
ในขณะที่ Air Force One กำลังทะยานอยู่เหนือน่านฟ้าจากวอชิงตัน ดี.ซี. โลกกำลังจับตาการเผชิญหน้าครั้งสำคัญที่สุดในรอบทศวรรษของสองมหาอำนาจ เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะเดินทางถึงกรุงปักกิ่ง เพื่อพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง อีกครั้ง แต่บริบทในครั้งนี้ต่างจากปี 2017 อย่างสิ้นเชิง
การเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ ทรัมป์ไม่ได้มาในฐานะผู้คุมเกมเพียงฝ่ายเดียวเหมือนอดีต เพราะช่วงเวลานี้ นับเป็นจังหวะที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญมรสุมรอบด้าน โดยเฉพาะศึกสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งอิหร่านเพิ่งจะคว่ำโต๊ะเจรจาก่อนที่ทรัมป์จะขึ้นบิน ขณะที่ทำเนียบขาวขู่จะคืนชีพปฏิบัติการทางทหาร ฉีกดีลหยุดยิงทันที
ยังไม่นับรวมราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงจากความขัดแย้งกับอิหร่าน และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังต้องพึ่งพิงห่วงโซ่อุปทานของจีนอย่างมหาศาล นักวิเคราะห์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมองว่า นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ทรัมป์อยากเดินทางมาหาสี จิ้นผิง เพื่อหาทางออกโดยเฉพาะ โดยมีเหล่าขุนพลเศรษฐกิจอย่าง อีลอน มัสก์, เจนเซ่น หวง และ ทิม คุก นั่งร่วมคณะไปในฐานะพยานและที่ปรึกษาคนสำคัญ
ทั้งนี้ หากการเจรจากับจีนล้มเหลว โลกอาจต้องเผชิญกับคลื่นกระแทกทางเศรษฐกิจระลอกใหม่ที่รุนแรงกว่าครั้งไหน ๆ Spotlight สรุป 3 วาระร้อนที่ "ทรัมป์-สี" จะยกขึ้นมาถกในสัปดาห์นี้ ประเด็นไหนคือจุดชี้ขาดที่จะสะเทือนเศรษฐกิจโลก?
ภารกิจเร่งด่วนที่สุดที่แขวนอยู่บนบ่าของประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ใช่เรื่องตัวเลขการขาดดุลการค้าเหมือนครั้งก่อน แต่คือการหาทางออกให้กับ "วิกฤตสงครามอิหร่าน" ที่กำลังเผาไหม้คะแนนนิยมของเขาในบ้านเกิด สงครามที่ยืดเยื้อได้กลายเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาเศรษฐกิจที่ถดถอย บีบให้สหรัฐฯ และทั่วโลก ต้องเผชิญกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงทำลายสถิติ และความมั่นคงในตะวันออกกลางที่สั่นคลอนจนถึงขีดสุด
ในสายตาของทรัมป์ สี จิ้นผิง ไม่ใช่แค่คู่แข่งทางการเมืองอีกต่อไป แต่คือ "ตัวแปรสำคัญ" ที่กุมชะตาสงครามครั้งนี้ เนื่องจากจีนมีความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้นกับเตหะรานมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะข้อตกลงความเป็นพันธมิตร 25 ปีที่เป็นเสมือนท่อน้ำเลี้ยงหลักให้แก่อิหร่าน การที่อิหร่านยังคงสามารถยืนหยัดและปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลกได้นั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีจีนเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดที่ยังคงรับซื้อน้ำมันและสนับสนุนทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
การเจรจาครั้งนี้ คณะทูตปักกิ่งได้เตรียมห้องลับที่จงหนานไห่ นักวิเคราะห์คาดว่า วงเจรจาลับ จะเป็นการวัดใจว่าทรัมป์จะยอมแลกอะไร เพื่อให้ปักกิ่งมาเป็นคนกลางต่อรองกับอิหร่าน และเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งในฝั่งของจีนอาจใช้โอกาสนี้บีบให้สหรัฐฯ ยุติมาตรการคว่ำบาตรบริษัทเทคโนโลยีจีนที่ทำธุรกรรมกับอิหร่าน
หากทรัมป์ยอมถอยในประเด็นนี้ เขาอาจได้ชัยชนะในรูปแบบของราคาน้ำมันที่ลดลงและภาพลักษณ์ผู้สร้างสันติภาพ และผลพลอยได้คือการลดอุณหภูมิความไม่พอใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในอเมริกา แต่ถ้าดีลนี้ไม่ลงตัว ตลาดพลังงานโลกจะต้องเตรียมรับแรงกระแทกครั้งใหญ่ เพราะสงครามตะวันออกกลางจะไม่มีวันจบลงโดยง่าย หากปราศจากความร่วมมือจากจีน
อีกหนึ่งวาระการเจรจาที่สำคัญ คือ ศึกชิงความได้เปรียบทางเทคโนโลยีที่สื่อต่างประเทศขนานนามว่าเป็น "สงครามเย็นเวอร์ชัน 2.0" โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductors) และ แร่หายาก (Rare Earths) จะเป็นสมรภูมิที่ดุเดือดที่สุด เพราะนี่คือการวัดพลังระหว่าง "สมองกล" ของสหรัฐฯ กับ "ทรัพยากรต้นน้ำ" ที่จีนกุมบังเหียนอยู่เกือบเบ็ดเสร็จ
ผู้สื่อข่าวสายทำเนียบขาวรายงานว่า ทรัมป์เผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากกลุ่ม "Big Tech" ในบ้านเกิด โดยเฉพาะการปรากฏตัวของ ทิม คุก และ อีลอน มัสก์ ในคณะเดินทางครั้งนี้ ถูกตีความว่าเป็นความพยายามของภาคธุรกิจด้านเทคโนโลยี เพราะนโยบายการสั่งห้ามส่งออกชิป AI ขั้นสูงไปยังจีนก่อนหน้านี้
กำลังย้อนกลับมาทำร้ายอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ เสียเอง เนื่องจากจีนได้ตอบโต้ด้วยการจำกัดการส่งออกแร่สำคัญอย่าง แกลเลียม (Gallium) และ เยอร์มาเนียม (Germanium) ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำที่ขาดไม่ได้ในการผลิตชิปและอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพสหรัฐฯ
แหล่งข่าววงในเปิดเผยกับบีบีซีว่า สี จิ้นผิง เตรียมใช้ไพ่ตายเรื่อง "ความมั่นคงทางห่วงโซ่อุปทาน" เข้าบีบให้ทรัมป์ผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่อบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Huawei และการเข้าถึงเครื่องมือผลิตชิปขั้นสูง หากทรัมป์ยอม "เปิดช่อง" ให้จีนเข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลกได้ง่ายขึ้น แลกกับการที่จีนจะรับรองความมั่นคงในการส่งออกแร่หายากให้แก่โรงงานในอเมริกา
หากสองมหาอำนาจตกลงเรื่องนี้กันไม่ได้ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า อาจส่งผลให้ราคาสมาร์ทโฟน ยานยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลกมีราคาสูงขึ้นเป็นเท่าตัวภายในข้ามคืน และอาจส่งผลสะเทือนไปถึงดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประเด็นที่เปรียบเสมือนระเบิดเวลาบนโต๊ะเจรจาคือ มาตรการภาษีศุลกากร ซึ่งรัฐบาลทรัมป์ได้ขู่ที่จะปรับเพิ่มสูงถึง 145% สำหรับสินค้าที่ผลิตในจีน เพื่อตอบโต้กรณีที่ปักกิ่งยกระดับภาษีนำสินค้าอเมริกันเป็น 125% เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ตัวเลขที่พุ่งสูงทำลายสถิตินี้ไม่ได้ส่งผลแค่กับผู้ผลิต แต่กำลังบีบให้ต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมหนักอย่าง Boeing ที่กำลังเผชิญวิกฤตต้นทุนเครื่องบินโดยสารพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว
นักวิเคราะห์มองว่า ทรัมป์เดินทางมาปักกิ่ง พร้อมข้อเสนอให้จีนยืนยันการซื้อสินค้าเกษตรและพลังงานล๊อตมหาศาลเพื่อลดการขาดดุลการค้า แลกกับการ "ลดระดับ" เพดานภาษีที่กำลังรัดคอเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย
อย่างไรก็ตาม ฝั่งสี จิ้นผิง ไม่ได้มองเพียงแค่เรื่องตัวเลขกำไรขาดทุน แต่มุ่งเป้าไปที่การต่อรองเชิงอำนาจในระยะยาว โดยปักกิ่งกำลังใช้ "ความต้องการชัยชนะ" ของทรัมป์เป็นเครื่องมือ หากทรัมป์ยอมถอยเรื่องภาษีและมาตรการกีดกันเทคโนโลยี จีนก็พร้อมจะเปิดตลาดและช่วยคลี่คลายวิกฤตพลังงานที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญอยู่จากการติดหล่มสงครามในตะวันออกกลาง
ท้ายที่สุด ปมของไต้หวัน อาจไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาในวงเจรจา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายประเทศกำลังจับตามอง หลายฝ่ายเชื่อว่า ปักกิ่งเตรียมยื่นเงื่อนไขสำคัญให้ทรัมป์พิจารณาเพื่อแลกกับความสงบทางการค้า นั่นคือการขยับจุดยืนของวอชิงตันจากเดิมที่ใช้คำว่า "ไม่สนับสนุน" เอกราชของไต้หวัน ให้กลายเป็นการ "คัดค้าน" อย่างเป็นทางการ
สี จิ้นผิง พยายามเสนอให้ทรัมป์มองว่า นี่คือโอกาสในการสร้าง "มรดกสันติภาพในเอเชีย" (Legacy of Peace) ที่จะจารึกชื่อเขาในประวัติศาสตร์ว่าเป็นผู้นำที่ยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษได้สำเร็จ แต่ในขณะเดียวกัน หากทรัมป์ยอมรับเงื่อนไขนี้ มันจะกลายเป็นการเปลี่ยนดุลอำนาจทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก