
เมื่อพูดถึงการลงทุน หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า “หุ้น” และ “หุ้นกู้” แต่ในทางการเงินสินทรัพย์ทั้งสองประเภทนี้
จัดอยู่ในกลุ่มที่แตกต่างกัน โดยหุ้นจัดเป็นตราสารทุน (Equity Securities) ส่วนหุ้นกู้จัดเป็นตราสารหนี้ (Debt Securities) ซึ่งเป็นเครื่องมือในการลงทุนที่มีลักษณะ ผลตอบแทน และความเสี่ยงที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้ จะช่วยให้เลือกลงทุนได้เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของตนเองมากขึ้น
บทความนี้เรียบเรียงจากเนื้อหาการสัมภาษณ์ ดร.สมจินต์ ศรไพศาล ในรายการ “Bond Talk รอบรู้เรื่องหุ้นกู้” EP.1 เปิดโลกการลงทุนในหุ้นกู้ เพื่ออธิบายความแตกต่างระหว่างตราสารทุนและตราสารหนี้ พร้อมทางเลือกลงทุนให้เหมาะกับเป้าหมายทางการเงินของแต่ละคน
แม้ว่าตราสารทุนและตราสารหนี้จะเป็นเครื่องมือสำหรับการลงทุนเหมือนกัน แต่ทั้งสองประเภทมีลักษณะและสิทธิของผู้ลงทุนแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในด้านสถานะของผู้ลงทุน ผลตอบแทน อายุของตราสาร และวิธีการซื้อขาย ดังนี้
ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างตราสารทุนและตราสารหนี้
หากลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้นสามัญ ผู้ลงทุนจะมีสถานะเป็นเจ้าของกิจการร่วมกับผู้ถือหุ้นรายอื่น มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการเติบโตของธุรกิจ และร่วมรับความเสี่ยงตามผลการดำเนินงานของบริษัท ในทางกลับกัน
หากลงทุนในตราสารหนี้ เช่น หุ้นกู้ หรือ พันธบัตร ผู้ลงทุนจะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ โดยนำเงินไปให้บริษัทหรือหน่วยงานที่ออกตราสารกู้ยืม และได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดตามเงื่อนไขของตราสาร
ผู้ลงทุนในตราสารทุนอาจได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล (Dividend) หากบริษัทมีกำไรและมีนโยบายจ่ายเงินปันผล รวมถึงมีโอกาสได้รับกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) หากราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น โดยที่ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของบริษัท รวมถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อราคาหุ้น ผู้ลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลของบริษัทและพิจารณาความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
ส่วนผู้ลงทุนในตราสารหนี้ จะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย (Interest) โดยผู้ออกตราสารจะกำหนดอัตราดอกเบี้ย (Coupon Rate) รอบการจ่ายดอกเบี้ย และวันคืนเงินต้นไว้ล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม การลงทุนในตราสารหนี้ก็มีความเสี่ยงด้วย เช่น ความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสาร ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงควรศึกษาหนังสือชี้ชวน และพิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ก่อนตัดสินใจลงทุน
ตราสารทุนหรือหุ้นสามัญ ไม่มีวันครบกำหนดอายุ ผู้ลงทุนสามารถถือครองได้ตราบเท่าที่บริษัทยังคงดำเนินกิจการ หรือจนกว่าจะตัดสินใจขายหุ้นออกไป
ขณะที่ตราสารหนี้จะมีวันครบกำหนดไถ่ถอน (Maturity Date) ซึ่งเป็นวันที่ผู้ออกตราสารต้องคืนเงินต้นให้แก่ผู้ลงทุนตามที่ระบุไว้ตั้งแต่เริ่มลงทุน
ตราสารทุนซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ (Broker) เป็นผู้รับคำสั่งซื้อขายระหว่างนักลงทุนส่วนตราสารหนี้ โดยเฉพาะหุ้นกู้ในตลาดรอง ส่วนใหญ่ซื้อขายผ่านผู้ค้าตราสารหนี้ (Dealer) ในตลาด OTC (Over-the-Counter) ซึ่งเป็นการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ
ตราสารทุนและตราสารหนี้มีบทบาทในการลงทุนที่แตกต่างกัน จึงเหมาะกับเป้าหมายและความต้องการของผู้ลงทุนแต่ละคน ดังนี้
ผู้ลงทุนจำนวนมากไม่ได้เลือกลงทุนเพียงประเภทใดประเภทหนึ่ง แต่เลือกกระจายการลงทุน ทั้งตราสารทุนและตราสารหนี้ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างโอกาสรับผลตอบแทนและการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน
ปัจจุบันการลงทุนในตราสารหนี้ทำได้สะดวกมากขึ้น ผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมดังนี้
ตราสารทุนและตราสารหนี้ต่างก็เป็นเครื่องมือสำคัญในการลงทุน แต่มีวัตถุประสงค์และลักษณะที่แตกต่างกันตราสารทุนเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการโอกาสเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว ขณะที่ตราสารหนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกระแสเงินสดค่อนข้างสม่ำเสมอ
ไม่ว่าจะเลือกลงทุนในตราสารทุนหรือ ตราสารหนี้ สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจลักษณะ ผลตอบแทน และความเสี่ยงให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินของตนเอง เพราะการลงทุนที่ดี ไม่ใช่การเลือกสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด แต่เป็นการเลือกการลงทุนที่เหมาะกับแต่ละช่วงของชีวิตของเรา