Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เปิดแผน “คนไทยยกกำลังสอง” ปั้นทุนมนุษย์รับ AI-ชิป-เวลเนส-เศรษฐกิจใหม่
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เปิดแผน “คนไทยยกกำลังสอง” ปั้นทุนมนุษย์รับ AI-ชิป-เวลเนส-เศรษฐกิจใหม่

22 ก.ค. 69
12:29 น.
แชร์

การก้าวขึ้นเป็นประเทศพัฒนาแล้วของสิงคโปร์ในช่วงเวลาเพียงราว 50 ปี เป็นตัวอย่างของประเทศขนาดเล็กที่มีทรัพยากรจำกัด แต่สามารถยกระดับศักยภาพของประเทศผ่านการลงทุนใน “ทุนมนุษย์” จนกลายเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจ สะท้อนว่าความได้เปรียบในโลกยุคใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่หรือทรัพยากรธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่คุณภาพของคน องค์ความรู้ และระบบนิเวศที่เปิดโอกาสให้คนพัฒนาศักยภาพได้เต็มที่

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์หลายด้านพร้อมกัน ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัย ความจำเป็นในการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ตลอดจนการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ซึ่งกำลังเปลี่ยนรูปแบบการผลิต การจ้างงาน และทักษะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ

ภายใต้บริบทดังกล่าว ความสามารถของไทยในการดึงดูดการลงทุน สร้างอุตสาหกรรมใหม่ และก้าวพ้น “กับดักรายได้ปานกลาง” ไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูง จะขึ้นอยู่กับความพร้อมของคนไทยในการรองรับเครื่องยนต์เศรษฐกิจแห่งอนาคต ทั้งอุตสาหกรรมเวลเนส เซมิคอนดักเตอร์ AI และ Physical AI ตลอดจนเทคโนโลยีควอนตัม เทคโนโลยีอวกาศ พลังงาน และงานวิจัยแนวหน้า

การพัฒนาคนจึงต้องดำเนินควบคู่กับการสร้างระบบสนับสนุนที่เหมาะสม เพราะหากบุคลากรสามารถเข้าถึงเครื่องมือ ห้องปฏิบัติการ องค์ความรู้ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น คนเพียงคนเดียวก็อาจสร้างนวัตกรรมที่ต่อยอดเป็นธุรกิจใหม่ หรือพัฒนาเป็นแนวทางแก้ปัญหาให้แก่สังคมได้

รัฐบาลจึงเสนอแนวคิด “คนไทยยกกำลังสอง” หรือ Thailand² เพื่อยกระดับศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัยอย่างเป็นระบบ ผ่านการผนึกกำลังของ 5 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

แนวคิดดังกล่าวมุ่งสร้างผลลัพธ์แบบทวีคูณจากการพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อให้คนไทยกลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายของโลกยุคดิจิทัล

สำหรับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้วางแนวทางขับเคลื่อนไว้ 8 ด้าน ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมเวลเนส เซมิคอนดักเตอร์ AI และ AI ที่เชื่อมโยงกับเครื่องจักรหรืองานทางกายภาพ ไปจนถึงงานวิจัยแนวหน้า เทคโนโลยีเพื่อเศรษฐกิจและความมั่นคง นวัตกรรมทางสังคมและการต่อต้านการทุจริต รวมถึงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์บ่มเพาะบุคลากร องค์ความรู้ และธุรกิจใหม่

เป้าหมายสำคัญคือการเชื่อมโยงการผลิตบุคลากร งานวิจัย การลงทุน และการดูแลประชาชนตลอดช่วงชีวิตให้เป็นยุทธศาสตร์เดียวกัน เพื่อให้การพัฒนาคนตอบโจทย์ทั้งความต้องการของเศรษฐกิจและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

เชื่อมมหาวิทยาลัย-สตาร์ทอัพ สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม

หนึ่งในภารกิจหลักคือการเชื่อมองค์ประกอบด้านนวัตกรรมที่กระจายอยู่ทั่วประเทศให้ทำงานร่วมกัน ตั้งแต่ผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ อุทยานวิทยาศาสตร์หรือ Science Park ย่านนวัตกรรม มหาวิทยาลัย ห้องปฏิบัติการ หน่วยงานให้ทุน และพื้นที่การเรียนรู้ต่าง ๆ

ศ.ดร.ยศชนันมองว่า ความสำเร็จของนักวิจัยหรือผู้ประกอบการไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถเฉพาะบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับระบบนิเวศรอบตัวด้วย หากคนที่มีศักยภาพอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเครื่องมือ บุคลากร เงินทุน และกฎระเบียบที่เอื้อต่อการพัฒนา ก็จะมีโอกาสนำความคิดไปต่อยอดได้รวดเร็วกว่าการทำงานเพียงลำพัง

ปัจจุบันประเทศไทยมีย่านนวัตกรรมหลายรูปแบบ เช่น ย่านนวัตกรรมอาหารบริเวณอารีย์ ย่านนวัตกรรมการแพทย์และเวลเนสบริเวณสวนดอก รวมถึงพื้นที่นวัตกรรมในขอนแก่นและสงขลา รัฐบาลต้องการเชื่อมพื้นที่เหล่านี้กับอุทยานวิทยาศาสตร์ Innovation Park ศูนย์การเรียนรู้ เช่น TK Park ตลอดจนพื้นที่ทดลองกฎระเบียบหรือ Regulatory Sandbox

เป้าหมายคือทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบนวัตกรรมได้ไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดของประเทศ เด็กหรือเยาวชนในหมู่บ้านที่มีแนวคิดใหม่จะสามารถรวมทีมกับเพื่อน เข้าถึงเครื่องมือในอุทยานวิทยาศาสตร์ ขอคำปรึกษาจากนักวิจัย และเชื่อมต่อกับแหล่งทุนได้ โดย “Startup Thailand League” จะเป็นหนึ่งในกลไกเชื่อมเยาวชนและผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบดังกล่าว

ขณะเดียวกัน สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) จะขยายบทบาทจากการเป็นหน่วยงานให้ทุนเพียงอย่างเดียว ไปสู่การร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพและบริษัทขนาดเล็กมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจที่มีศักยภาพสามารถเติบโตจากระยะเริ่มต้นไปสู่การขยายกิจการหรือ Scale-up ได้

มหาวิทยาลัยเองจะต้องปรับรูปแบบธุรกิจจากการพึ่งพารายได้ค่าเล่าเรียนเป็นหลัก ไปสู่การสร้างรายได้จากองค์ความรู้ นวัตกรรม งานวิจัย และทรัพย์สินทางปัญญา โดยเชื่อมผลงานของอาจารย์และนักศึกษากับภาคเอกชน หากมหาวิทยาลัยสามารถนำองค์ความรู้ไปใช้เชิงพาณิชย์และสร้างรายได้จากนวัตกรรม รายได้ดังกล่าวก็อาจกลับมาช่วยลดภาระค่าเล่าเรียนหรือสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาของนักศึกษาได้

รัฐบาลได้ผลักดันการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งและหน่วยงานให้คำปรึกษาของมหาวิทยาลัย เพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถร่วมลงทุนกับภาคเอกชนภายใต้กฎระเบียบที่คล่องตัวขึ้น พร้อมเชื่อมงบประมาณของรัฐ งบรายได้ของมหาวิทยาลัย และเงินลงทุนจากภาคธุรกิจเข้าด้วยกัน

อีกด้านหนึ่งคือการปรับระบบทรัพย์สินทางปัญญา โดยกระทรวง อว. ทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในโครงการ IP Fast Track ตั้งเป้าลดระยะเวลาพิจารณาทรัพย์สินทางปัญญาเหลือประมาณ 1-1.5 ปี จากเดิมที่การยื่นคำขอจำนวนมากต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบโดยตรงและใช้เวลาค่อนข้างนาน

แนวทางใหม่เปิดให้มหาวิทยาลัยจัดตั้งศูนย์ที่ผ่านการรับรอง เพื่อช่วยตรวจสอบและแนะนำสตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี นักศึกษา และอาจารย์ในการยื่นจดสิทธิบัตร เมื่อผลงานผ่านกระบวนการกลั่นกรองจากศูนย์ที่กระทรวงพาณิชย์ให้ความไว้วางใจแล้ว ก็จะช่วยให้การพิจารณาดำเนินไปได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

รัฐบาลยังผลักดันแนวคิด IP Finance เพื่อทำให้ทรัพย์สินทางปัญญามีบทบาทเชื่อมโยงกับเงินทุนและการลงทุน โดยมองว่าองค์ความรู้ที่ได้รับการจดทะเบียนสามารถเป็นสินทรัพย์รูปแบบหนึ่ง ไม่ต่างจากทรัพย์สินที่มีมูลค่า และสามารถนำไปต่อยอดให้บริษัทหรือภาคอุตสาหกรรมลงทุนได้

นอกจากมหาวิทยาลัยเดิม ศ.ดร.ยศชนันยังกล่าวถึง “น่านแซนด์บ็อกซ์” และการจัดตั้งมหาวิทยาลัยน่าน เพื่อสร้างบุคลากรและองค์ความรู้ด้านสมุนไพร ยาใหม่ สิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์ป่าน่าน แนวทางนี้พยายามเชื่อมการอนุรักษ์ทรัพยากรกับการสร้างห่วงโซ่มูลค่า ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและองค์ความรู้ในพื้นที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมกระจายประโยชน์ไปยังกลุ่มเปราะบางในชุมชน

เร่งงานวิจัยออกจากห้องทดลอง สู่ธุรกิจและเศรษฐกิจชุมชน

รัฐบาลได้ปลดล็อกข้อจำกัดด้านการจัดซื้อจัดจ้างสำหรับหน่วยงานวิจัยเพิ่มเติม จากเดิมที่มหาวิทยาลัยได้รับการผ่อนคลายกฎบางส่วนแล้ว แต่หน่วยงานวิจัยยังเผชิญข้อจำกัดที่ทำให้การดำเนินโครงการไม่คล่องตัว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีเป้าหมายให้หน่วยงานวิจัยสามารถพัฒนานวัตกรรมและทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นได้รวดเร็วขึ้น

อีกส่วนหนึ่งคือการทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับมาตรฐาน เพื่อผลักดันมาตรฐานสำหรับนวัตกรรมที่ยังไม่อยู่ภายใต้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยมีการดำเนินการแล้ว 10 ฉบับ กลไกนี้จะช่วยให้นวัตกรรมใหม่มีหลักเกณฑ์รองรับ และเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดหรือถูกนำไปจัดซื้อจัดจ้างโดยหน่วยงานต่าง ๆ

รัฐบาลยังจัดตั้งสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ หรือ รวพ. เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกเร่งด่วนสำหรับปัญหาหรือโอกาสที่ไม่สามารถรอกระบวนการให้ทุนตามปกติได้ เช่น อุทกภัย ปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก หรือการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่ต้องอาศัยความรวดเร็ว

รูปแบบการดำเนินงานจะเริ่มจากโจทย์ในพื้นที่ ก่อนนำงานวิจัยแนวหน้าเข้ามาช่วยแก้ปัญหา และเชื่อมต่อกับภาคเอกชนเพื่อเร่งให้นวัตกรรมถูกนำไปใช้จริงหรือพัฒนาไปสู่การแข่งขันในตลาดโลก โดยมีหน่วยงานกลางทำหน้าที่ประสานการทำงานระหว่างพื้นที่ นักวิจัย และแหล่งทุน

กลไกเงินทุนจะใช้รูปแบบสมทบตามระดับความเสี่ยงของโครงการ ตั้งแต่ภาครัฐลงทุน 10% และภาคเอกชน 90% ไปจนถึงสัดส่วน 50:50 หรือภาครัฐลงทุน 90% และเอกชน 10% ในกรณีที่เทคโนโลยียังมีความเสี่ยงสูง รัฐบาลจะเข้าไปรับความเสี่ยงมากขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจ ส่วนโครงการที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า ภาคเอกชนจะเป็นผู้ลงทุนในสัดส่วนที่สูงขึ้น

แนวคิดดังกล่าวเชื่อมโยงกับกองทุน Innovation Valley ซึ่งรัฐบาลอยู่ระหว่างหารือกับสภาอุตสาหกรรมและ BOI เพื่อปรับกลไกให้สามารถระดมเงินเป็นกองทุนย่อยตามอุตสาหกรรมหรือเทคโนโลยีได้ โดยรัฐบาลอาจเติมเงินเพียงบางส่วนเพื่อสร้างความมั่นใจ ก่อนดึงเงินจากภาคเอกชนเข้าสู่สตาร์ทอัพและบริษัทที่กำลังขยายกิจการ

Open Sci Connect เป็นอีกแพลตฟอร์มที่ถูกพัฒนาขึ้นในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยใช้ AI ช่วยเชื่อมประชาชนกับนักวิจัย หากชุมชนในเชียงราย ร้อยเอ็ด หรือพื้นที่อื่นต้องการผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแก้ปัญหา ก็สามารถค้นหานักวิจัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงทราบว่าควรติดต่อผ่านกลไกใด

ในภาคเกษตร มีการนำงานวิจัยที่พัฒนาไว้แล้วมาจับคู่กับหน่วยงานเจ้าภาพ ตัวอย่างเช่น แอปพลิเคชัน Dragonfly สำหรับเกษตรแม่นยำ แอปพลิเคชันตรวจสอบสถานการณ์แล้งของ GISTDA ที่ทำงานร่วมกับกรมชลประทาน และต้นแบบปุ๋ยเคมีสั่งตัดที่ถูกนำไปทดลองในจังหวัดอุดรธานี หากโครงการนำร่องประสบผลสำเร็จ กระทรวงหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบจะรับช่วงไปขยายผล

ในภาคอุตสาหกรรม มีการพัฒนารถไฟโดยมหาวิทยาลัยในขอนแก่นและสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อรองรับความต้องการประมาณ 2,000 โบกี้ใน 20 ปี โดยระบุว่าสามารถลดต้นทุนได้ประมาณ 30-40% และใช้ห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศราวครึ่งหนึ่ง

การผลิตรถไฟไม่ได้สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการด้านระบบรางเพียงกลุ่มเดียว แต่ยังเชื่อมอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ โลหะ ยาง เฟอร์นิเจอร์ เบาะนั่ง และชิ้นส่วนภายในเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดิมมีโอกาสปรับตัวเข้าสู่ตลาดใหม่

รัฐบาลยังต้องการเปลี่ยนงานแสดงผลงานวิจัยจากพื้นที่จัดนิทรรศการ ไปสู่แพลตฟอร์มเชื่อมผู้ประกอบการ นักลงทุน นักวิจัย และประชาชน โดยงาน SITE 2026 มียอดขายประมาณ 200 ล้านบาท เกิดการร่วมทุนประมาณ 800 ล้านบาท และมีผู้ร่วมงานมากกว่า 40,000 คน ส่วน Thailand Research Expo ก็จะถูกใช้เป็นพื้นที่เชื่อมผลงานวิจัยกับผู้ที่สามารถนำไปใช้หรือร่วมลงทุน

ในระดับชุมชน รัฐบาลได้เริ่มแผนแก้จนทั่วประเทศที่จังหวัดร้อยเอ็ด โดยให้มหาวิทยาลัยช่วยค้นหาครัวเรือนที่ยังตกหล่นจากระบบ เนื่องจากอาจารย์และบุคลากรในพื้นที่มีความใกล้ชิดกับชุมชน จากนั้นจึงตรวจสอบข้อมูลร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานท้องถิ่น พร้อมช่วยประชาชนจัดทำเอกสารเพื่อเข้าสู่ระบบสวัสดิการ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมองว่าสวัสดิการเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จึงนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้ยกระดับทักษะและสร้างอาชีพร่วมกับภาคเอกชน โดยบางพื้นที่สามารถเพิ่มรายได้ประมาณ 3,000 บาทต่อครัวเรือน

องค์ความรู้จากโครงการแก้จนซึ่งดำเนินมาต่อเนื่องเป็นเวลา 8 ปี จะถูกจัดทำเป็นโมเดลที่ชัดเจน เพื่อให้พื้นที่ที่มีบริบทใกล้เคียงกันสามารถนำไปใช้ได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นทดลองใหม่ทั้งหมด จากกระบวนการที่เคยใช้เวลาหลายปี พื้นที่ใหม่อาจสามารถประยุกต์ใช้โมเดลได้ภายในประมาณ 5-6 เดือน

รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับ Local Enterprise หรือธุรกิจท้องถิ่น โดยมองว่าเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแรงจะช่วยรักษาเงินให้หมุนเวียนอยู่ภายในพื้นที่ ลดการรั่วไหลของรายได้ และช่วยให้ประชาชนรับมือกับความผันผวนจากเศรษฐกิจภายนอกได้ดีขึ้น จึงมีการนำเทคโนโลยีเข้าไปยกระดับทักษะ วิเคราะห์การไหลของเงิน และช่วยค้นหาตลาดที่เหมาะสม รวมถึงพัฒนาโครงการ Futurium ซึ่งเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

อีกด้านหนึ่งคือ Science Diplomacy หรือการทูตวิทยาศาสตร์ โดยกระทรวง อว. ทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและเครือข่ายสถานทูต เพื่อวิเคราะห์ว่าประเทศไทยต้องการกำลังคนและเทคโนโลยีประเภทใด ต้องใช้ภายในช่วงเวลาเท่าใด และประเทศใดมีความเชี่ยวชาญที่สามารถเข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่างได้

หากประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีหรือผลิตบุคลากรได้ทัน ก็จะเลือกสร้างความร่วมมือกับประเทศที่มีจุดแข็งเฉพาะด้าน รวมถึงพิจารณาส่งบุคลากรไทยไปใช้ห้องปฏิบัติการหรือเครื่องมือวิจัยที่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เฉพาะประเทศขนาดใหญ่หรือประเทศที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด

ปั้นกำลังคนรับเวลเนส-ชิป-อวกาศ เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

เศรษฐกิจเวลเนสถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ โดยเชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรมูลค่าสูง สมุนไพร การแพทย์ บุคลากรสุขภาพ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ไปจนถึงธุรกิจบริการ แต่การขยายตัวของอุตสาหกรรมดังกล่าวจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนแพทย์และพยาบาลให้เหมาะสมกับความต้องการ

ศ.ดร.ยศชนันระบุว่า ปัจจุบันสัดส่วนแพทย์อยู่ที่ประมาณ 1 คนต่อประชากร 800 คน ขณะที่กรอบที่ได้รับอนุมัติมีเป้าหมายลดลงเหลือ 1 คนต่อประชากร 650 คน ผ่านการผลิตแพทย์เพิ่มมากกว่า 20,000 คนภายใน 10 ปี

การเพิ่มบุคลากรจะดำเนินควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ศูนย์การแพทย์อันดามันและโครงการด้านการแพทย์ในนครพนม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสัดส่วนบุคลากรทางการแพทย์ต่อประชากรค่อนข้างต่ำ และต้องการส่งเสริมอุตสาหกรรมเวลเนสเพิ่มเติม

โครงการ Spear H จะทำหน้าที่เป็นศูนย์บ่มเพาะนวัตกรรมการแพทย์ โดยนำโรงพยาบาล ภาครัฐ ภาคเอกชน และสตาร์ทอัพเข้ามาร่วมกำหนดโจทย์ เปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์นำผลงานไปทดลองในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับการใช้งานจริง

รัฐบาลยังกล่าวถึงการพัฒนา Cell and Gene Therapy แพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่สนับสนุนกระทรวงสาธารณสุข มาตรฐานห้องทดลองด้านนิวเคลียร์เพื่อรองรับเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กหรือ SMR ตลอดจนการผลักดันกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีใหม่

ด้านเซมิคอนดักเตอร์ รัฐบาลยอมรับว่าไทยเผชิญข้อจำกัดเรื่องจำนวนบุคลากรเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง จึงผลักดันโครงการ “สยามซิลิกา” เพื่อเร่งผลิตกำลังคนและงานวิจัยให้ตรงกับความต้องการของนักลงทุนและแผนส่งเสริมการลงทุนของ BOI

สาขาที่ไทยมุ่งเน้นประกอบด้วย Photonics Chip, Power IC และ Advanced Packaging หรือการเชื่อมและบรรจุระบบอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยรัฐบาลมองว่าประเทศไทยมีพื้นฐานบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และ Deep Tech อยู่แล้ว แต่ต้องเร่งเชื่อมความรู้พื้นฐานเข้ากับการฝึกอบรม การวิจัยและพัฒนา และความต้องการของอุตสาหกรรมภายในเวลาที่จำกัด

โครงการสยามซิลิกาจะถูกใช้เป็นข้อเสนอประกอบการดึงดูดนักลงทุน เพื่อยืนยันว่าไทยสามารถผลิตและฝึกอบรมบุคลากรให้ทันกับกรอบเวลาของการลงทุน พร้อมสร้างความร่วมมือกับประเทศที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

ในระดับภูมิภาค ไทยได้เสนอแนวคิด ASEAN Chips Act ในเวทีรัฐมนตรีวิทยาศาสตร์อาเซียน โดยมองว่าประเทศสมาชิกไม่ควรแข่งขันกันเพียงเพื่อดึงฐานการผลิต แต่ควรแบ่งบทบาทและเชื่อมต่อกันเป็นห่วงโซ่มูลค่าเซมิคอนดักเตอร์ของอาเซียน

นอกจากชิปแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับ AI และ Physical AI ซึ่งหมายถึงการนำ AI ไปทำงานร่วมกับเครื่องจักร เครื่องกล หุ่นยนต์ และอุปกรณ์ในโลกกายภาพ รวมถึงงานวิจัยแนวหน้า เช่น ควอนตัมและเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งถูกมองว่ามีความสำคัญต่อทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคง

แพลตฟอร์ม ThaiWater.net จะนำข้อมูลจากระบบโทรมาตรและข้อมูลดาวเทียมของ GISTDA มาช่วยคาดการณ์และสื่อสารสถานการณ์น้ำ ขณะที่มหาวิทยาลัยเครือข่ายจะช่วยถ่ายทอดวิธีใช้ข้อมูลให้ประชาชน เพื่อให้สามารถนำไปประกอบการวางแผนชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้

สำหรับเทคโนโลยีอวกาศ รัฐบาลมองว่าดาวเทียมไม่ได้มีบทบาทเพียงด้านการสื่อสารหรือการส่งจรวด แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถของประเทศในการมองเห็นและควบคุมข้อมูลของตนเอง ดาวเทียมวงโคจรต่ำให้ข้อมูลที่มีความละเอียดสูง ขณะที่ดาวเทียมวงโคจรสูงสามารถครอบคลุมพื้นที่กว้าง จึงจำเป็นต้องพัฒนาและใช้ประโยชน์จากทั้งสองรูปแบบ

ในด้านความมั่นคง มีการทำงานร่วมกับกองทัพไทยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีแบบ Dual Use หรือเทคโนโลยีที่ใช้ได้ทั้งในภาคพลเรือนและความมั่นคง พร้อมจัดให้มีหน่วยงานให้ทุนที่เชื่อมโยงกับกองทัพ เพื่อเพิ่มความสามารถของประเทศในการพัฒนาอุปกรณ์ที่จำเป็นด้วยตนเอง

รัฐบาลยังเชื่อมวิทยาศาสตร์กับเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy โดยต้องการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจากสิ่งที่ถูกเผาหรือทิ้ง ให้กลายเป็นวัตถุดิบที่สร้างรายได้และเชื่อมต่อกับภาคอุตสาหกรรม พร้อมยกโครงการของมิตรผลเป็นตัวอย่างสำหรับการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังภาคส่วนอื่น

พลิกมหาวิทยาลัยสู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต

ภายใต้แนวทางใหม่ บทบาทของมหาวิทยาลัยจะไม่จำกัดอยู่เพียงการจัดการศึกษาระดับปริญญาให้คนอายุ 18-25 ปี แต่ต้องเปิดพื้นที่การเรียนรู้ให้ประชาชนทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเข้ามาเรียนเพียงหนึ่งวัน เข้าอบรมหลักสูตรระยะสั้น ใช้ห้องปฏิบัติการ หรือเข้าถึงองค์ความรู้เฉพาะด้าน โดยไม่จำเป็นต้องสมัครเรียนหลักสูตรเต็มรูปแบบ

มหาวิทยาลัยจึงต้องเปลี่ยนจากสถาบันที่ทำหน้าที่มอบปริญญา ไปสู่ศูนย์บ่มเพาะบุคลากร ผู้ประกอบการ งานวิจัย และนวัตกรรม พร้อมเปิดให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงเครื่องมือ ห้องปฏิบัติการ และโครงสร้างพื้นฐานที่ภาครัฐลงทุนไว้ได้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องการปรับระบบรับเข้าศึกษาให้มีความเท่าเทียมมากขึ้น โดยวางกรอบการใช้แฟ้มสะสมผลงานหรือ Portfolio ในภาพรวมไว้ประมาณ 30% แม้บางหลักสูตรอาจกำหนดสัดส่วนสูงกว่านี้ได้ตามความเหมาะสม

โครงการ TCASFolio จะทำหน้าที่เป็นระบบกลางสำหรับนักเรียนที่ไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการจัดทำแฟ้มสะสมผลงานที่มีต้นทุนสูง เพื่อให้ผู้สมัครสามารถนำเสนอผลงานภายใต้มาตรฐานที่ใกล้เคียงกัน และลดความได้เปรียบเสียเปรียบจากฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว

รัฐบาลยังอุดหนุนงบประมาณผ่านระบบ TCAS จำนวนกว่า 147.2 ล้านบาท ทำให้เยาวชนกว่า 900,000 คนได้รับสิทธิสอบ TGAT/TPAT โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ช่วยลดภาระทางการเงินของผู้สมัครและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกสอบตามความถนัดและความสนใจได้มากขึ้น

ส่วนโครงการ Skillbridge จะเชื่อมโยงหลักสูตรการศึกษา การพัฒนาทักษะ และความต้องการกำลังคนของประเทศเข้ากับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI หน่วยงานด้านนโยบายวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ตลอดจนภาคธุรกิจ เพื่อให้การผลิตบุคลากรสอดคล้องกับทิศทางการลงทุน และลดปัญหานักลงทุนเข้ามาดำเนินธุรกิจแล้วไม่สามารถหาบุคลากรที่มีทักษะตรงตามความต้องการได้

รัฐบาลยังเตรียมผลักดันหลักสูตรการศึกษารูปแบบใหม่ รวมถึงพื้นที่ทดลองหลักสูตรหรือแซนด์บ็อกซ์ด้านองค์ความรู้ เพื่อเปิดทางให้มหาวิทยาลัยพัฒนาหลักสูตรที่ตอบสนองต่อเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องยึดติดกับรูปแบบการเรียนการสอนแบบเดิมทั้งหมด

ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการเดินหน้ามาตรการ “คืนเวลาให้ครู” ด้วยการยกเลิกโครงการที่ไม่จำเป็นและซ้ำซ้อน พร้อมลดตัวชี้วัดหรือ KPIs ลง 71.52% ครอบคลุมโรงเรียนกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ครูกลับไปใช้เวลากับการสอน การดูแลนักเรียน และการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ได้มากขึ้น

มาตรการดังกล่าวยังครอบคลุมการปรับสถานะครูอัตราจ้าง การพัฒนาคุณภาพหนังสือเรียน และการจัดสวัสดิการรักษาพยาบาลให้ครูเอกชน ซึ่งบางส่วนได้เริ่มดำเนินการแล้ว

อีกกลไกสำคัญคือร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งรัฐบาลคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม โดยมุ่งเชื่อมโยงระบบการศึกษาและเปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ไม่ให้การกำหนดนโยบายการศึกษาเป็นหน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว

รัฐบาลยังเดินหน้าโครงการ Zero Dropout PLUS ซึ่งตั้งเป้านำเด็กกว่า 500,000 คนที่หลุดออกจากระบบกลับเข้าสู่การศึกษา ไม่ว่าจะเป็นห้องเรียนตามปกติ การศึกษารูปแบบอื่น หรือการฝึกอาชีพที่เหมาะสมกับแต่ละคน

ขณะเดียวกัน Education ID จะทำหน้าที่เป็นรหัสกลางสำหรับบันทึกและเชื่อมโยงประวัติการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลตลอดชีวิต ครอบคลุมทั้งการศึกษาในระบบ หลักสูตรระยะสั้น การฝึกอาชีพ และการพัฒนาทักษะเพื่อเปลี่ยนสายงาน ทำให้การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงชีวิตสามารถนำมาใช้ต่อยอดได้

รัฐบาลยังจัดสรรทุนเรียนต่อนานาชาติภายใต้โครงการ ODOS จำนวนกว่า 3,282 ทุน เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนเข้าถึงองค์ความรู้และประสบการณ์จากต่างประเทศ ก่อนนำความรู้กลับมาใช้พัฒนาประเทศ

สำหรับการผลิตกำลังคนเฉพาะทาง รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มบุคลากรให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยมีทั้งแผนผลิตแพทย์เพิ่ม 22,200 คน และบุคลากรทักษะสูงด้านเซมิคอนดักเตอร์กว่า 12,000 คน

นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับ Google มอบทุน Career Certificate ภายใต้เป้าหมายยกระดับทักษะแรงงานไทยกว่า 10 ล้านคน เพื่อเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานจากเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

ในช่วง 90 วันที่ผ่านมา ศ.ดร.ยศชนันระบุว่า การดำเนินงานแบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่ การเริ่มนโยบายใหม่และการสานต่องานเดิม โดยในส่วนของงานใหม่มีทั้งนโยบาย TCAS69 เท่าเทียม การนำ AI มาใช้ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของงานวิจัยระดับประเทศ ซึ่งช่วยลดงบประมาณภาครัฐได้กว่า 72 ล้านบาท และการผลักดันการปรับเงินเดือนเพื่อบรรเทาผลกระทบให้พนักงานมหาวิทยาลัยกว่า 67,000 คน

อีกหนึ่งผลงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคือการส่งมอบอุปกรณ์อวกาศฝีมือคนไทย “CE-7 MATCH” เพื่อเตรียมขึ้นสู่วงโคจรรอบดวงจันทร์ สะท้อนแนวทางการใช้การวิจัย เทคโนโลยี และบุคลากรไทยสนับสนุนภารกิจอวกาศในระดับนานาชาติ

วางระบบ Lifelong Support ดูแลคนไทยตั้งแต่ในครรภ์ถึงวัยสูงอายุ

แผนปฏิบัติการ “Lifelong Support” วางกรอบการดูแลประชาชนแบบครบวงจรตลอดช่วงชีวิต โดยมองว่าการดูแลประชาชนไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการสงเคราะห์ แต่ต้องเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมนุษย์ เพื่อเพิ่มทั้งคุณภาพชีวิต ศักยภาพในการทำงาน และความมั่นคงในระยะยาว

นโยบายเริ่มจากช่วงวัยเริ่มต้นชีวิต อายุ 0-6 ปี ซึ่งเป็นระยะสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก โดยใช้กรอบการดูแลตั้งแต่ “2,500 วันแรก” ครอบคลุมตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงวัยปฐมวัย กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะร่วมกันดูแลสุขภาพ พัฒนาการ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต

รัฐบาลมีแนวทางปรับระบบศูนย์เด็กปฐมวัยใหม่ โดยขยายบริการให้รองรับเด็กที่มีอายุน้อยลง และปรับเวลาทำการให้สอดคล้องกับเวลาเข้างานและวิถีชีวิตของพ่อแม่ผู้ปกครอง เพื่อช่วยลดภาระของครอบครัววัยทำงาน ขณะที่เด็กยังได้รับการดูแลภายใต้ระบบที่เหมาะสม

ส่วนเบี้ยเด็กเล็กเดือนละ 600 บาท ซึ่งผ่านความเห็นชอบในขั้นหนึ่งแล้วและอยู่ระหว่างรอเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี จะมีการปรับระบบหลังบ้านเพื่อเร่งรัดการจ่ายเงินให้ถึงมือครอบครัวภายใน 30-45 วัน เป้าหมายคือการลดปัญหาเด็กตกหล่นและทำให้รัฐสามารถดูแลเด็กในพื้นที่ห่างไกลได้ทั่วถึงมากขึ้น

ด้านสุขภาพ มีทั้งการพัฒนาวัคซีน แพลตฟอร์มดิจิทัลเฮลท์ และบริการเทเลเมดิซีนสำหรับแม่และเด็ก ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองเด็กให้เข้มแข็งขึ้น โดยร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กถูกส่งเข้าสู่คณะรัฐมนตรีแล้ว ส่วนกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวยังอยู่ระหว่างรอเสนอ

สำหรับปัญหาฝุ่น PM2.5 มหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำนวัตกรรมห้องปลอดฝุ่นไปติดตั้งในศูนย์ดูแลเด็กในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมเตรียมขยายผลไปยังจังหวัดอื่น เพื่อรองรับสถานการณ์ฝุ่นในรอบต่อไป

เมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 7-18 ปี นโยบายจะมุ่งยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดภาระงานครู ป้องกันเด็กหลุดจากระบบ และเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ตามความสนใจ ผ่านมาตรการคืนเวลาให้ครู โครงการ Zero Dropout PLUS ทุน ODOS และการพัฒนาระบบการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

ช่วงอายุ 19-25 ปี จะเชื่อมโยงกับการปรับมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์บ่มเพาะบุคลากรและผู้ประกอบการ พร้อมเตรียมผู้เรียนเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยใช้ TCASFolio การสนับสนุนค่าสอบ TGAT/TPAT ระบบ Skillbridge และหลักสูตรรูปแบบใหม่เป็นกลไกลดความเหลื่อมล้ำและเชื่อมการศึกษากับความต้องการกำลังคน

ส่วนช่วงอายุประมาณ 26-35 ปี ซึ่งเป็นวัยเริ่มสร้างตัว รัฐบาลต้องการส่งเสริมให้ประชาชนมีงานที่มั่นคง สามารถพัฒนาทักษะเพิ่มเติม และต่อยอดไปสู่ตลาดแรงงานต่างประเทศได้ โดยมีการจัดหางานให้ประชาชนแล้วกว่า 40,051 คน พร้อมเดินหน้าจัดหางานในต่างประเทศเชิงรุก เพื่อให้แรงงานไทยได้รับค่าจ้างและเงื่อนไขการทำงานที่เหมาะสม

กระทรวงแรงงานยังอยู่ระหว่างเชื่อมระบบรับเรื่องร้องเรียนเข้ากับ Traffy Fondue เพื่อรองรับแรงงานไทยในต่างประเทศ พร้อมดำเนินมาตรการส่งเสริมสถานที่ทำงานปลอดภัย แนวคิด Good Job Economy และการยกระดับสวัสดิการผู้ประกันตนด้านทันตกรรม

สิทธิทันตกรรมรูปแบบใหม่ครอบคลุมบริการ 12 รายการโดยไม่ต้องสำรองจ่าย ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและทำให้ผู้ประกันตนเข้าถึงบริการได้สะดวกขึ้น

ด้านการพัฒนาทักษะ แพลตฟอร์ม Upskill-Reskill ของ Thailand Workforce จะเชื่อมการทำงานของกระทรวงแรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ BOI เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงหลักสูตรพัฒนาทักษะผ่านระบบเดียวกัน และช่วยให้การฝึกอบรมสอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจมากขึ้น

รัฐบาลยังกล่าวถึงการผลักดันกฎหมายสำหรับแรงงานใน Gig Economy หรือแรงงานแพลตฟอร์ม เช่น คนขับรถและผู้ให้บริการจัดส่งอาหาร เพื่อให้แรงงานกลุ่มนี้เข้าถึงสิทธิและสวัสดิการได้มากขึ้น

นโยบายด้านแรงงานจะดำเนินควบคู่กับโครงการเคหะเพื่อคนไทย ภายใต้แนวคิดว่าปัญหาความยากจนไม่ได้มีเพียงมิติด้านรายได้ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงที่อยู่อาศัย สุขภาพ การศึกษา และบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ

สำหรับช่วงอายุ 36-45 ปี รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขยายศักยภาพในการทำงานและเสริมความมั่นคงให้ครอบครัว โดยเฉพาะครัวเรือนเกษตร เป้าหมายคือการยกระดับเกษตรกรจากผู้ผลิตสินค้าเกษตรไปสู่การเป็น “ผู้ประกอบการเทคโนโลยี” ที่สามารถนำข้อมูลและนวัตกรรมมาใช้บริหารการผลิตได้

แนวทางดังกล่าวครอบคลุมการใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำตามผลวิเคราะห์ดิน การใช้เทคโนโลยีช่วยคาดการณ์ความเปลี่ยนแปลง การพัฒนาข้าวคาร์บอนต่ำ การรวมฐานข้อมูลเกษตรแห่งชาติ และการส่งเสริม Smart Farmer

รัฐบาลยังผลักดันพื้นที่เกษตรปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP และพื้นที่เกษตรอินทรีย์รวมกว่า 2.62 ล้านไร่ พร้อมสนับสนุนการใช้แอปพลิเคชันและข้อมูลดาวเทียมในการบริหารจัดการแปลงเกษตร เพื่อช่วยให้เกษตรกรวางแผนการผลิตและใช้ทรัพยากรได้เหมาะสมขึ้น

อีกเป้าหมายหนึ่งคือทำให้เยาวชนมองเห็นโอกาสในอาชีพเกษตรกร ผ่านการพัฒนาตลาด Local Enterprise การจัดหาตลาดรองรับผลผลิต การคืนที่ดิน ส.ป.ก. และการแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรควบคู่กันไป

สำหรับช่วงอายุ 46-60 ปี นโยบายจะเน้นการสร้างความมั่นคงและการเข้าถึงสวัสดิการ ตั้งแต่บำนาญชราภาพสูตร CARE การปรับเกณฑ์การบำบัดทดแทนไตเพื่อลดระยะเวลารอคอยและเพิ่มการเข้าถึงบริการ ไปจนถึงการรับรองทักษะที่เกิดจากประสบการณ์ทำงาน

สำหรับผู้ที่เรียนไม่จบหรือสำเร็จการศึกษาไม่ตรงกับงานที่ทำ รัฐบาลต้องการใช้ระบบรับรองมาตรฐานวิชาชีพและการเทียบประสบการณ์กับวุฒิการศึกษา เพื่อให้ทักษะจากการทำงานได้รับการยอมรับ และสามารถนำไปใช้ประกอบการพิจารณารายได้หรือความก้าวหน้าในอาชีพ พร้อมสร้างความร่วมมือกับเกาหลีเพื่อเชื่อมโยงแรงงานและมาตรฐานทักษะระหว่างประเทศ

มาตรฐานวิชาชีพจะต้องปรับให้ทันกับเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ เช่น การพัฒนาช่างยนต์ไปสู่ EV Technician การยกระดับเกษตรกรเป็น Smart Farmer การเพิ่มทักษะด้านระบบหุ่นยนต์ให้พนักงานโรงงาน และการพัฒนาช่างไฟฟ้าให้สามารถทำงานในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้

ส่วนผู้มีอายุเกิน 60 ปี รัฐบาลต้องการเปลี่ยนมุมมองจากการเป็นเพียงวัยเกษียณ ไปสู่การนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของคนรุ่นเก่ามาเชื่อมกับแนวคิดของคนรุ่นใหม่ ผ่านโมเดล Venture Builder ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุและคนวัยหนุ่มสาวร่วมกันพัฒนาสตาร์ทอัพหรือธุรกิจใหม่

มาตรการสำหรับผู้สูงอายุยังครอบคลุมการพัฒนาชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย การจัดตั้งศูนย์สร้างสุขระดับอำเภอ ระบบครอบครัวอุปการะ การส่งเสริมให้ภาคเอกชนจ้างงานผู้สูงอายุ การพัฒนาเคหะสำหรับวัยซีเนียร์ Senior Playground และแพลตฟอร์มดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร

รัฐบาลยังเตรียมพัฒนาเมืองต้นแบบ Senior Complex ที่อำเภอบางละมุง เพื่อสร้างพื้นที่อยู่อาศัยและระบบบริการที่รองรับผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ ขณะที่ Digital Healthcare Platform มีผู้ใช้งานแล้วกว่า 3.67 ล้านคน และอยู่ระหว่างการขยายการให้บริการต่อไป

สำหรับกลุ่มเปราะบางและคนพิการ รัฐบาลจะใช้ Social Map และ พม. CARE เป็นกลไกค้นหาและลงทะเบียนประชาชนเชิงรุก โดยข้อมูลจากระบบ Social Map ช่วยค้นหากลุ่มเปราะบางที่ตกหล่นกว่า 230,000 คน เพื่อให้เข้าถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและความช่วยเหลือที่เกี่ยวข้อง

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะเป็นหน่วยงานหลักในการลงพื้นที่และประสานความช่วยเหลือ ขณะที่รัฐบาลอยู่ระหว่างเตรียมพิจารณางบประมาณสำหรับเบี้ยคนพิการถ้วนหน้าในอัตราเดือนละ 1,000 บาท

รัฐบาลยังผลักดันหลัก Universal Design เพื่อให้ระบบขนส่งและสถานที่ต่าง ๆ รองรับคนพิการ ผู้สูงอายุ และนักท่องเที่ยว ตั้งแต่สนามบินไปจนถึงแหล่งท่องเที่ยว โดยลดความจำเป็นในการพึ่งพาผู้ช่วยระหว่างเดินทาง แนวคิดดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงนโยบายสำหรับคนพิการ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับสังคมสูงวัย

สำหรับการสานต่องานเดิมในช่วง 90 วัน แพลตฟอร์ม Traffy Fondue ได้รับและดำเนินการแก้ไขเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาเมืองแล้วกว่า 1.9 ล้านเรื่อง ขณะที่แพลตฟอร์มแก้จนแม่นยำ หรือ PPAP ใช้ข้อมูลระบุกลุ่มเป้าหมายและช่วยเหลือประชาชนกว่า 300,000 ครัวเรือน

ด้านเศรษฐกิจชุมชน การยกระดับ Local Enterprises สร้างรายได้หมุนเวียนเข้าสู่ชุมชนเกือบ 10,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ยังมีโครงการบริหารจัดการน้ำด้วย Big Data และโครงการรถไฟไทยทำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต

ตั้ง 7 คณะทำงาน เชื่อมทุนมนุษย์กับอุตสาหกรรมเป้าหมาย

การพัฒนาทุนมนุษย์ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ยังต้องเชื่อมโยงกับการสร้างรายได้ใหม่และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจึงวางยุทธศาสตร์เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ หรือ New Growth Engines ไว้ 4 ด้านดังที่ระบุไว้ด้านบน ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ เศรษฐกิจสุขภาพ อุตสาหกรรมอวกาศ และ AI

ยุทธศาสตร์ Semiconductor Thailand จะใช้แนวทาง ASEAN Chips Diplomacy เพื่อผลักดันให้ไทยมีบทบาทเป็นฐานการผลิตในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ระดับภูมิภาค ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 12,000 คน เพื่อรองรับการลงทุนและการขยายตัวของอุตสาหกรรม

ยุทธศาสตร์ Wellness Economy มีแผนสนับสนุนเงินลงทุนกว่า 12,000 ล้านบาทเข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมการแพทย์ เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาบุคลากร งานวิจัย เทคโนโลยีสุขภาพ และการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

ส่วนยุทธศาสตร์ Space Economy จะขับเคลื่อนผ่านความร่วมมือในภารกิจสำรวจดวงจันทร์กับจีนและสหรัฐอเมริกา รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและอุปกรณ์อวกาศภายในประเทศ เช่น อุปกรณ์ CE-7 MATCH

ยุทธศาสตร์ด้าน AI ตั้งเป้าสร้างความรู้และทักษะดิจิทัลให้คนไทย 20 ล้านคน พร้อมเปิดตัวดัชนีความพร้อม TARI เพื่อใช้ประเมินระดับความพร้อมและเป็นแนวทางยกระดับองค์กรทั่วประเทศให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงจาก AI ได้

เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาทุนมนุษย์เข้ากับยุทธศาสตร์เหล่านี้ รัฐบาลเตรียมขับเคลื่อนผ่าน “ว่าที่คณะอนุกรรมการการพัฒนาทุนมนุษย์ ด้านการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ.

ภายใต้กลไกดังกล่าวจะมีคณะทำงานเฉพาะทาง 7 กลุ่ม ครอบคลุมภาคเกษตร ยานยนต์แห่งอนาคต อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยา สุขภาพ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และระบบนิเวศสตาร์ทอัพ

คณะทำงานแต่ละกลุ่มจะมีผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์จากภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาวิเคราะห์ว่าประเทศต้องการกำลังคนประเภทใด จำนวนเท่าใด และต้องพัฒนาให้พร้อมภายในระยะเวลาใด เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมและทิศทางการลงทุน

รายชื่อผู้ที่เตรียมเข้ามามีส่วนร่วมประกอบด้วย ดร.ชิต เหล่าวัฒนา, จรีพร จารุกรสกุล, รศ.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ,คมกริช นาคะลักษณ์, แบ๊งค์ งามอรุณโชติ, สราวุฒิ อยู่วิทยา, บวรนันท์ ทองกัลยา, สุทธาภา อมรวิวัฒน์, เรืองโรจน์ พูนผล, อติชาญ เชิงชวโน, อิสระ ว่องกุศลกิจ, สาระ ล่ำซำ, ผยง ศรีวณิช และธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ

โครงสร้างดังกล่าวจะทำงานร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงจาก 5 กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทุนมนุษย์ ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานและกระทรวงต่าง ๆ และอาจจัดตั้งคณะทำงานด้านอื่นเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อให้การพัฒนาทุนมนุษย์ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจและสังคม

การดำเนินงานจะไม่ได้พึ่งพาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่จะนำศาสตร์ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มาช่วยวิเคราะห์ปัญหาและบริบทของประชาชน ก่อนเลือกใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เหมาะสมกับแต่ละโจทย์

รัฐบาลเตรียมนำความคืบหน้าด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ไปนำเสนอในการประชุมของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศในเดือนตุลาคม เพื่อแสดงแนวทางที่ไทยใช้เชื่อมโยงกำลังคนกับภาคเกษตร อุตสาหกรรมแห่งอนาคต สุขภาพ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสตาร์ทอัพ

ในระยะต่อไป รัฐบาลมีแนวคิดนำ Human Capital Superboard กลับมาใช้อีกครั้ง หลังพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่เกิดขึ้น เพื่อเชื่อมการพัฒนาทุนมนุษย์ด้านเศรษฐกิจกับการปฏิรูประบบการศึกษาให้เป็นทิศทางเดียวกัน

เป้าหมายสำคัญคือทำให้การผลิตบุคลากรไม่แยกออกจากการสร้างงาน การวิจัย การลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ แต่ทำงานเป็นกลไกเดียวกันตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่การดูแลเด็ก การสร้างโอกาสทางการศึกษา การเพิ่มทักษะแรงงาน ไปจนถึงการนำประสบการณ์ของผู้สูงอายุกลับมาใช้ประโยชน์ เพื่อยกระดับทั้งศักยภาพทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย

แชร์
เปิดแผน “คนไทยยกกำลังสอง” ปั้นทุนมนุษย์รับ AI-ชิป-เวลเนส-เศรษฐกิจใหม่