
จากกรณีความคืบหน้าศึกพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม ในชุมชนกังสดาล ข้างมหาวิทยาลัยขอนแก่น หลังมีกลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 10 คน นำท่อปูนมาวางปิดล้อมทางเข้า-ออกวัด พร้อมปักป้ายประกาศขีดเส้นตายให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและย้ายออกจากพื้นที่ภายใน 15 วัน จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดทีมข่าวเดินทางไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น เพื่อพูดคุยกับ นายพงษ์สุวัจน์ ไชยต้นเทือก เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น กรณีเอกสารคัดสำเนาโฉนดที่ดินที่เจ้าหน้าที่กรมที่ดินมอบให้ “ป้าดา” และถูกนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ
นายพงษ์สุวัจน์ เปิดเผยว่า เอกสารโฉนดที่ดินที่ “ป้าดา” นำมาเผยแพร่ เป็นเพียงสำเนาโฉนดที่มีการคัดจากเอกสารฉบับจริง และสำนักงานที่ดินได้ตรวจรับรองสำเนาให้ตามขั้นตอน โดยตามปกติโฉนดที่ดินจะมี 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับสำหรับเจ้าของหรือผู้ถือกรรมสิทธิ์ และฉบับหลวงซึ่งเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานที่ดิน
สำหรับขั้นตอนการขอออกใบแทนโฉนด ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 “นางบัวไข” ผู้จัดการมรดกและบุตรคนที่ 5 ของ “นายเฮียง” ได้ยื่นคำร้องต่อสำนักงานที่ดิน เพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดินซึ่งมีชื่อ “นายเฮียง” เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยแจ้งว่าโฉนดฉบับเดิมสูญหาย พร้อมนำหลักฐานการแจ้งความและพยานจำนวน 2 คนมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตามขั้นตอน (ทั้งที่ทายาทของ “นายเฮียง” รู้อยู่แล้วว่าโฉนดฉบับจริงอยู่ที่วัด)
นายพงษ์สุวัจน์ ระบุว่า ในขณะที่รับคำร้อง เจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินยังไม่ทราบว่าโฉนดแปลงดังกล่าวเกี่ยวข้องกับพื้นที่ภายในวัดป่าอดุลยาราม ซึ่งอยู่ระหว่างมีข้อพิพาท จึงดำเนินการตามขั้นตอนปกติ โดยเมื่อรับคำร้องแล้ว จะต้องประกาศการขอออกใบแทนเป็นระยะเวลา 30 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคัดค้าน ซึ่งปัจจุบันกระบวนการดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ
ส่วนกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่า ป้าดา แจ้งความว่าโฉนดที่ดินสูญหาย ทั้งที่ พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ยืนยันว่าโฉนดฉบับจริงยังอยู่ในความครอบครองนั้น นายพงษ์สุวัจน์ ยืนยันว่า ขณะนี้สำนักงานที่ดินยังไม่ได้ออกใบแทนโฉนดให้แก่ครอบครัวของ นายเฮียง เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนการประกาศเพื่อเปิดโอกาสให้มีผู้คัดค้าน
หากเจ้าอาวาสยืนยันว่าเป็นผู้ครอบครองโฉนดฉบับจริง และเดินทางมายื่นคัดค้านพร้อมนำโฉนดฉบับจริงมาแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ก็จะต้องตรวจสอบตามข้อเท็จจริง เนื่องจากหากพบว่าโฉนดฉบับจริงไม่ได้สูญหาย ก็จะไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 ข้อ 17 (1) ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการออกใบแทนโฉนด และเจ้าพนักงานที่ดินจะไม่สามารถออกใบแทนได้ รวมถึงจะดำเนินการยกเลิกคำขอออกใบแทนของ “นางบัวไข” ตามขั้นตอนต่อไป
สำหรับโฉนดที่ดินจำนวน 21 ไร่ ซึ่งมีชื่อ “นายเฮียง” เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และกำลังเป็นประเด็นข้อพิพาทนั้น “นายพงษ์สุวัจน์” อธิบายว่า โดยหลักทั่วไป เมื่อโฉนดที่ดินมีชื่อบุคคลใดเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ บุคคลดังกล่าวย่อมเป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียน อย่างไรก็ตาม กรณีของ “นายเฮียง” มีการต่อสู้คดีในชั้นศาล และมีคำพิพากษาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ จนถึงศาลฎีกา โดยศาลมีคำพิพากษายืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของวัด
ภายหลัง “นายเฮียง” เสียชีวิต ทายาทได้ดำเนินคดีในประเด็นใหม่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกจำนวน 5 ไร่ที่อยู่ติดกัน แต่ยังไม่มีคำพิพากษาใหม่ที่เพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาเดิม ดังนั้น ในส่วนของคดีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จึงยังคงต้องเป็นไปตามคำพิพากษาเดิม ซึ่ง “นายพงษ์สุวัจน์” ระบุว่า เมื่อพิจารณาพื้นที่รวม 26 ไร่ จึงถือว่าเป็นพื้นที่ของวัดตามผลของคำพิพากษาที่มีอยู่
ขณะเดียวกัน ในวันนี้ (14 สิงหาคม 2569) “พระครูอดุลสารนิเทศ” เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม จะเดินทางมายื่นคัดค้านการออกใบแทนโฉนด พร้อมยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยสำนักงานที่ดินจะดำเนินการตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
นอกจากนี้ นายพงษ์สุวัจน์ ระบุว่า หากผลการตรวจสอบพบว่า “ป้าดา” มีการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานว่าโฉนดที่ดินสูญหาย ทั้งที่ทราบว่าโฉนดฉบับจริงไม่ได้สูญหาย เพื่อนำหลักฐานดังกล่าวมาใช้ประกอบการขอออกใบแทนต่อสำนักงานที่ดิน ก็อาจมีการดำเนินการทางกฎหมาย โดยเบื้องต้นอาจมีการแจ้งความไว้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป
ส่วนกรณีคดีที่เกี่ยวข้องกับที่ดินเดิมจำนวน 6 ไร่ “นายพงษ์สุวัจน์” ระบุว่า กรมที่ดินเคยตกเป็นจำเลยในการต่อสู้คดีในชั้นศาล โดย “นางบัวไข” ในฐานะผู้จัดการมรดก ได้ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอให้ออกโฉนดในที่ดินดังกล่าว แต่ไม่มีหลักฐานเพียงพอ ขณะที่วัดได้ยื่นคัดค้าน และพื้นที่ดังกล่าวยังมีส่วนทับซ้อนกับสวนหย่อม ซึ่งเทศบาลเมืองขอนแก่นได้ยื่นคัดค้านเช่นกัน
ต่อมา “นางบัวไข” ได้ฟ้องนายกเทศมนตรีเมืองขอนแก่นและฟ้องวัด แต่ผลการพิจารณาคดีเป็นฝ่ายแพ้คดี ส่วนคดีใหม่ที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทดังกล่าว ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา
Advertisement