
รัฐบาลเตรียมทบทวนแนวทางพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ โดยลดการยึดติดกับชื่อและรูปแบบโครงการเดิม พร้อมหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการเติมเต็มจุดเชื่อมต่อที่ยังขาดช่วง หรือ Missing Links ทั้งระบบรางและถนน เพื่อให้โครงข่ายคมนาคมของประเทศเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
หนึ่งในโครงการเร่งด่วนคือการพัฒนาท่าเรือระนอง ควบคู่กับการเชื่อมต่อจังหวัดระนองและชุมพรด้วยระบบรางและถนน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการขนส่งสินค้าระหว่างฝั่งมหาสมุทรอินเดียกับอ่าวไทย
แม้แนวคิดหลักของแลนด์บริดจ์ยังคงอยู่ในรูปของการเชื่อมท่าเรือน้ำลึกสองฝั่งทะเล แต่รายละเอียดเกี่ยวกับพื้นที่ ระบบขนส่ง รูปแบบการลงทุน และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจะต้องได้รับการศึกษาใหม่ก่อนกำหนดเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องการเชื่อมโครงข่ายภายในประเทศเข้ากับเส้นทางการค้าระดับภูมิภาค ตั้งแต่จีน สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ตลอดจนเส้นทางระหว่างไทย เมียนมา และกลุ่มประเทศ BIMSTEC ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเส้นทางเดินเรือโลกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งยิ่งสะท้อนความจำเป็นของระบบคมนาคมที่เชื่อมโยงทั้งทางถนน ทางราง ทางทะเล และทางอากาศ เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้แก่ห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนแนวทางการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ ควบคู่กับการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถดำเนินการได้ทันที
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับถ้อยแถลงของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ซึ่งระบุว่า โครงการภายใต้ชื่อ “แลนด์บริดจ์” คงจะไม่มีแล้ว โดยรัฐบาลจะทบทวนรายละเอียดและแนวทางดำเนินงานใหม่ รวมถึงพิจารณาชื่อโครงการและกรอบกฎหมายที่เหมาะสม เพื่อสร้างความชัดเจนและลดความกังวลของฝ่ายต่าง ๆ
การใช้ชื่อเดิมอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ขณะที่แนวคิดเกี่ยวกับการจัดทำกฎหมายเฉพาะหรือร่างพระราชบัญญัติสำหรับโครงการยังไม่มีข้อสรุป รัฐบาลจึงต้องรอผลการศึกษาจากคณะทำงานที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง รวมถึงผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ก่อนกำหนดกรอบดำเนินงานในขั้นต่อไป
แม้ชื่อและองค์ประกอบของโครงการเดิมจะถูกนำกลับมาทบทวน แต่นโยบายหลักยังคงให้ความสำคัญกับการมีท่าเรือน้ำลึกทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย โดยพิจารณาใช้ระบบรางเป็นแกนหลักในการเชื่อมต่อระหว่างสองฝั่ง ส่วนระบบถนน สะพาน หรือโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบอื่นจะต้องรอผลการศึกษาว่าแนวทางใดเหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด
ประเด็นที่ยังต้องหาข้อสรุปรวมถึงลำดับการก่อสร้างท่าเรือ รูปแบบการเชื่อมต่อ และโครงสร้างการลงทุนว่าจะใช้เงินลงทุนจากภาครัฐ หรือเปิดให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุน รัฐบาลจึงยังไม่ได้กำหนดรายละเอียดของโครงการใหม่อย่างตายตัว แต่จะพิจารณาจากข้อมูลด้านภูมิประเทศ ศักยภาพของพื้นที่ และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
ในระยะเร่งด่วน รัฐบาลเห็นชอบในหลักการให้พัฒนาท่าเรือระนอง พร้อมขยายเส้นทางรถไฟชุมพร–ระนอง และเติมเต็มเส้นทางถนนที่ยังขาดช่วง เพื่อเชื่อมท่าเรือเข้ากับระบบโลจิสติกส์ทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางทะเล
การเชื่อมระหว่างระนองกับชุมพรจะเพิ่มทางเลือกสำหรับการขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและอ่าวไทย โดยไม่จำเป็นต้องรอให้โครงการขนาดใหญ่ทั้งระบบแล้วเสร็จ รัฐบาลมองว่า การลงทุนในจุดเชื่อมต่อที่สามารถดำเนินการได้ก่อนจะช่วยให้การขนส่งรวดเร็วขึ้น ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และสนับสนุนการค้าและการลงทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาท่าเรือระนองยังต้องผ่านการประเมินความคุ้มค่าอย่างรอบด้าน เนื่องจากท่าเรือเปิดดำเนินการมานานกว่า 20 ปี แต่ปัจจุบันมีเรือสินค้าเข้าเทียบท่าไม่มากนัก นายพิพัฒน์จึงเห็นว่า การลงทุนเพิ่มเติมจะต้องพิจารณาทั้งปริมาณสินค้าที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ลักษณะภูมิประเทศ พื้นที่หลังท่าเรือ และความสามารถในการรองรับการพัฒนา เพื่อหลีกเลี่ยงการลงทุนซ้ำในพื้นที่ที่ยังไม่สามารถใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่
ก่อนหน้านี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สำรวจพื้นที่ชายฝั่งอันดามันหลายจังหวัด ได้แก่ สตูล ตรัง กระบี่ ภูเก็ต และพังงา แต่ผลสำรวจเบื้องต้นพบข้อจำกัดแตกต่างกันไป ทั้งปัญหาด้านพื้นที่ การคัดค้านจากประชาชน ลักษณะภูมิประเทศ และอุปสรรคอื่น ๆ ทำให้ระนองยังถูกมองว่าเป็นพื้นที่ซึ่งมีศักยภาพสูงที่สุดสำหรับการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน
ถึงกระนั้น รัฐบาลยังไม่ต้องการชี้นำว่าพื้นที่ใดจะได้รับเลือกเป็นที่ตั้งโครงการอย่างเป็นทางการ โดยจะเปิดให้คณะทำงานลงพื้นที่และจัดทำข้อมูลเพิ่มเติม ก่อนนำผลการศึกษากลับมาพิจารณาร่วมกัน หากโครงการเดินหน้าตามแนวคิดปัจจุบัน ระบบรางจากภาคใต้จะถูกแยกเข้าสู่ระนองทางฝั่งอันดามันและชุมพรทางฝั่งอ่าวไทย โดยมีแนวโน้มว่าจะเริ่มพัฒนาท่าเรือฝั่งอันดามันที่ระนองก่อน
นอกเหนือจากการเชื่อมต่อระหว่างระนองกับชุมพร รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเติมเต็ม Missing Links ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ ซึ่งเชื่อมโยงจีน สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพื่อทำให้การขนส่งสินค้าทางรางในภูมิภาคต่อเนื่องกันมากขึ้น
ในการหารือกับนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนระหว่างการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ นายอนุทินได้กล่าวถึงความตั้งใจของรัฐบาลไทยที่จะผลักดันเส้นทางรถไฟจากอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ไปยังเมืองนาเตยของ สปป.ลาว และเชื่อมต่อไปยังเมืองโม่ฮันของจีน หากสามารถเติมเต็มเส้นทางดังกล่าวได้ จะทำให้โครงข่ายรถไฟระดับภูมิภาคมีความสมบูรณ์มากขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
สำหรับฝั่งตะวันตก การพัฒนาท่าเรือระนองและรถไฟชุมพร-ระนองถูกมองว่าเป็นโอกาสในการขยายการค้าระหว่างท่าเรือระนองกับท่าเรือย่างกุ้ง พร้อมยกระดับระนองให้เป็นประตูสำหรับการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เชื่อมไทย เมียนมา อาเซียน จีน และกลุ่มประเทศ BIMSTEC ซึ่งประกอบด้วยบังกลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา ภูฏาน เนปาล เมียนมา และไทย
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเสนอให้ผู้ประกอบการไทยพิจารณาโอกาสทางธุรกิจจากเส้นทางดังกล่าว โดยเฉพาะการเชื่อมท่าเรือระนองเข้ากับรถไฟระนอง-ชุมพร และต่อไปยังท่าเรือแหลมฉบัง เส้นทางนี้ไม่เพียงสนับสนุนการค้าระหว่างไทยกับเมียนมา แต่ยังสามารถรองรับการขนส่งผ่านไทยไปยังจีนและอาเซียน รวมถึงการขนส่งผ่านเมียนมาไปยังประเทศในกลุ่ม BIMSTEC
รัฐบาลระบุว่า การเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาดช่วงเป็นการลงทุนที่สามารถเริ่มดำเนินการและสร้างผลลัพธ์ได้เร็วกว่าการรอโครงการขนาดใหญ่ทั้งระบบ ขณะที่โครงการเชื่อมท่าเรือสองฝั่งทะเลยังต้องศึกษาให้ครบถ้วน ทั้งด้านความคุ้มค่า รูปแบบการลงทุน และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ก่อนกำหนดทิศทางที่ชัดเจนต่อไป