
จากสถานการณ์สงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อ เราพบเจอผลกระทบมากมายไม่ว่าจะเป็นภาวะขาดแคลนปุ๋ย ภาวะขาดแคลนน้ำมัน ภาวะขาดแคลนปิโตรเคมี หรือแม้แต่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวลง แต่ล่าสุด มีเหตุการณ์หนึ่งในญี่ปุ่นที่ทำให้ทุกคนตะลึงกันไปเลย เพราะถ้าทุกคนออกไปซื้อขนมในห้างสะดวกซื้อญี่ปุ่น แล้วเจอซองขนมมันฝรั่งคุ้น ๆ ยี่ห้อคาลบี้ แต่เป็นสีขาวดำ ให้รู้เลยว่านั่นไม่ใช่ความผิดพลาดในการพิมพ์แต่อย่างใด ทางบริษัทตั้งใจที่จะเปลี่ยนจริง ๆ
ขนมยี่ห้อคาลบี้ ก่อตั้งขึ้นที่เมืองฮิโรชิมาในปี 2492 ขณะที่เมืองกำลังฟื้นตัวจากระเบิดปรมาณู และได้เติบโตจนเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่วางจำหน่ายสินค้าทั่วเอเชีย ยุโรป และสหรัฐฯ รวมถึงเคยเข้าซื้อกิจการ Seabrook Crisps ของสหราชอาณาจักรในปี 2561 โดยมียอดขายสูงถึง 3.225 แสนล้านเยน หรือประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ในปี 2568
ภาพที่คาลบี้เผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็นถุงขนมแบบใหม่ในโทนสีเทาเฉดต่าง ๆ ภาพที่คุ้นเคยอย่างมาสคอตสวมหมวกท่ามกลางทะเลมันฝรั่งทอดนั้นหายไปแล้ว เหลือเพียงห่อขนมที่ไร้สีสัน และป้ายข้อความเท่านั้น
ผู้ผลิตขนมคาลบี้เผยว่า บริษัทจะเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้เป็นสีขาวดำชั่วคราว และจะเอาสีสันออกจากร้านค้าทั่วประเทศ เพราะสงครามอิหร่านทำภาวะห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก มาตรการนี้ทำเพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพในการจัดหา และผลิตสินค้า ซึ่งจะถูกนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ 14 รายการ โดยบรรจุภัณฑ์แบบใหม่จะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป แต่เน้นย้ำว่ามันจะไม่ส่งผลกระทบใด ๆ กับคุณภาพขนมอย่างแน่นอน
บรรจุภัณฑ์ที่ถูกลดทอนสีสันอาจหมายความว่า ผู้ซื้อจำเป็นต้องพึ่งพาการอ่านข้อความบนถุงมากขึ้น แทนที่จะใช้การจดจำจากสี ในเวลาที่ต้องรีบหยิบขนมรสโปรดจากชั้นวางในห้างสรรพสินค้า
บริษัทยังไม่ได้ระบุเจาะจงว่า ขาดแคลนวัตถุดิบอะไรในการผลิต แต่นายเคอิ ซาโตะ โฆษกรัฐบาลเผยว่า ไม่ได้รับรายงานเรื่องปัญหาการขาดแคลนอุปทานอย่างกะทันหันเกี่ยวกับหมึกพิมพ์ หรือแนฟทาแต่อย่างใด และยืนยันว่า ปริมาณที่จำเป็นสำหรับประเทศญี่ปุ่นในภาพรวมนั้น ยังคงได้รับการประกันว่ามีเพียงพอ โฆษกกล่าวเสริมว่า รัฐบาลมีแผนที่จะเข้าหารือกับคาลบี้เกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว และแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลของอุปทานต่าง ๆ และตอนนี้ทางรัฐบาลกำลังทำงานร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีการนำเข้าแนฟทา ซึ่งเป็นปิโตรเครมีประเภทหนึ่ง ผ่านเส้นทางอื่นที่ไม่ใช่ช่องแคบฮอร์มุซ
ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางถึงประมาณ 40% ของปริมาณการบริโภคทั้งหมดเพื่อนำมาใช้ผลิตหมึกพิมพ์ โฆษกรัฐบาลยังชี้แจงด้วยว่า การกลั่นแนฟทาในประเทศยังคงดำเนินต่อไปโดยใช้น้ำมันดิบสำรองที่มีอยู่ ในขณะที่การนำเข้าจากแหล่งอื่นนอกตะวันออกกลางในเดือนพฤษภาคม ก็เพิ่มพุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดสงครามในเดือนกุมภาพันธ์
ซึ่งหลังจากที่มีข่าวเรื่องบรรจุภัณฑ์นี้ออกมา หุ้นของบริษัทคาลบี้ก็ปรับตัวลดลงมากกว่า 1% ในขณะที่ดัชนี Nikkei 225 ในภาพรวมยังคงปรับตัวสูงขึ้น
บริษัททั่วโลกต่างพยายามดิ้นรนหาทางแก้ไขปัญหาห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อออกไป ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือ และแหล่งน้ำมันที่สำคัญของโลก โดยล่าสุด ปริมาณน้ำมันดิบประมาณ 20% ของโลก ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างแทบจะสมบูรณ์ ส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงานทั่วโลก
ที่ผ่านมา เราได้เห็นผลกระทบของการหยุดชะงักเหล่านี้เกิดขึ้นในหลากหลายภาคส่วนแล้ว เช่น ภาวะขาดแคลนปุ๋ยที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรทั่วเอเชีย และผู้ผลิตข้าวของอินเดียที่ไม่สามารถส่งออกธัญพืชไปยังตลาดตะวันออกกลางได้
ข่าวการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ของคาลบี้กลายเป็นพาดหัวข่าวใหญ่ไปทั่วญี่ปุ่น โดยก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคมก็เคยเกิดกระแสความตื่นตระหนกมาแล้ว เมื่อแบรนด์มันฝรั่งทอดอีกรายต้องระงับการผลิตชั่วคราว เพราะประสบปัญหาในการจัดหาน้ำมันเตาสำหรับเดินเครื่องจักรในโรงงาน
เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นเลยว่า ยิ่งสงครามยืดเยื้อนานออกไปเท่าไร ผลกระทบยิ่งหนัก และชัดขึ้นมากเท่านั้น เราในฐานะประเทศผู้น้อยจะทำอย่างไรต่อไป? เมื่อประเทศมหาอำนาจยังคงเล่นเกมกันอยู่ไม่รู้จบ