
อาหารจานเดียวที่เคยเป็นทางเลือกประหยัดของคนทำงาน นักเรียน นักศึกษา และครัวเรือนทั่วไป กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งภาระค่าครองชีพที่ขยับสูงขึ้นอย่างเงียบ ๆ หลังเงินเฟ้อทั่วไปเดือนเมษายน 2569 พุ่งขึ้น 2.89% จากแรงกดดันของราคาพลังงาน ค่าโดยสารสาธารณะ และอาหารสำเร็จรูปที่ปรับขึ้นพร้อมกัน ทำให้ต้นทุนที่เริ่มจากราคาน้ำมันค่อย ๆ ไหลเข้าสู่จานอาหารในชีวิตประจำวัน
สัญญาณดังกล่าวเห็นได้ชัดจากข้อมูลราคาอาหารจานเดียว 7 รายการยอดนิยม ทั้งข้าวผัด ผัดซีอิ๊วหรือราดหน้า ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว และข้าวราดผัดกะเพรา ซึ่งสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าพบว่า ในเดือนเมษายน 2569 มีรายการที่ปรับราคาขึ้นแล้ว 136 รายการ จากทั้งหมด 1,396 รายการ หรือ 9.74% โดยแรงขึ้นราคากระจุกตัวในกลุ่มอาหารราคา 30-40 บาท และ 41-50 บาท ซึ่งเป็นช่วงราคาที่คนส่วนใหญ่พึ่งพาเป็นมื้อหลักในแต่ละวัน
สิ่งที่น่ากังวลคือราคาอาหารจานเดียวมักไม่ได้ปรับขึ้นแบบรวดเดียวจบ แต่ค่อย ๆ ขยับแบบ “ซึม” ไปตามต้นทุนของแต่ละพื้นที่และแต่ละประเภทอาหาร บางแห่งเพิ่มขึ้นครั้งละ 5-10 บาทต่อจาน แต่เมื่อคิดเป็นสัดส่วนแล้วถือว่าไม่น้อย นอกจากนี้เมื่อราคาขึ้นไปแล้วมักปรับลดลงได้ยาก ทำให้ภาระค่าครองชีพของประชาชนมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้ภาพรวมเงินเฟ้อทั้งปีจะยังถูกคาดให้อยู่ในกรอบก็ตาม
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยการแถลงดัชนีราคาผู้บริโภคประจำเดือนเมษายน 2569 ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป หรือ Headline CPI เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 103.03 เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2568 ซึ่งอยู่ที่ 100.14 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปขยายตัว 2.89% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้นมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยมีสาเหตุจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยังยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องมายังค่าโดยสารสาธารณะที่ปรับตัวสูงขึ้น
ขณะเดียวกัน ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับสูงขึ้นจากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปยังราคาจำหน่าย รวมถึงราคาผักสดที่ปรับเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศร้อนจัด ส่วนสินค้าและบริการอื่น ๆ ยังมีผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อโดยรวมไม่มากนัก
เมื่อพิจารณาการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าและบริการในเดือนเมษายน 2569 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน พบว่า หมวดอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ปรับสูงขึ้น 0.98% ตามการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าสำคัญหลายรายการ อาทิ ข้าวสารเจ้า ไก่สด ไข่ไก่ มะนาว ข้าวราดแกง และกับข้าวสำเร็จรูป ขณะที่สินค้าบางรายการมีราคาลดลง เช่น ข้าวสารเหนียว มะม่วง พริกสด และกระเทียม
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มปรับสูงขึ้น 4.14% ตามการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการสำคัญ ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าโดยสารเครื่องบิน ค่ารถรับส่งนักเรียน และค่าเช่าบ้าน ขณะที่สินค้าสำคัญที่ราคาลดลง ได้แก่ กระแสไฟฟ้า แชมพู รวมถึงผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าระบุว่า สินค้าและบริการที่นำมาคำนวณดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปมีทั้งหมด 464 รายการ และเมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2568 พบว่าสินค้าที่ราคาสูงขึ้นมีจำนวน 251 รายการ สินค้าที่ราคาไม่เปลี่ยนแปลงมี 42 รายการ และสินค้าที่ราคาลดลงมี 171 รายการ สะท้อนว่าการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อในเดือนเมษายนมาจากการปรับขึ้นของราคาสินค้าและบริการในวงกว้างพอสมควร โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน ค่าเดินทาง และอาหารสำเร็จรูป
ทั้งนี้ หากเทียบกับเดือนมีนาคม 2569 ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนเมษายน 2569 ปรับสูงขึ้น 2.75% โดยหมวดอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 1.13% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ เช่น ข้าวสารเหนียว เนื้อสุกร ไก่สด ไข่ไก่ และข้าวราดแกง ขณะที่สินค้าที่ราคาปรับลดลง ได้แก่ ข้าวสารเจ้า ผักคะน้า พริกสด และมะม่วง
ในส่วนของหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2569 ปรับสูงขึ้น 3.79% จากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าโดยสารรถตู้ และค่ารถรับส่งนักเรียน ขณะที่สินค้าและบริการที่ปรับลดลง ได้แก่ ค่าธรรมเนียมผ่านทางพิเศษ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม และน้ำยาล้างจาน
เมื่อจำแนกรายการสินค้าและบริการทั้งหมด 464 รายการที่นำมาคำนวณดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป และเทียบกับเดือนมีนาคม 2569 พบว่าสินค้าที่ราคาสูงขึ้นมีจำนวน 243 รายการ สินค้าที่ราคาไม่เปลี่ยนแปลงมี 96 รายการ และสินค้าที่ราคาลดลงมี 125 รายการ แสดงให้เห็นว่าราคาสินค้าและบริการในเดือนเมษายนปรับเพิ่มขึ้นทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
สำหรับภาพรวมช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยสูงขึ้น 0.32%
ด้านดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน หรือ Core CPI ซึ่งเป็นดัชนีราคาผู้บริโภคที่หักกลุ่มอาหารสดและพลังงานออก เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 102.12 เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2568 ซึ่งอยู่ที่ 101.28 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานสูงขึ้น 0.83% ขณะที่เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2569 อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.41%
เมื่อพิจารณาดัชนีราคาผู้บริโภคจำแนกรายภาค พบว่า เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นทุกภาค โดยภาคใต้มีอัตราเงินเฟ้อสูงสุดที่ 3.91% รองลงมาคือภาคกลาง 2.97% ภาคเหนือ 2.83% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.70% และกรุงเทพฯ กับปริมณฑล 2.56%
สินค้าที่ปรับราคาสูงขึ้นในทุกภาค ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง ข้าวสารเจ้า กับข้าวสำเร็จรูป ค่าโดยสารเครื่องบิน มะนาว ค่าเช่าบ้าน และรถยนต์ ขณะที่สินค้าที่ปรับราคาลดลงในทุกภาค ได้แก่ กะหล่ำปลี มะม่วง น้ำยาระงับกลิ่นกาย โฟมล้างหน้า และกระเทียม
นายนันทพงษ์ ระบุว่า “อาหารจานเดียว” เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของเงินเฟ้อ นอกเหนือจากต้นทุนพลังงาน เพราะเป็นสินค้าที่ประชาชนซื้อบริโภคในชีวิตประจำวัน และเป็นหมวดที่ต้นทุนสามารถส่งผ่านมายังราคาขายได้ค่อนข้างรวดเร็ว
ข้อมูลการปรับราคาอาหารจานเดียวในเดือนเมษายน 2569 ครอบคลุมอาหารจานเดียว 7 รายการ ได้แก่ ข้าวผัด ผัดซีอิ๊วหรือราดหน้า ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว และข้าวราดผัดกะเพรา จากรายการสำรวจทั้งหมด 1,396 รายการ พบว่ามีการปรับราคาสูงขึ้น 136 รายการ หรือคิดเป็น 9.74% ของรายการทั้งหมด
หากพิจารณาภาพรวมทั้งประเทศตามช่วงราคา พบว่าอาหารจานเดียวในช่วงราคา 30-40 บาท ปรับขึ้นแล้วใน 72 จังหวัด โดยมีอัตราการปรับเพิ่มเฉลี่ย 20.64% ขณะที่ช่วงราคา 41-50 บาท ปรับขึ้นใน 56 จังหวัด เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 13.36% และช่วงราคา 51-60 บาท ปรับขึ้นใน 8 จังหวัด เพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 16.22% ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคาเกิดชัดที่สุดในกลุ่มอาหารราคาต่ำถึงระดับกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ประชาชนจำนวนมากบริโภคเป็นประจำ
เมื่อแยกรายภูมิภาค กรุงเทพฯ และปริมณฑลพบการปรับขึ้นในช่วงราคา 30-40 บาท จำนวน 8 จังหวัด เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 21.88% ช่วงราคา 41-50 บาท จำนวน 14 จังหวัด เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 14.87% และช่วงราคา 51-60 บาท จำนวน 6 จังหวัด เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12.6% สะท้อนว่าพื้นที่เมืองและปริมณฑลยังมีแรงกดดันด้านต้นทุนกระจายอยู่ในหลายระดับราคา โดยเฉพาะช่วงราคากลาง
ภาคกลางมีการปรับขึ้นในช่วงราคา 30-40 บาท จำนวน 24 จังหวัด เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20.74% และช่วงราคา 41-50 บาท จำนวน 14 จังหวัด เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 11.03% ขณะที่ช่วงราคา 51-60 บาทยังไม่พบการปรับขึ้น ภาคเหนือพบการปรับขึ้นในช่วงราคา 30-40 บาท จำนวน 24 จังหวัด เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 19.05% และช่วงราคา 41-50 บาท จำนวน 8 จังหวัด เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10.97% โดยยังไม่พบการปรับขึ้นในช่วงราคา 51-60 บาทเช่นกัน
ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบการปรับขึ้นในช่วงราคา 30-40 บาท จำนวน 7 จังหวัด เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 18.73% ช่วงราคา 41-50 บาท จำนวน 12 จังหวัด เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15.18% และช่วงราคา 51-60 บาท จำนวน 1 จังหวัด เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 33.33% ขณะที่ภาคใต้พบการปรับขึ้นในช่วงราคา 30-40 บาท จำนวน 9 จังหวัด เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 25.0% ช่วงราคา 41-50 บาท จำนวน 8 จังหวัด เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 14.44% และช่วงราคา 51-60 บาท จำนวน 1 จังหวัด เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20.0%
นายนันทพงษ์ ระบุว่า ลักษณะสำคัญของราคาอาหารจานเดียวคือ การส่งผ่านต้นทุนที่เกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว แต่เป็นการปรับขึ้นแบบ “ซึม” หรือทยอยขยับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เพิ่มขึ้นรวดเดียวทั้งหมด และเมื่อราคาปรับขึ้นแล้วมักปรับลดลงได้ยาก ทำให้แรงกดดันด้านต้นทุนมีแนวโน้มสะสมต่อเนื่องในระดับชีวิตประจำวัน
สำหรับขนาดของการปรับขึ้นราคา ในบางพื้นที่อาจขยับขึ้นครั้งละ 5 บาท หรือ 10 บาทต่อจาน ขึ้นอยู่กับระดับราคาตั้งต้นและต้นทุนของแต่ละพื้นที่ หากคิดเป็นสัดส่วน อาหารจานเดียวในกลุ่มราคาต่ำจะเห็นอัตราการเพิ่มขึ้นสูงกว่ากลุ่มอื่น เช่น อาหารที่เคยอยู่ในช่วง 30-40 บาท หากปรับขึ้นราว 20% จะเท่ากับเพิ่มขึ้นประมาณ 6 บาทต่อจาน ขณะที่กลุ่มราคากลาง 41-50 บาท อัตราการปรับขึ้นเฉลี่ยอยู่ในระดับสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ ตัวเลขดังกล่าวจึงสะท้อนเป็นค่าเฉลี่ยจากช่วงราคาที่ค่อนข้างกว้าง และทำให้การขึ้นราคาแต่ละครั้งอาจแตกต่างกันไปตามประเภทอาหารและพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลชุดนี้ยังไม่รวมอาหารฟาสต์ฟู้ดและอาหารเดลิเวอรี ซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณการปรับขึ้นราคาที่ชัดเจน และยังมีการทำโปรโมชั่นตามปกติ แต่ภายใต้ภาวะที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ร้านอาหารและคาเฟ่จำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน คือ ต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่การปรับราคาขายทำได้ยาก ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนต้องแบกรับต้นทุนมากขึ้น และเผชิญภาวะกำไรลดลง
การปรับขึ้นของราคาอาหารจานเดียวจึงสะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเมื่ออาหารในกลุ่มราคาต่ำและราคากลางเริ่มขยับขึ้นในหลายจังหวัดทั่วประเทศ แรงกดดันดังกล่าวไม่เพียงมีผลต่อทิศทางเงินเฟ้อภาพรวม แต่ยังสะท้อนภาระค่าครองชีพของประชาชนในแต่ละภูมิภาค ขณะเดียวกัน มาตรการภาครัฐจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับพื้นที่ โดยเฉพาะในต่างจังหวัดและภาคท่องเที่ยว รวมถึงการประคองกำลังซื้อของประชาชนในระยะต่อไป
สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนพฤษภาคม 2569 สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าคาดว่าจะยังเป็นบวกต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้นหลายด้าน
นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการหลายรายเริ่มส่งสัญญาณปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อสะท้อนภาระต้นทุนและค่าขนส่งที่สูงขึ้น ซึ่งจะเป็นอีกแรงกดดันต่อทิศทางเงินเฟ้อในระยะถัดไป
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ช่วยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงหรือไม่เร่งตัวมากเกินไป ได้แก่ มาตรการภาครัฐที่ช่วยเหลือค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการไทยช่วยไทยของกระทรวงพาณิชย์ ขณะที่ค่าไฟฟ้าเดือนพฤษภาคมยังลดลงเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2568
แม้จะมีการปรับเพิ่มค่าเอฟทีรอบเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมในเดือนมิถุนายน แต่ยังมีมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้าผ่านการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ โดยกำหนดให้อัตราค่าไฟฟ้าสำหรับ 2 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย นอกจากนี้ ราคาผลไม้สดสำคัญในประเทศยังมีแนวโน้มค่อย ๆ ฟื้นตัวอย่างช้า ๆ
ในส่วนของการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั้งปี 2569 สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าประเมินไว้ 2 กรณี โดยกรณีแรก คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั้งปีจะอยู่ในกรอบ 1.5-2.5% ภายใต้สมมติฐานว่าราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นต่อเนื่องประมาณ 2 เดือน จากนั้นค่อย ๆ ลดลง
ส่วนกรณีที่สอง หากราคาน้ำมันปรับสูงต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน และอาจทรงตัวระยะหนึ่งก่อนค่อย ๆ ลดลง คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั้งปีจะอยู่ในกรอบ 2.5-3.5%
อีกปัจจัยที่จะมีส่วนสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นทั้งในกรณีแรกและกรณีที่สอง คือราคาอาหารจานเดียว โดยหากแนวโน้มราคาพลังงานยังทรงตัวในระดับสูงและไม่ปรับลดลง การส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาอาหารจานเดียวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และอาจกระจายเป็นวงกว้างทั่วประเทศ โดยในกรณีแรกคาดว่าอาหารจานเดียวอาจปรับขึ้นประมาณ 3% ส่วนกรณีที่สองอาจปรับขึ้นประมาณ 6%
สำหรับแนวโน้มรายไตรมาส ไตรมาสแรกของปี 2569 ตัวเลขเงินเฟ้อออกมาแล้วอยู่ที่ติดลบ 0.54% เนื่องจากผลกระทบจากราคาน้ำมันยังไม่ส่งผลชัดเจนในช่วง 3 เดือนแรก ขณะที่ไตรมาสที่สองมีตัวเลขออกมาแล้ว 1 เดือน คือเดือนเมษายน และยังต้องรอประเมินอีก 2 เดือนที่เหลือ
ส่วนไตรมาสที่สามและไตรมาสที่สี่ หากสถานการณ์ความขัดแย้งไม่รุนแรงขึ้น คาดว่าสถานการณ์จะทรงตัวและค่อย ๆ เบาบางลง โดยตัวเลขคาดการณ์รายไตรมาสอยู่ที่ 2.24% และ 2.48% ตามลำดับ สะท้อนว่าทิศทางเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปีจะขึ้นอยู่กับระดับราคาพลังงาน ความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการ และการปรับขึ้นของราคาอาหารจานเดียวเป็นสำคัญ