
นายพรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์ (ทนายตุ๋ย) ให้สัมภาษณ์ภายหลังจบรายการโหนกระแสถึงกรณีการพิพาทที่ดินยืดเยื้อของวัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น ว่าดูแล้วจะจบลงหรือไม่ ว่า ตนมองว่าป้าดาเข้าใจเรื่องกฎหมาย เพียงแต่ว่าเรียกร้องในมุมของแก ที่มองว่าวัดตั้งมาไม่ชอบ จากกรณีที่มองว่าวัดอาจจะมีปัญหาในเรื่องอื่นๆ พอเราฟังภาพรวมเหมือนกับว่าป้าดามาเรียกร้องเอาสิทธิ์คืน ซึ่งตนเชื่อว่าส่วนตัวป้าดายอมจบและเข้าใจ
ทนายตุ๋ยบอกว่า ในหนังสือโฉนดที่ดิน เป็นชื่อของ นายเฮียง ป้าดาเลยจับตรงนั้นเพราะกฎหมายบอกว่าใครมีชื่อก็ถือกรรมสิทธิ์ แต่คราวนี้กฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องวัด เรื่อง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เป็นอีกกฎหมายฉบับหนึ่งที่พอมีการยกให้ กฎหมายหรือกฎกระทรวงบอกว่าไม่ต้องจดทะเบียน ฉะนั้นเลยไม่มีการจดทะเบียน และการที่มีกฎกระทรวงที่บอกไว้ว่ามันเป็นการแก้ปัญหาของการดำเนินการจดทะเบียนหลังสารบัญจดทะเบียนของโฉนดที่ดิน พอป้าดามองว่าตรงนั้นไม่ใช่ ก็เลยใช้สิทธิ์เท่านั้น
ทนายตุ๋ย เชื่อว่าสิ่งที่ป้าดาไปเรียกร้องระบบราชการอาจจะมีปัญหา ตอบไม่ชัดเจน ดำเนินการล่าช้า บุคลิกของป้าดาเลยเป็นแบบนั้น แต่ตนเชื่อว่าทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายคงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เมื่อศาลตัดสินแล้วมีกฎหมายรองรับ ต้องเป็นอย่างนั้นครับ
สำหรับบรรยากาศภายในรายการนั้น ทนายตุ๋ย บอกว่า แรกๆ เสียงป้าดาแผ่วเพราะว่าป้าดาพยายามทำความเข้าใจ โดยในตอนแรกป้าดาไม่ยอมให้ตนนั่ง แต่ผมไม่รู้ว่าทีมงานไปพูดอย่างไรป้าดาจึงยอมให้นั่ง แต่ป้าดาก็มีการขู่ตน แต่ตนก็ต้องยอมรับใจดีสู้เสื้อ และป้าดาพยายามฟังในสิ่งที่ตนพูดในมุมข้อกฎหมาย แต่ตนก็ยินดีถือว่าเป็นเรื่องที่ตนได้รับประสบการณ์จากมุมมองของป้าดาอีกมุมมองหนึ่ง
เมื่อถามว่าวันนี้เห็นบอกว่าป้าดาต่อว่าทนายตุ๋ย พูดถึงข้อกฎหมายอยู่นั่น ทนายตุ๋ย บอกว่า ป้าดารู้ว่าต้องถูกบังคับตามกฎหมาย ก็เลยไม่อยากเอากฎหมายมาย้ำ เพราะป้าดาคิดว่าพูดอะไรไม่ได้นอกเหนือไปจากตรงนี้ พอทุกคนอยู่เหนือกฎหมายพอเป็นกฎหมายต้องปฏิบัติตาม ป้าดาเลยไม่อยากฟัง และใช้ในมุมของเรื่องของตัวโฉนดเป็นหลัก ซึ่งในทางกฎหมายป้าดาพูดดีมาก ว่า เราต้องไปทั้งรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ซึ่งจริงๆ ตนเห็นด้วย แต่ทั้งรัฐศาสตร์มันก็เป็นเรื่องของการบริหาร การปกครอง แต่กฎหมายเป็นเรื่องบังคับ ฉะนั้นเมื่อกฎหมายบังคับมันหนีไม่ออก ตนมองว่าป้าดาคงไม่อยากฟังมากกว่า
เมื่อถามว่าเจ้าอาวาสที่เดินทางไปสำนักงานที่ดิน จ.ขอนแก่น และต้องมีคนคุ้มกัน มันต้องถึงขนาดนั้นเลยหรือไม่ ทนายตุ๋ย บอกว่า ก็อย่างที่เราเห็นว่าป้าดาวันที่โฟนอินเข้ามาในโหนกระแส ป้าดาพูดเลยว่าเดี๋ยวจะไปทุบกำแพง เพราะฉะนั้นก่อนหน้านี้ตนไม่รู้ว่าเจ้าอาวาสได้รับข้อมูลมาอย่างไร ฉะนั้นความกังวลจึงเกิดขึ้น ก็เป็นเรื่องปกติ โดยยืนยันว่าญาติๆ ลูกหลานของนายเฮียงน่ารัก ทุกคนเข้าใจ เพียงแต่ว่าตนมองว่า ป้าดาอาจจะใช้สิทธิตามกฎหมายที่มีเท่าที่จะทำได้
ส่วนที่ทางฝั่งของทายาทของนายเฮียงพยาพยามต่อสู้ในมุมที่ว่าตอนที่มอบที่ดินให้วัดยังไม่มีการสร้างวัดซึ่งทำให้เป็นโมฆะ ทนายตุ๋ย ระบุว่า ทางฝั่งป้าดาตีความแบบนั้น เพราะจริงๆ กฎหมายกำหนดไว้ว่าพอมีสัญญายกให้ ในนั้นถ้าเราไปดูกฎหมายเขียนว่าเมื่อสร้างวัดเสร็จแล้วจะโอนที่ดินให้ก็แปลว่านายเฮียงให้ที่ดินกับวัดแล้ว แต่พอวัดสร้างเสร็จต้องโอนให้เลยก็เป็นไปตามกฎกระทรวงของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ซึ่งข้อกำหนดให้โอนภายใน 90 วัน ส่วนวิธีปฏิบัติทางเจ้าอาวาสไม่ได้เรียนกฎหมายและวัดก็ไม่ได้นักกฎหมายไม่ได้รู้ว่าจะต้องทำอะไร จึงไม่ได้มีการโอนที่ดิน ซึ่งมันเป็นไปตามกฏหมาย พอมาวันนี้เพิ่งได้รู้ จึงมาปฏิบัติกัน เพราะฉะนั้นแน่นอนว่าจึงมีการไปจับหรือตีความกัน ว่าก็วัดยังไม่ได้สร้างแล้วจะไปโอนที่ดินกันได้อย่างไรตรงนั้นจึงเป็นโมฆะ ซึ่งการที่สู้ในมุมกฎหมายนี้ตนมองว่าก็ไม่ผิด แต่ต้องสู้แบบมีเหตุมีผลและมีน้ำหนักตามพยานหลักฐาน
ส่วนที่กรณีวัดอื่นๆ ที่ทายาทออกมาเรียกร้องในลักษณะคล้ายกับกรณีนี้ เรื่องจบอย่างไรนั้น ทนายตุ๋ย ระบุว่า มันต้องจบตามกฏหมาย พ.ร.บ.สงฆ์ ตามที่บอกเลยเห็นแต่ต้องดูเหตุผลว่าวัดนั้นๆ มีหลักฐานหรือไม่ เบื้องต้นทราบว่า วัดป่าอดุลยารามมีหลักฐานครบจริงๆ ซึ่งก็ต้องว่ากันไปตามขั้นตอน บางทีก็ต้องใช้คำสั่งศาลถึงที่สุดเอาไปประกอบยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินในการจดทะเบียนรับโอนที่ดินแปลงนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของวัด ซึ่งมันเป็นเรื่องของการใช้ขั้นตอนทางรัฐศาสตร์ตามที่ป้าดาได้พูด ส่วนทางนิติศาสตร์จะเป็นคำพิพากษาของศาล
เมื่อถามว่าการฝั่งทายาทของนายเฮียงและป้าดาออกมาเรียกร้องเนื่องจากว่ามองเห็นสภาพที่ดินของวัดที่ดูแล้วทำให้เกิดความไม่สบายใจนั้น ทนายตุ๋ย มองว่า เป็นเรื่องปกติเพราะป้าดาเป็นคนทำบุญ เพราะฉะนั้นป้าเห็นวัดว่าไม่มีความพร้อม แต่ส่วนตัวมองว่าวัดได้เงินมาจากที่ดินที่มีประชาชนมาบริจาคและนำเอาหาประโยชน์และมาบริหารจัดการวัดอยู่ภายใต้ระเบียบกฎเกณฑ์ของทางสำนักงานพระพุทธศาสนากำหนดไว้ ซึ่งก็เป็นกฎหมายอีก เพราะฉะนั้นวัดนี้อาจจะไม่ได้มีเงินมากมายไปบริหารจัดการวัด ทำให้ป้าดาและทายาทมองภาพแบบนั้น ส่วนทนายตุ๋ยเชื่อในสิ่งที่ป้าดาพูดเป็นจริง แต่ป้าดาต้องเข้าใจว่าตรงนั้นเป็นเรื่องของบ้านเมืองที่ตำรวจต้องเข้าไปดำเนินการ ส่วนเรื่องวัดทำผิดธรรมวินัยเป็นเรื่องของทางสำนักพุทธ ซึ่งตรงนี้ก็ต้องแยกในแต่ละพฤติกรรมกับการกระทำว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
Advertisement