
ในขณะที่การเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เกิดขึ้น แม้โลกจะจับจ้องไปที่กรุงปักกิ่ง แต่ในเวลานี้ โลกของเรากลับวุ่นวายและมีหลากหลายสถานการณ์เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สงครามในตะวันออกกลางที่สหรัฐฯ จับมือกับอิสราเอลโจมตีอิหร่าน
นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวของทรัมป์ก็สร้างความปั่นป่วนให้กับโลกไม่น้อย เริ่มตั้งแต่การโจมตีเวเนซุเอลา มาจนถึงคิวอิหร่าน หลายฝ่ายถึงกลับตั้งคำถามว่า หากสหรัฐฯ มีสิทธิทำเช่นนั้น? เหตุใดจึนถึงจะไม่ถือโอกาสนี้ยึดเอาไต้หวันมาครอบครองด้วยกำลังทหารล่ะ?
และในขณะที่ทรัมป์เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง เข้าหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำของจีนก็ได้เอ่ยถึงประเด็นไต้หวันว่า การคุ้มครองสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันเป็นจุดร่วมใหญ่ที่สุดระหว่างจีนกับสหรัฐฯ
สี จิ้นผิงกล่าวว่า ปัญหาไต้หวันเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ซึ่งหากจัดการอย่างเหมาะสม ความสัมพันธ์ทวิภาคีโดยรวมจะมีความมั่นคง แต่หากจัดการอย่างไม่เหมาะสม ทั้งสองประเทศจะเกิดการปะทะและอาจถึงขั้นเกิดความขัดแย้ง ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ทั้งหมดตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ สีจิ้นผิงย้ำว่า "เอกราชไต้หวัน" และสันติภาพข้ามช่องแคบนั้นเข้ากันไม่ได้เหมือนไฟกับน้ำ
Spotlight พาหาคำตอบว่า สถานะของไต้หวันทุกวันนี้เป็นเช่นไร? และการที่สี จิ้นผิงส่งสัญญาณเตือนทรัมป์เช่นนี้จะทำให้สหรัฐฯ ลดความสัมพันธ์ลงกับไต้หวันหรือไม่? เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า สหรัฐฯ ถือเป็นชาติมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ที่หนุนหลังไต้หวันโดยตรง แต่นโยบายนี้จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ภายใต้การนำของผู้นำที่คาดเดาไม่ได้ชื่อ “ทรัมป์”
ในทางปฏิบัติ ไต้หวันทำหน้าที่เสมือนรัฐอิสระแห่งหนึ่งอยู่แล้ว โดยมีการเลือกตั้งผู้นำของตนเอง มีกองทัพ ควบคุมพรมแดน และบริหารประเทศโดยอิสระจากปักกิ่ง
อย่างไรก็ตาม ไต้หวันยังไม่ได้ประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ “สาธารณรัฐไต้หวัน” โดยชื่อทางรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการยังคงเป็น “สาธารณรัฐจีน”
ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง เพราะรัฐบาลจีนมองว่า การประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการของไต้หวัน คือการท้าทายอธิปไตยของจีนโดยตรง และจีนได้เตือนหลายครั้งว่าอาจตอบโต้ด้วยกำลังทางทหาร
ขณะที่รัฐบาลไต้หวันชุดปัจจุบันให้เหตุผลว่า การประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการนั้นไม่จำเป็น เพราะไต้หวันดำเนินการในฐานะรัฐอธิปไตยอยู่แล้ว แต่จีนปฏิเสธมุมมองดังกล่าวโดยสิ้นเชิง
สำหรับสถานะทางการเมืองของไต้หวันมีรากฐานมาจากสงครามกลางเมืองจีน หลังพรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของเหมา เจ๋อตง เอาชนะรัฐบาลสาธารณรัฐจีนได้ในปี 1949 ผู้นำฝ่ายที่พ่ายแพ้ได้ถอยร่นมายังไต้หวัน และยังคงบริหารประเทศภายใต้ชื่อ “สาธารณรัฐจีน” (Republic of China)
ขณะเดียวกัน พรรคคอมมิวนิสต์ได้สถาปนา “สาธารณรัฐประชาชนจีน” (People’s Republic of China) บนแผ่นดินใหญ่ และประกาศตนเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรมเพียงหนึ่งเดียวของจีนทั้งหมด รวมถึงไต้หวันด้วย
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งสองรัฐบาลต่างอ้างสิทธิความชอบธรรมเหนือดินแดนจีนทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ในปี 1971 องค์การสหประชาชาติได้โอนที่นั่งผู้แทนจีนจากไทเปไปยังปักกิ่ง ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อสถานะทางการทูตของไต้หวันในเวทีโลก
ปัจจุบัน มีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่ยังคงมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน แม้หลายประเทศยังรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างไม่เป็นทางการกับเกาะแห่งนี้อย่างใกล้ชิด
มีความกังวลเพิ่มขึ้นว่า โดนัลด์ ทรัมป์ อาจลดการขายอาวุธให้ไต้หวัน หรือแม้แต่เปลี่ยนจุดยืนทางการทูตของสหรัฐฯ จากเดิมที่ “ไม่สนับสนุน” เอกราชไต้หวัน ไปสู่การ “คัดค้าน” เอกราชไต้หวันโดยตรง
รัฐบาลทรัมป์เมื่อปีที่ผ่านมาอนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 11,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่ายุครัฐบาลโจ ไบเดน ซึ่งอยู่ที่ 8,400 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของสภาธุรกิจสหรัฐฯ-ไต้หวัน และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างจัดทำแพ็กเกจขายอาวุธเพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าอย่างน้อย 14,000 ล้านดอลลาร์
วิลเลียม หยาง นักวิเคราะห์อาวุโสจาก International Crisis Group กล่าวว่า ความวิตกของพันธมิตรสหรัฐฯ ต่อท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ เกี่ยวกับไต้หวัน ยิ่งเพิ่มขึ้นจากการที่ความสนใจทางทหารของสหรัฐฯ ในเอเชียถูกเบี่ยงเบนไปจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ขณะที่ผู้สื่อข่าวก็ไปถามโฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนว่า ผู้นำของทั้งสองประเทศได้หารือเรื่องการขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้ไต้หวันหรือไม่ ซึ่งคำตอบคือ จุดยืนของจีนต่อประเด็นดังกล่าวนั้นชัดเจนและสม่ำเสมอมาโดยตลอด โดยจีนคัดค้านการที่สหรัฐฯ จัดหาอาวุธให้ไต้หวันอย่างหนักแน่น