
ผลสำรวจความคิดเห็นภาคเอกชนต่อความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ สะท้อนว่า ปัญหาคอร์รัปชันยังเป็น “วิกฤตเชิงโครงสร้าง” ที่กระทบต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทย
ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน เปิดเผยผล “การสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ” จากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารและตัวแทนภาคธุรกิจ 401 รายทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม-10 เมษายน 2569
ผลสำรวจพบว่า ปัญหาคอร์รัปชันยังคงเป็น “วิกฤตเชิงโครงสร้าง” ที่บั่นทอนสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยอย่างรุนแรง โดย 89.1% ของภาคธุรกิจระบุว่า คอร์รัปชันเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจในระดับปานกลางถึงมากที่สุด ขณะที่ 51.2% มองว่าสถานการณ์คอร์รัปชันมีแนวโน้มแย่ลงเมื่อเทียบกับช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน 51% ระบุว่า ความยุ่งยากในการติดต่อราชการ “เพิ่มขึ้น” ขณะที่มีเพียง 3% เท่านั้นที่เห็นว่า ความยุ่งยาก “ลดลง” สะท้อนว่าระบบราชการยังเป็นต้นทุนสำคัญที่กดทับภาคธุรกิจ และเปิดช่องให้ปัญหาสินบนฝังรากลึกในกระบวนการทำงานของภาครัฐ.
ประเด็นสำคัญจากผลสำรวจชี้ว่า ภาคธุรกิจจำนวนมากมี “ประสบการณ์ตรง” กับการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะในกระบวนการขออนุญาต การจัดซื้อจัดจ้าง และการทำสัญญากับภาครัฐ
ผลสำรวจพบว่า 60.9% ของผู้ที่เคยยื่นขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐ ระบุว่า ในการขออนุญาต “ครั้งล่าสุด” เคยพบการสื่อเป็นนัย หรือการร้องขอสิ่งตอบแทน ขณะที่ 45.9% ของบริษัทผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่า เคยจ่ายเงิน ของขวัญ หรือผลประโยชน์บางรูปแบบให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อราชการ
ในส่วนของการทำธุรกิจกับภาครัฐ 37.3% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า อุตสาหกรรมของตนจำเป็นต้องจ่ายเงินพิเศษเพื่อให้ได้สัญญาภาครัฐ โดยมีมูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 11–15% ของมูลค่าสัญญา สะท้อนต้นทุนแฝงที่ภาคธุรกิจต้องแบกรับจากระบบคอร์รัปชัน
สำหรับรูปแบบสินบนที่พบมากที่สุด ได้แก่ เงินสด คิดเป็น 46.6% รองลงมาคือ ของขวัญหรือการเลี้ยงรับรอง 23.1% และการบริจาคหรือการสนับสนุนในรูปแบบสปอนเซอร์ 18.7%
ขณะที่กระบวนการประกวดราคาภาครัฐยังมีสัญญาณที่น่ากังวล โดยในการประกวดราคาครั้งล่าสุด ผู้ตอบแบบสอบถาม 27.3% ระบุว่า มีบุคคลอ้างว่าสามารถ “ช่วยให้ชนะ” การประมูลได้ และอีก 27.3% ระบุว่า ได้รับการ “ใบ้” ว่าควรใช้ตัวกลางหรือที่ปรึกษาบางราย
ผลสำรวจยังระบุถึงสาเหตุที่ทำให้ภาคธุรกิจยอมจ่ายสินบน โดยปัจจัยหลักมาจากขั้นตอนราชการที่ซับซ้อน คิดเป็น 29.1% รองลงมาคือ กฎหมายเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจมากเกินไป 25.0% และการจ่ายเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากการทำผิดระเบียบ 18.8%
อย่างไรก็ตาม ช่องทางร้องเรียนของรัฐยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจได้มากพอ โดย 52.3% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า ไม่มีความเชื่อมั่นต่อช่องทาง Whistleblowing ของรัฐ ขณะที่ 43.7% ระบุว่า แม้พบการเรียกรับผลประโยชน์ก็ “ไม่กล้าร้องเรียน” สะท้อนปัญหาความไม่มั่นใจต่อระบบคุ้มครองผู้ร้องเรียน และความเสี่ยงจากการถูกตอบโต้ภายหลังการเปิดโปงข้อมูล
ผลสำรวจรอบนี้ยังถือเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดเผยข้อมูลในระดับ “รายหน่วยงาน” โดยจำแนกทั้งอัตราการเสนอหรือเรียกรับสิ่งตอบแทนเมื่อเทียบกับจำนวนครั้งที่ภาคธุรกิจติดต่อราชการ และมูลค่าเฉลี่ยของสินบนต่อครั้ง สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้กระจายตัวอย่างไร้รูปแบบ แต่มีความเข้มข้นแตกต่างกันไปตามประเภทหน่วยงานและภารกิจของรัฐ
หน่วยงานที่พบอัตราการเสนอสิ่งตอบแทนถี่ที่สุดเมื่อเทียบกับจำนวนครั้งที่ติดต่อทั้งหมด และมีมูลค่าเฉลี่ยสินบนต่อครั้ง ได้แก่
อันดับ | หน่วยงาน | จำนวนครั้งที่ติดต่อเฉลี่ยต่อปี | จำนวนครั้งที่มีการเสนอให้สิ่งตอบแทน | คิดเป็น % |
1 | ตำรวจทางหลวง/จราจร | 1.69 | 1.69 | 100.0 |
2 | กระบวนการยุติธรรม (ยกเว้นศาล) | 1.06 | 1.00 | 94.4 |
3 | องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) | 1.09 | 1.00 | 91.7 |
4 | กรมเจ้าท่า | 1.67 | 1.50 | 90.0 |
5 | กรมทางหลวง | 1.46 | 1.20 | 82.0 |
6 | กรมโยธาธิการและผังเมือง | 1.58 | 1.25 | 78.9 |
7 | ตำรวจท้องที่ | 1.60 | 1.24 | 77.7 |
8 | กรมทรัพย์สินทางปัญญา | 1.32 | 1.00 | 76.0 |
9 | กรมสรรพากร | 1.49 | 1.06 | 71.0 |
10 | กรมการขนส่งทางบก | 1.80 | 1.25 | 69.4 |
อันดับ | หน่วยงาน | จำนวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง (บาท) |
1 | กรมควบคุมมลพิษ | 102,160 |
2 | กรมเจ้าท่า | 100,000 |
3 | กรมสรรพสามิต | 94,667 |
4 | กรมสรรพากร | 89,498 |
5 | กระบวนการยุติธรรม (ยกเว้นศาล) | 88,750 |
6 | สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)/บริการสาธารณสุข | 74,643 |
7 | กรมทางหลวง | 70,167 |
8 | กรมโยธาธิการและผังเมือง | 70,000 |
9 | กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช | 68,000 |
10 | กรมป่าไม้ | 67,500 |
จากปัญหาดังดล่าว มาตรการที่ภาคธุรกิจต้องการมากที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น คือ การนำระบบ E-Government/E-Procurement มาใช้ลดการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่กับเอกชน ตามด้วยการเพิ่มโทษผู้ทุจริตและการปฏิรูประเบียบให้โปร่งใส และสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญเพื่อ “ถอนรากถอนโคน” ปัญหาสินบนและทุจริต คือ การปฏิรูปกฎหมายลดขั้นตอน (Regulatory Guillotine) การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data/Open Contracting) เช่น TOR ผลการประมูล และงบประมาณโครงการให้ประชาชนตรวจสอบได้โดยไม่ต้องร้องขอ
ปัจจุบัน หน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคมได้จัดให้มีช่องทางสำหรับประชาชนในการแจ้งเบาะแส ร้องเรียน และติดตามปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอย่างหลากหลายและเข้าถึงได้มากขึ้น อาทิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผ่านระบบออนไลน์ www.nacc.go.th และสายด่วน 1205 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ผ่านสายด่วน 1206 รวมถึงองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ACT และเครือข่ายภาคประชาชน เช่น Corruption Watch แชทฟ้องโกงทันใจ และเพจปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ที่ร่วมทำหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามการทุจริตในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแสจะได้รับการคุ้มครองและเก็บรักษาเป็นความลับ
อย่างไรก็ตาม การหยุดคอร์รัปชันอย่างยั่งยืนไม่สามารถอาศัยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องเกิดจากการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการร่วมกันเป็นหูเป็นตา สร้างวัฒนธรรมไม่ทนต่อการทุจริต และทำให้การร้องเรียนเข้าถึงได้ง่าย สะดวก และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนการเชื่อมโยงและบูรณาการช่องทางต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มโอกาสให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการต่อต้านคอร์รัปชันได้อย่างเป็นรูปธรรมและทั่วถึงมากขึ้น
ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาคอร์รัปชันมิใช่เป็นเพียงประเด็นด้านธรรมาภิบาลเท่านั้น หากแต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ตลอดจนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ตัวเลขที่ปรากฏในวันนี้จึงถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ทุกภาคส่วนควรตระหนัก และร่วมกันผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
กกร. เชื่อมั่นว่า ความโปร่งใสต้องเริ่มต้นจากการยอมรับข้อเท็จจริง และการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการสร้างวัฒนธรรมที่ไม่ยอมรับการทุจริต พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของความสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม ภายใต้เจตนารมณ์ “ไม่ทน ไม่ทำ ไม่เพิกเฉย” อย่างเป็นรูปธรรมร่วมกันทั้งสังคม