขณะที่ประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ยังคงไว้ในกรอบ 1.5%-2.5%
ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งชนะการเลือกตั้งอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมประกาศภารกิจฟื้นเศรษฐกิจผ่านการกู้ยืมและการลงทุนใหม่ ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าแผนลดขั้นตอนราชการอย่างจริงจัง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในช่วงที่เศรษฐกิจภูมิภาคยังเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้น
ภาพเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกสะท้อนการฟื้นตัวที่กระจายตัวมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า โดยด้านการใช้จ่ายพบว่า การลงทุนรวม การส่งออกสินค้า และการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวเร่งขึ้น ขณะที่การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง และการส่งออกบริการกลับมาขยายตัวอีกครั้ง
การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 3.2% ใกล้เคียงกับ 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า แสดงให้เห็นว่ากำลังซื้อครัวเรือนยังมีแรงพยุง แม้เผชิญภาระค่าครองชีพสูง โดยการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในทุกหมวด
สินค้าไม่คงทนขยายตัว 3.5% เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ตามการใช้จ่ายด้านอุปกรณ์ขนส่งส่วนบุคคล ไฟฟ้าและก๊าซ ขณะที่หมวดสินค้ากึ่งคงทนขยายตัว 3.5% จากแรงหนุนของเสื้อผ้าและรองเท้า ส่วนหมวดบริการขยายตัว 2.2% แม้ชะลอลงจาก 2.9% แต่กลุ่มโรงแรมและภัตตาคารปรับตัวดีขึ้น สอดคล้องกับกิจกรรมท่องเที่ยวและบริการที่เริ่มฟื้นตัวมากขึ้น
สินค้าคงทนยังขยายตัวสูง 6.8% แม้ชะลอลงจาก 12.2% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการใช้จ่ายเพื่อซื้อยานพาหนะขยายตัว 16.3% ต่ำกว่าการขยายตัว 26.4% ในไตรมาสก่อนหน้า สัญญาณดังกล่าวสะท้อนว่าการบริโภคสินค้ามูลค่าสูงยังมีแรงส่ง แต่เริ่มเผชิญฐานสูงและความระมัดระวังของผู้บริโภค ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเป็น 52.8 จาก 52.3 ในไตรมาสก่อนหน้า บ่งชี้ว่าความเชื่อมั่นยังค่อย ๆ ปรับดีขึ้น แต่ไม่ได้เร่งตัวอย่างร้อนแรง
แรงหนุนที่โดดเด่นที่สุดมาจากการลงทุนรวม ซึ่งขยายตัว 9.9% เร่งขึ้นจาก 8.1% ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2558 โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 10.1% จากแรงขับของเครื่องจักรเครื่องมือที่เพิ่มขึ้น 11.5% สะท้อนการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมและยานพาหนะ ขณะที่การลงทุนภาครัฐขยายตัว 9.4% แม้ชะลอลงจาก 13.3% ในไตรมาสก่อนหน้า แต่ยังเป็นแรงประคองสำคัญ โดยเฉพาะหมวดเครื่องจักรเครื่องมือที่ขยายตัว 13.5%
การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัว 3.4% เร่งขึ้นจาก 1.3% ในไตรมาสก่อนหน้า จากค่าซื้อสินค้าและบริการ รวมถึงรายจ่ายโอนเพื่อสวัสดิการสังคมที่ไม่เป็นตัวเงินสำหรับสินค้าและบริการในระบบตลาด ซึ่งขยายตัว 5.8% และ 20.7% ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม อัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำอยู่ที่ 22.0% ต่ำกว่า 39.3% ในไตรมาสก่อนหน้า และต่ำกว่า 22.7% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราเบิกจ่ายงบลงทุนอยู่ที่ 15.1% ต่ำกว่าไตรมาสก่อนหน้า แต่สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเล็กน้อย
ภาคการค้าระหว่างประเทศเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญในไตรมาสแรก โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าอยู่ที่ 95,096 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17.8% เร่งขึ้นจาก 9.4% ในไตรมาสก่อนหน้า แรงส่งหลักมาจากสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลกที่ยังแข็งแกร่ง ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรลดลงจากการแข่งขันด้านราคาของประเทศผู้ส่งออกในตลาดโลก
สินค้าส่งออกที่ขยายตัวโดดเด่น ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 19.6% อุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมเพิ่มขึ้น 140.1% ชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น 45.4% เครื่องประดับเพิ่มขึ้น 107.3% รถกระบะและรถบรรทุกเพิ่มขึ้น 53.6% และคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น 20.2% ขณะที่สินค้าบางกลุ่มยังหดตัว เช่น รถยนต์นั่งลดลง 39.1% และหมวดอากาศยาน เรือ แท่น และรถไฟ ลดลง 18.0% ภาพดังกล่าวสะท้อนโครงสร้างการส่งออกที่มีแรงหนุนจากสินค้าเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเฉพาะกลุ่ม แต่ยังเผชิญความอ่อนแรงในบางหมวดการผลิตดั้งเดิม
ตลาดส่งออกหลักส่วนใหญ่ยังขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งสหรัฐฯ จีน อาเซียน 5 ประเทศ และสหภาพยุโรป 27 ประเทศ แต่การส่งออกไปยัง CLMV ตะวันออกกลาง และเกาหลีใต้ปรับตัวลดลง ด้านการนำเข้าสินค้ามีมูลค่า 95,399 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวสูงถึง 33.1% เร่งขึ้นจาก 17.5% ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส โดยปริมาณนำเข้าเพิ่มขึ้น 25.7% และราคานำเข้าเพิ่มขึ้น 5.9% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 0.3 พันล้านดอลลาร์ หรือ 6.9 พันล้านบาท เป็นการขาดดุลครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส
ด้านการผลิต สาขาเกษตรกรรม การผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร รวมถึงการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าขยายตัวเร่งขึ้น ขณะที่สาขาการขายส่งและขายปลีก รวมถึงการก่อสร้างชะลอตัวลง
ภาคเกษตรขยายตัว 1.2% จากผลผลิตพืชสำคัญที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน กลุ่มไม้ผล ทุเรียน มังคุด ลิ้นจี่ อ้อยโรงงาน ยางพารา และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อย่างไรก็ตาม ดัชนีราคาสินค้าเกษตรลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ที่ 8.5% ส่งผลให้ดัชนีรายได้เกษตรกรโดยรวมลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ที่ 6.3% สะท้อนว่าปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นยังไม่เพียงพอชดเชยแรงกดดันด้านราคา
สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 0.9% ดีขึ้นจาก 0.4% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกมากกว่า 60% ได้แรงหนุนจากการผลิตชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้น 12.1% และการผลิตคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงที่เพิ่มขึ้น 27.8% ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 61.26% สูงกว่า 57.50% ในไตรมาสก่อนหน้า แต่ยังต่ำกว่า 61.61% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงให้เห็นว่าโรงงานเริ่มใช้กำลังการผลิตมากขึ้น แต่ยังไม่กลับเข้าสู่ระดับที่แข็งแรงเต็มที่
ภาคท่องเที่ยวและบริการมีสัญญาณฟื้นตัวชัดขึ้น สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารเพิ่มขึ้น 2.2% เร่งจาก 0.6% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยไทยเที่ยวไทยอยู่ที่ 71.12 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2.0% และรายรับจากนักท่องเที่ยวไทยอยู่ที่ 2.75 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 9.317 ล้านคน คิดเป็น 91.48% ของช่วงก่อนโควิด-19 แม้ลดลง 2.4% แต่เป็นการหดตัวที่น้อยลงจากไตรมาสก่อนหน้า
มูลค่าบริการรับด้านการท่องเที่ยวอยู่ที่ 4.84 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาสที่ 4.7% ส่งผลให้รายรับรวมจากการท่องเที่ยวอยู่ที่ 7.59 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาสที่ 3.8%
แม้ตัวเลข GDP ไตรมาสแรกออกมาดีกว่าคาด แต่ สศช. ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ไว้ในช่วง 1.5%-2.5% หรือค่ากลาง 2.0% โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการขยายตัวต่อเนื่องของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน รวมถึงแรงสนับสนุนจากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน และการขยายตัวของการส่งออก
ในรายละเอียด สศช. คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนทั้งปีจะขยายตัว 2.4% ต่อเนื่องจาก 2.7% ในปี 2568 และปรับขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนที่ 2.1% โดยมีแรงสนับสนุนจากมาตรการบรรเทาผลกระทบของภาครัฐ ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐคาดว่าจะขยายตัว 1.2% เร่งขึ้นจาก 0.6% ในปี 2568 ตามกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้น
การลงทุนรวมทั้งปีคาดว่าจะขยายตัว 3.5% ชะลอลงจาก 4.9% ในปีก่อนหน้า แต่ปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนที่ 1.8% โดยการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 3.7% จากแรงหนุนของการลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูงและสาขาดิจิทัล ส่วนการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัว 3.1% แม้ชะลอลงจาก 8.9% ในปีก่อนหน้า แต่ได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากงบประมาณภายใต้พระราชกำหนดกู้เงิน
ด้านส่งออก สศช. คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์จะขยายตัว 9.6% ชะลอลงจาก 12.7% ในปี 2568 แต่ปรับเพิ่มขึ้นมากจากประมาณการครั้งก่อนที่ 2.0% ตามการผ่อนคลายมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และความต้องการสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม การส่งออกบริการมีแนวโน้มชะลอลงจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ถูกปรับลดสมมติฐาน ส่งผลให้รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.49 ล้านล้านบาท ลดลงจากประมาณการเดิม 1.65 ล้านล้านบาท แต่ยังสูงกว่าปี 2568 ที่ 1.47 ล้านล้านบาท จากการใช้จ่ายต่อหัวที่เพิ่มขึ้น
การขยายตัวในไตรมาสแรกทำให้เศรษฐกิจไทย ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตช้าของภูมิภาค สามารถทำอัตราการเติบโตได้เท่ากับฟิลิปปินส์ในช่วงเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ภาพเปรียบเทียบระดับภูมิภาคยังชี้ให้เห็นว่าไทยยังตามหลังหลายเศรษฐกิจสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งสิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
ประเด็นนี้สะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ซึ่งไม่ได้อยู่ที่การฟื้นตัวเป็นรายไตรมาสเท่านั้น แต่อยู่ที่ความสามารถในการยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว เมื่อประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่งยังสามารถดึงดูดการลงทุน ผลักดันการส่งออก และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง
อีกด้านหนึ่ง อัตราการว่างงานที่ 0.91% ยังสะท้อนว่าตลาดแรงงานโดยรวมอยู่ในระดับตึงตัวและไม่ได้ส่งสัญญาณอ่อนแอรุนแรง แต่โจทย์สำคัญยังอยู่ที่คุณภาพของงาน รายได้แรงงาน และกำลังซื้อในประเทศ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อการบริโภคภาคเอกชนในระยะถัดไป
หากแรงส่งจากภาครัฐ การลงทุน และการส่งออกไม่สามารถรักษาโมเมนตัมได้ต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยยังอาจเผชิญความเสี่ยงจากทั้งต้นทุนภายนอกและข้อจำกัดภายในประเทศในช่วงที่เหลือของ