
การสร้างบ้านที่เป็นการลงทุนระยะยาวและเป็นความฝันของหลายคน กำลังเป็นความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังมากขึ้น หลังปัญหา ‘ผู้รับเหมาทิ้งงาน’ เกิดถี่ขึ้นในหลายพื้นที่ ในภาวะที่ต้นทุนก่อสร้างพุ่งสูงขึ้น ขณะที่การแข่งขันด้านราคายังรุนแรง ผู้ประกอบการบางส่วนรับงานในราคาต่ำกว่าต้นทุนจริง และสุดท้ายอาจไปต่อไม่ไหว ทิ้งปัญหาเอาไว้ให้เจ้าของบ้านจัดการต่อเอง
สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association: HBA) มองว่า สัญญาณอันตรายของปัญหานี้ที่สามารถสังเกตได้เป็นอันดับแรก คือ การเสนอราคาที่ ‘ถูกเกินจริง’ เป็นราคาที่ไม่สมเหตุสมผล ซึ่งเสี่ยงที่จะดำเนินธุรกิจต่อไม่ได้
อนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่า จากกรณีข่าวการทิ้งงานก่อสร้างที่สร้างความเสียหายให้กับผู้บริโภคที่วางแผนสร้างบ้านแต่สุดท้ายกลับไม่ได้บ้านตามที่คาดหวัง ทางสมาคมฯ วิเคราะห์ว่า ปัญหาดังกล่าวสะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่ยังรุนแรง ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยเผชิญภาวะกำไรหดตัว เพราะราคาขายไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
เมื่อผู้รับเหมาบางรายเริ่มขาดสภาพคล่องและไม่มีงานใหม่เข้ามาหมุนเวียน จึงอาจไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ จนนำไปสู่การหยุดก่อสร้างหรือทิ้งงานกลางคัน ส่งผลให้ผู้บริโภคไม่ได้บ้านตามที่ตกลงกันไว้ และกลายเป็นวงจรความเสียหายที่ยากจะเยียวยา
เพื่อลดความเสี่ยงปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงานจนบ้านกลายเป็นซาก สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านจึงแนะ 6 วิธีเลือกผู้รับเหมามืออาชีพที่ได้มาตรฐานและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมาย ดังนี้
1. ระวังราคาที่ถูกเกินจริง : ราคาที่ต่ำกว่าราคากลางในตลาดมากเกินไปคือสัญญาณอันตรายอันดับแรก เพราะงานก่อสร้างที่มีคุณภาพนั้นมีต้นทุนระดับมาตรฐาน ทั้งต้นทุนในการบริหารจัดการ และงานบริการที่ครบวงจร ซึ่งบริษัทรับสร้างบ้านมืออาชีพมักจะมีระบบการดูแลที่ครอบคลุมครบวงจรมากกว่า ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงงานวิศวกรรมที่ซับซ้อน ซึ่งต้นทุนที่เหมาะสมเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้การก่อสร้างเป็นไปอย่างราบรื่นและมีคุณภาพ
2. ตรวจสอบสถานะนิติบุคคล : การจ้างผู้ประกอบการที่จดทะเบียนนิติบุคคล ที่สามารถตรวจสอบได้ทั้งแหล่งที่ตั้งบริษัทและทุนจดทะเบียน เป็นปัจจัยที่ช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะมีผู้รับผิดชอบงานตลอดอายุสัญญา ตั้งแต่เริ่มก่อสร้างจนถึงการส่งมอบ ต่างจากการเป็นบุคคลธรรมดาหรือเพจเฟซบุ๊กที่สามารถปิดตัวหนีความรับผิดชอบไปได้ง่าย ๆ
3. สัญญาต้องเป็นไปตามมาตรฐาน สคบ. : สัญญาที่ได้มาตรฐานต้องระบุรายละเอียดงานและความรับผิดชอบที่รัดกุม ตามข้อบังคับสัญญาควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้แก่ กำหนดระยะเวลาชัดเจนเริ่มนับตั้งแต่วันที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างอย่างถูกต้อง พร้อมระบุรายละเอียดวัสดุที่ชัดเจน เช่น แบรนด์ รุ่น และเกรดวัสดุ เพื่อป้องกันข้อพิพาทและการลดสเปกงาน รวมทั้งการกำหนดค่าปรับกรณีล่าช้า และการรับประกันโครงสร้างตามกฎหมาย
4. การเบิกงวดงานที่สอดคล้องกับหน้างานจริง : บริษัทรับสร้างบ้านที่ได้มาตรฐานและเป็นมืออาชีพต้องไม่มีการเรียกเก็บเงินล่วงหน้าที่สูงจนผิดปกติ โดยการเบิกเงินในแต่ละงวดต้องสอดคล้องกับค่าบริหารจัดการและเนื้องานที่ก่อสร้างเสร็จจริง เพื่อให้เงินที่จ่ายไปแปรสภาพเป็นเนื้องานที่จับต้องได้ ป้องกันความเสี่ยงจากการเบิกเงินเกินความคืบหน้าของงาน
5. ตรวจสอบคุณภาพทีมงานและผลงานจริง : คุณภาพทีมงานและผลงานจะสะท้อนว่าผู้รับเหมารายนั้นจะน่าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด ผู้บริโภคไม่ควรพิจารณาเพียงภาพถ่ายในสื่อออนไลน์ แต่ควรพิจารณาถึงความเป็นมืออาชีพของทีมงาน ควรเลือกผู้ประกอบการที่มีทีมสถาปนิกและวิศวกรที่มีประสบการณ์เฉพาะด้านดูแลควบคุมงานอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ควรขอชมหน้างานจริง เพื่อประเมินคุณภาพงานก่อสร้างและมาตรฐานการทำงานที่เป็นรูปธรรม
6. ผู้ประกอบการยึดหลัก ‘มาตรฐานวิชาชีพ’ : ผู้บริโภคควรพิจารณาเลือกผู้ประกอบการที่สังกัดองค์กรหรือสมาคมวิชาชีพซึ่งมีระบบการกำกับดูแลสมาชิกภายใต้ระเบียบและกฎหมาย เพราะจะมีกลไกตรวจสอบคุณสมบัติและจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพของสมาชิก รวมถึงมีหน่วยงานกลางช่วยประสานงานหรือไกล่เกลี่ยหากเกิดข้อพิพาท
“หากผู้บริโภคเลือกสร้างบ้านกับบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ บริษัทเหล่านี้มีการให้บริการที่ครบวงจร และการส่งมอบงานตามสัญญาที่เป็นธรรม-ตรวจสอบได้ ผ่านการคัดกรองเบื้องต้นจากสมาคมฯ แล้ว ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อผู้บริโภค ทั้งการสูญเสียงบประมาณ บ้านสร้างไม่เสร็จ งานไม่ได้คุณภาพ หรือเกิดข้อพิพาทที่ต้องใช้เวลานานในการดำเนินคดี” นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านกล่าว