Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ลิขสิทธิ์บอลโลกขายยาก จีน-อินเดียดึงเกมต่อราคา ไทยควรใช้โอกาสต่อรอง
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ลิขสิทธิ์บอลโลกขายยาก จีน-อินเดียดึงเกมต่อราคา ไทยควรใช้โอกาสต่อรอง

14 พ.ค. 69
08:20 น.
แชร์

คอฟุตบอลในไทยคงกำลังลุ้นว่าจะได้ดูการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 11 มิถุนายนนี้หรือไม่ เพราะจนถึงตอนนี้ เหลือเวลาไม่ถึง 1 เดือน ยังไม่มีเอกชนรายใดสนใจซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด ซึ่งเรื่องนี้ค่อนข้างเป็นปัญหาในหลายครั้งหลังมานี้ เพราะเอกชนมองว่าค่าซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกและฟุตบอลยูโรสูงเกินไปจนทำกำไรยาก และเคยมีการขาดทุนมาแล้ว จึงไม่มีใครอยากซื้อ จนรัฐบาลต้องให้เอกชนร่วมลงขัน (2018) และเป็นเจ้าภาพเอง (2022)

ด้วยปัญหานี้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต้องถอดรายชื่อการแข่งขัน ‘ฟุตบอลโลก’ ออกจากกฎ Must Have (รายการกีฬาที่กำหนดให้ต้องมีการถ่ายทอดสด) ไปแล้วเมื่อปี 2568 เพื่อไม่ให้กฎนี้มาผูกมัดจนเกิดปัญหาขึ้นอีก

ถึงอย่างนั้นก็ตาม รัฐบาลไทยยังมีความพยายามที่จะถ่ายทอดสดให้ประชาชนได้ดูโดยไม่ต้องจ่ายเงิน เหมือนที่รัฐบาลก่อน ๆ ได้การดำเนินการมาตลอด โดยล่าสุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ได้รับทราบการที่กรมประชาสัมพันธ์จะดำเนินการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 โดยให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานความร่วมมือกับสำนักงาน กสทช. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน เพื่อจัดการถ่ายทอดสดให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

นอกจากลุ้นว่าจะได้ดูหรือไม่ หลายคนอาจสงสัยว่าเหตุใดมหกรรมกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดของโลก ซึ่งเคยเป็นรายการที่หลายเจ้าแย่งกันประมูลซื้อลิขสิทธิ์ จึงกลายเป็นคอนเทนต์ที่ขายยาก ไม่มีเอกชนเจ้าไหนอยากซื้อเหมือนในอดีต ซึ่งหากมองออกไปนอกประเทศไทย จะพบว่าสถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับไทย แต่กำลังเกิดขึ้นกับอีกหลายประเทศ

ณ วันที่ 13 พฤษภาคม แม้แต่อินเดียและจีน สองประเทศที่มีประชากรมากอันดับ 1 และ 2 ของโลก มีประชากรรวมกันกว่า 2,700 ล้านคน และเคยถูกตั้งเป้าให้เป็นตลาดสำคัญของฟุตบอลโลก ก็ยังไม่มีการปิดดีลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 เช่นกัน แต่ยังอยู่ในช่วงดึงเกมต่อรองราคา

FIFA เจอเกมต่อรองครั้งใหญ่

การที่สองประเทศใหญ่ที่สุดในโลกอย่างจีนและอินเดียยังไม่ซื้อลิขสิทธิ์ กำลังเป็นแรงกดดันสำคัญต่อ จิอานนี อินฟานติโน (Gianni Infantino) ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ซึ่งพยายามผลักดันฟุตบอลโลก 2026 ให้เป็น ‘ฟุตบอลโลกที่ครอบคลุมที่สุด’ โดยการขยายจำนวนทีมจาก 32 ทีม เป็น 48 ทีม เพิ่มจำนวนแมตช์เป็น 104 เกม ด้วยความคาดหวังที่จะดึงฐานผู้ชมจากตลาดเกิดใหม่ให้มากขึ้น โดยเฉพาะจีนและอินเดียที่ FIFA มองว่าเป็น ‘เหมืองทอง’ แห่งใหม่ของธุรกิจฟุตบอลโลก

FIFA ตั้งเป้ารายได้จากฟุตบอลโลกครั้งนี้ 8,900 ล้านดอลลาร์ โดยสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดจะมาจากการขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด 3,900 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ FIFA อาจประเมินพลาด คือ แม้จำนวนผู้ชมในเอเชียจะมหาศาล แต่ผู้ซื้อลิขสิทธิ์ไม่ได้พร้อมจ่ายเงินทุกราคาที่ FIFA เรียกเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว

ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ FIFA เสนอราคาลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดในจีนไว้ 250-300 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8,100-9,700 ล้านบาท) แต่สถานีวิทยุโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน (CCTV) ปฏิเสธที่จะจ่ายในราคานั้น จากนั้นมีรายงานว่าฝั่ง FIFA ยอมลดราคาลงเกือบครึ่งเพื่อเปิดทางให้การเจรจาเดินหน้าต่อ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่มีข้อตกลงเกิดขึ้น

ขณะที่ในอินเดีย มีข้อมูลว่า FIFA เคยตั้งราคาไว้ 100 ล้าน (ประมาณ 3,200 ล้านบาท) ก่อนจะลดลงเหลือ 35 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,100 ล้านบาท) แต่ข้อเสนอจาก JioStar บริษัทร่วมทุนระหว่าง Reliance และ Disney อยู่ที่ 20 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 650 ล้านบาท) เท่านั้น ซึ่งยังต่ำกว่าที่ FIFA จะยอมรับได้

ปัญหาลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดขายออกช้าที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมลิขสิทธิ์กีฬาโลก เมื่อผู้ซื้อตั้งคำถามถึง ‘ความคุ้มค่า’ ของเงินที่จ่ายไป ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว พฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไป และรายได้โฆษณาที่ไม่ได้เติบโตเหมือนในอดีต โดยเฉพาะเมื่อฟุตบอลโลก 2026 แข่งขันในทวีปอเมริกาเหนือ ทำให้หลายแมตช์เตะในช่วงดึกหรือเช้ามืดตามเวลาเอเชีย ซึ่งจะกระทบทั้งเรตติ้งและมูลค่าโฆษณา

จีนไม่อิน ทีมชาติไม่เข้ารอบ โซเชียลหนุน “อย่ารีบจ่าย”

ในกรณีของจีน ปัจจัยเรื่องเวลายิ่งชัด เพราะเวลาในจีนที่ต่างจากนิวยอร์กถึง 12 ชั่วโมง ทำให้หลายแมตช์แข่งขันในช่วงที่ผู้คนส่วนใหญ่ในจีนกำลังนอนหลับ

อีกทั้งยังมีปัจจัยเรื่อง ‘การมีส่วนร่วม’ ที่กลายเป็นปัจจัยลบสำหรับตลาดจีน เพราะทีมชาติจีนไม่สามารถผ่านเข้ารอบสุดท้ายได้ แม้ว่า FIFA ขยายจำนวนทีมเพิ่มเป็น 48 ทีมแล้วก็ตาม ดังนั้น จึงอาจทำให้ผู้ชมในจีนไม่รู้สึกมีส่วนร่วมกับทัวร์นาเมนต์นี้มากนัก

ความเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมผู้บริโภค ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญเช่นกัน เพราะผู้ชมรุ่นใหม่จำนวนมากในจีนเริ่มหันไปดูคอนเทนต์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และโซเชียลมีเดียมากขึ้น ทำให้สถานีโทรทัศน์แบบดั้งเดิมไม่ต้องการแบกรับต้นทุนลิขสิทธิ์ในระดับสูงเหมือนที่ผ่านมา และที่สำคัญ กระแสในโซเชียลในจีนสนับสนุนให้ CCTV “ไม่ต้องรีบจ่าย” ตามราคาที่ FIFA ตั้งไว้ เพราะเชื่อว่าหาก FIFA ต้องการเข้าถึงตลาดจีนจริง สุดท้ายก็จำเป็นต้องยอมลดราคา หรือหากไม่มีการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดจริง ๆ ชาวจีนรุ่นใหม่ก็สามารถหาช่องทางดูผ่านอินเทอร์เน็ตได้

อินเดียไม่เลิฟบอลโลกเท่าเดิม ค่าเงินอ่อน ตลาดสื่อไม่มีการแข่งขัน

ส่วนในอินเดีย แม้ฟุตบอลจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น แต่คริกเก็ตยังเป็นกีฬาที่ครองความนิยมอันดับ 1 ถึงอย่างนั้นก็ตาม แม้แต่ ‘อินเดียนพรีเมียร์ลีก’ ซึ่งเป็นการแข่งขันคริกเก็ตที่ได้รับความนิยมและทำกำไรได้มากที่สุด ซึ่งออกอากาศทาง JioStar ก็มีผู้ชมลดลง 26% ในฤดูกาลนี้ ดังนั้น ผู้ที่จะซื้อลิขสิทธิ์จึงกังวลเกี่ยวกับการลงทุนเป็นเงินจำนวนมากในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลที่อินเดียไม่ได้เข้าร่วม

เดอะ การ์เดียน (The Guardian) อ้างคำให้สัมภาษณ์ของ ชาจิ ประภากะรัน (Shaji Prabhakaran) อดีตเลขาธิการสมาคมฟุตบอลอินเดีย และกรรมการบริหารสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย ที่กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดกีฬาในอินเดียแทบไม่มีการแข่งขันเหมือนเดิม หลังจาก Reliance ควบรวมธุรกิจกับ Disney เป็น JioStar จนเหลือผู้เล่นรายใหญ่แค่ JioStar กับ Sony เท่านั้น ต่างจากอดีตที่มีหลายบริษัทพร้อมทุ่มเงินเพื่อแย่งฐานลูกค้า

อีกปัจจัยที่สำคัญ คือ ค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าต่อเนื่อง โดยในปี 2013 ซึ่ง Sony ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก ค่าเงินอยู่ที่ 54 รูปีต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่ปัจจุบันอ่อนค่ามาอยู่ราว 95 รูปีต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ต้นทุนซื้อลิขสิทธิ์แพงขึ้นมากเมื่อคิดเป็นสกุลเงินท้องถิ่น

นอกจากนี้ อีกประเด็นสำคัญ คือ พลังดึงดูดของฟุตบอลโลกอาจไม่เหมือนเดิม เพราะยุคที่การแข่งขันถูกขับเคลื่อนด้วยเรื่องราวของสองซูเปอร์สตาร์ ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) และคริสเตียโน โรนัลโด้ (Cristiano Ronaldo) กำลังผ่านไป ขณะที่แมตช์แข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มจำนวนหลายแมตช์อาจไม่ดึงดูดผู้ชมได้เท่าในอดีตแล้ว

ส่วนเรื่องเวลา ชาจิมองว่าไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะเวลาการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งใกล้เคียงกับเวลาแข่งขันฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกที่คนอินเดียยังคงดูการถ่ายทอดสด และครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฟุตบอลโลกหรือการแข่งขันกีฬารายการใหญ่ ๆ แข่งขันในทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา แม้เวลาการแข่งขันจะเป็นเวลากลางคืนหรือช่วงดึก แต่คนอินเดียก็ยังสนใจชมการถ่ายทอดสด ดังนั้น เขาจึงมองว่าเป็นเพราะปัจจัยอื่นมากกว่า

ไทยไม่ต้องรีบทุ่มซื้อ ควรใช้จังหวะนี้ต่อราคา

การเจรจาต่อรองของจีนและอินเดีย ถือว่าเป็นเกมการต่อรองที่ดุเดือดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของ FIFA ซึ่งหาก FIFA ยอมลดราคาให้จีนและอินเดีย เพื่อรักษาฐานผู้ชมกว่า 1 ใน 3 ของโลกไว้ ก็ย่อมกลายเป็น ‘โดมิโน’ ที่ทำให้ประเทศอื่น ๆ รวมถึงไทยมีอำนาจในการต่อรองสูงขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้น ปัญหาการไม่มีเจ้าภาพซื้อลิขสิทธิ์ในไทยจึงอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวของตลาดคอนเทนต์กีฬาทั้งโลกที่กำลังบีบให้ FIFA ต้องทบทวนมูลค่าของตัวเองใหม่

สำหรับไทย ไม่มีความจำเป็นต้องรีบทุ่มเงินตามที่ FIFA ตั้งราคาไว้ ซึ่งตามข่าวระบุตัวเลข 1,300 ล้าน สูงกว่าราคาที่ FIFA ลดให้อินเดียแล้ว (ราคาลดแล้วที่อินเดียได้ประมาณ 1,100 ล้านบาท) แต่อินเดียซึ่งมีประชากรมากกว่าไทยหลายเท่าก็ยังไม่ยอมรับราคานั้น

ดังนั้น ไทยควรนิ่งรอดูความคืบหน้าการเจรจาต่อรองของประเทศขนาดใหญ่ทั้งจีนและอินเดียก่อน และสิ่งที่ไทยควรเรียนรู้จากจีนและอินเดีย คือ ไทยควรเปลี่ยนสถานะจากการเป็น ‘ผู้ซื้อที่ยอมทุกอย่าง’ ไปเป็น ‘ผู้ซื้อที่ชาญฉลาด รู้จักเจรจาต่อรอง’

ยิ่งในตอนนี้ ไทยไม่มีกฎ Must Have บีบให้ต้องถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกแล้ว นั่นหมายความว่า ‘ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อ’ ไทยจึงควรใช้โอกาสที่จีนและอินเดียยังต่อรองราคา บวกกับบริบทที่ไทยไม่มีกฎ Must Have แล้ว พลิกเป็นผู้ถือไพ่เหนือกว่า เจรจาต่อรองให้ FIFA ลดราคาลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม

อ้างอิง : The Guardian และ Reuters

แชร์
ลิขสิทธิ์บอลโลกขายยาก จีน-อินเดียดึงเกมต่อราคา ไทยควรใช้โอกาสต่อรอง