
จากกรณีกระแสข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่าง วัดป่าอดุลยาราม อ.เมือง จ.ขอนแก่น กับลูก และหลานของนายเฮียง ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 30 ปีนั้น
ต่อมาวันที่ 15 ส.ค. 69 นางบุญเลี่ยง อายุ 85 ปี ทายาทคนที่ 2 ของ “นายเฮียง” ให้ข้อมูลยืนยันว่า ครอบครัวไม่ได้มีเจตนายกที่ดินให้วัด แต่เป็นเพียงการนำโฉนดไปถวายพระ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าเอาเอกสารไปให้พระดูเฉยๆ ด้วยความเชื่อใจพระในตอนนั้น นั่นคือ “หลวงปู่เพย” จึงนำโฉนดไปฝากไว้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นการยกที่ดินให้วัด
สำหรับช่วงเวลาที่ “นายเฮียง” ยังมีชีวิตอยู่ นางบุญเลี่ยง ระบุว่า ขณะนั้นพื้นที่ยังไม่ได้มีการก่อสร้าง หรือพัฒนาเป็นวัดอย่างที่เห็นในปัจจุบัน และยังไม่ได้มีการจดทะเบียนจัดตั้งวัดอย่างเป็นทางการ
ส่วนคำถามว่า “นายเฮียง” เคยไปทวงโฉนดหรือขอที่ดินคืนหรือไม่ นางบุญเลี่ยง บอกว่า ไม่เคย อาจเป็นเพราะเกรงใจหรือเหตุผลอื่น แต่ยืนยันว่า “นายเฮียง” ไม่เคยไปทวงคืน และไม่ได้ดำเนินการใดๆ ในลักษณะดังกล่าว
เมื่อถามว่า เหตุใดลูกหลานจึงมาเริ่มรู้สึกว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับที่ดิน นางบุญเลี่ยง กล่าวว่า ด้วยความที่สมัยนั้นตนไม่ได้อยู่บ้านใน จ.ขอนแก่น เพราะไปทำงานที่ต่างจังหวัด จึงไม่ได้เป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องการทวงที่ดินคืน รายละเอียดจึงไม่ทราบ มากนัก แต่ยืนยันว่าทายาทของ “นายเฮียง” แต่ละคนไม่ได้มีฐานะดีตามที่หลายคนเข้าใจผิด และพ่อก็ไม่ได้มอบมรดกมหาศาลให้กับลูกๆ ตามข่าวลือด้วย
อย่างเช่นตนเองแม้จะเป็นลูกคนที่ 2 แต่ก็ไม่ได้รับมรดกเป็นที่ดินเลย ที่ดินที่มีการปลูกบ้านอยู่ในปัจจุบันก็ซื้อมาจากพ่อแม่ประมาณ 50 ตาราวา ไม่ได้เป็นการยกให้ฟรี แต่จำไม่ได้แล้วว่าซื้อมาในราคาเท่าไหร่ เพราะลูกชายเป็นคนจ่ายเงิน พร้อมยืนยันว่า ที่ดินที่ลูกๆ มีนั้น ส่วนใหญ่เป็นที่ดินที่ซื้อหาเอง ไม่ใช่ได้รับแจกจ่ายเป็นมรดกจากพ่อ
ส่วนความรู้สึกต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า ลูกหลานเป็นทายาทของเจ้าของที่ดิน แต่กลับออกมาเรียกร้องที่ดินคืนจนถูกโจมตี นางบุญเลี่ยง ระบุว่า ตนเองไม่ได้รู้สึกเสียใจ และไม่ได้สนใจว่าคนอื่นจะพูดหรือทำอย่างไร ขอใช้ชีวิตของตัวเองตามปกติ
ในประเด็นของ “ป้าดา” เจ้าตัวระบุว่า “ป้าดา” เป็นหลานที่ “นายเฮียง” รับเป็นลูกบุญธรรม โดยเจ้าตัวอธิบายว่า “นายเฮียง” มีลูกบุญธรรมหลายคน ไม่ได้มีเพียง “ป้าดา” คนเดียว โดยในอดีตมีการรับเด็กที่เป็นหลานเหลนมาเลี้ยงจนโต ก่อนที่พ่อแม่ของเด็กจะมารับกลับไป ซึ่งเด็กเหล่านั้นก็ถูกเรียกว่าลูกบุญธรรมหมด หนึ่งในนั้นก็คือ “ป้าดา” แล้ว “ป้าดา”ก็ถูกเรียกว่าเป็นลูกบุญธรรมมาตั้งแต่อยู่กรุงเทพฯ ก่อนที่จะมีข้อพิพาทเรื่องที่ดินวัดด้วย
เมื่อถามถึงการที่ “ป้าดา” เข้ามาดูแลหรือดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องที่ดินในฐานะลูกบุญธรรมโดยตรง นางบุญเลี่ยง ยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง และในมุมของตนเอง การที่ “ป้าดา” เข้ามาดำเนินการก็เป็นลักษณะการทำหน้าที่แทน เนื่องจากทายาทบางคนมีอายุมากแล้ว และขอย้ำว่า ตนเองไม่ได้เป็นผู้จัดการเรื่องดังกล่าว และไม่ได้เข้าไปดำเนินการอะไรเกี่ยวกับข้อพิพาท เพราะอายุมากแล้ว และไม่ค่อยรู้รายละเอียดของเรื่องที่เกิดขึ้น
สำหรับประเด็นที่เจ้าอาวาสเดินทางไปคัดค้านการออกใบแทนโฉนดนั้น นางบุญเลี่ยง บอกว่า ตนเองไม่ทราบเรื่องมาก่อน เช่นเดียวกับเรื่องที่มีการยื่นขอเปลี่ยนชื่อกรรมสิทธิ์จาก “นายเฮียง” ไปเป็นชื่อวัดป่าอดุลยาราม นางบุญเลี่ยง ก็ระบุว่า เรื่องดังกล่าวให้ต่อสู้กันเองในชั้นศาล ไม่ขอออกความเห็นใด
ส่วนเรื่องความหวังว่าจะได้ที่ดินกลับคืนมานั้น นางบุญเลี่ยง บอกว่า หากได้ที่ดินคืนก็จะรับ แต่หากไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขึ้นอยู่กับว่าจะมีการดำเนิน พร้อมย้ำว่า ตัวเองไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องดังกล่าวมากนัก ระบุว่า “แม่ก็ บ่ สนใจ เรื่องจั่งซี้ แม่ก็ บ่ สนใจ” เพราะด้วยอายุของตนเองในขณะนี้ ขอใช้ชีวิตของตัวเองอยู่เฉยๆ และปล่อยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อสู้กันเอง
Advertisement