
การค้าระหว่างประเทศของไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ภาคธุรกิจผู้นำเข้า-ส่งออกไม่ได้พึ่งพาเพียงเงินดอลลาร์สหรัฐในการชำระค่าสินค้าเหมือนที่ผ่านมา แต่เริ่มใช้สกุลเงินที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะเงินหยวนของจีนที่การใช้งานเติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนการเข้าสู่ยุค Multi-Currency ชัดเจนขึ้น ขณะที่ความผันผวนของเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก ทำให้การบริหารอัตราแลกเปลี่ยนกลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญของการแข่งขันทางธุรกิจ
จากแนวโน้มดังกล่าว ธนาคารกรุงศรีอยุธยามองว่า บทบาทของผู้ให้บริการธุรกรรมเงินตราต่างประเทศในวันนี้ ไม่ได้มีเพียงการอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนเงิน แต่ต้องช่วยลูกค้าบริหารความเสี่ยงและตอบโจทย์การค้าระหว่างประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป จึงประกาศ 3 กลยุทธ์ธุรกิจซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (FX) ปี 2569 เพื่อสนับสนุนการเติบโตของลูกค้าท่ามกลางตลาดที่ยังผันผวน ควบคู่กับการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจ
ฮิโรทากะ คุโรกิ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จํากัด (มหาชน) ชี้ให้เห็นความท้าทายของธุรกิจท่ามกลางการแข่งขันและความผันผวนของสถานการณ์ตลาดการเงินโลก อ้างอิงข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจไทยว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการนำเข้าและส่งออกของไทยเติบโตถึง 61.2% แตะ 645,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 ขณะที่ธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (FX) เพื่อการนำเข้าและส่งออกผ่านธนาคารพาณิชย์กลับเพิ่มขึ้นเพียง 5.7% อยู่ที่ 292,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบการทำธุรกรรม FX ของภาคธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น ขณะเดียวกันความต้องการของลูกค้าก็เปลี่ยนไป โดยต้องการบริการที่รวดเร็ว โปร่งใส และสามารถเชื่อมต่อกับระบบการดำเนินธุรกิจของตนเองได้โดยตรงมากกว่าการใช้บริการในรูปแบบเดิม
ขณะเดียวกัน ยังพบว่าการชำระเงินค่าสินค้านำเข้าและส่งออกด้วยสกุลเงินอื่น นอกเหนือจาก 3 สกุลหลัก (ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร และเยน) เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะเงินหยวนของจีน ขณะที่การค้ากับประเทศตะวันออกกลางก็ทำให้มีการใช้สกุลเงินใหม่เพิ่มขึ้นอีกหลายสกุล ซึ่งสะท้อนว่า ภาคธุรกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Multi-Currency อย่างชัดเจน
ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยากล่าวว่า ในอนาคต ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนด้วย
ในบริบทของแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว คุโรกิกล่าวว่า กรุงศรีให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้า และพร้อมทำหน้าที่ในฐานะพาร์ตเนอร์ที่ช่วยสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจและเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางสถานการณ์ความท้าทายต่าง ๆ ของตลาดเงินทั่วโลก
ที่ผ่านมากรุงศรี โกลบอลมาร์เก็ตส์ได้พัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์และบริการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าธุรกิจ โดยผลการดำเนินงานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กำไรจากธุรกรรมเพื่อค้าและปริวรรตเงินตราต่างประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) อยู่ที่ 16% โดยปี 2568 อยู่ที่ 7,400 ล้านบาท จาก 4,000 ล้านบาทในปี 2564 ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จและความสามารถในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
จากแนวโน้มการทำธุรรรม FX ของภาคธุรกิจและตลาดการเงินที่เปลี่ยนแปลง กรุงศรี โกลบอลมาร์เก็ตส์ได้กำหนดกลยุทธ์ธุรกิจ FX ปี 2569 มุ่งตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าใน 3 ด้านหลัก ทั้งการเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกรรม การรองรับการใช้สกุลเงินที่หลากหลาย และการเสริมเครื่องมือบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน ดังนี้
กลยุทธ์ที่ 1 : ยกระดับสู่ Digital FX อย่างเต็มรูปแบบ มุ่งพัฒนาและขยายขีดความสามารถในการให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น FX ผ่านทางระบบออนไลน์ FX@Krungsri การเชื่อมต่อแพลตฟอร์มของลูกค้าเข้ากับบริการ FX API ของธนาคาร รวมถึงการให้ข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวของตลาดการเงินผ่าน Krungsri FX Line Official Account เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลตลาดและทำธุรกรรมได้สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
กลยุทธ์ที่ 2 : พัฒนาโซลูชันด้านธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและ Multi-Currency ขยายการให้บริการสกุลเงินใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้ามากขึ้น เช่น เงินวอนเกาหลีใต้ (KRW) เงินดีร์แฮมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (AED) และเมื่อช่วงไตรมาส 4/2568 ยังได้เปิดให้บริการเงินสกุลริยัลซาอุดิอาระเบีย (SAR) เพื่อรองรับการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยและตะวันออกกลางที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กลยุทธ์ที่ 3 : พัฒนาโซลูชันเพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงและการลงทุน มุ่งนำเสนอโซลูชันเพื่อการป้องกันความเสี่ยงที่สามารถปรับให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าแต่ละรายได้มากขึ้น นำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เชื่อมโยงกับศักยภาพของกลุ่ม MUFG พร้อมทั้งนำ AI และระบบ Automation มาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการทำงานของ FX Dealer เพื่อยกระดับความรวดเร็ว ความแม่นยำ และคุณภาพการให้บริการ
รุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มองว่า แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนอยู่เป็นระยะ แต่ตลาดการเงินโลกพยายามหันเหจุดสนใจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางไปสู่แนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ทั้งนี้ เฟดภายใต้การนำของประธานเควิน วอร์ช ตั้งใจปฏิรูปการสื่อสารและลดการให้สัญญาณชี้นำล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ย
ในภาวะดังกล่าว ราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ จะมีแนวโน้มผันผวนสูงขึ้น เมื่อมีการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ หรือในช่วงที่การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ใกล้เข้ามา
ขณะที่ฝั่งธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังคงดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง แต่มีแนวโน้มทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงินเยน ซึ่งถือเป็นอีกปัจจัยที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนควรติดตาม เนื่องจากอาจส่งผลต่อทิศทางค่าเงินและตลาดการเงินในภูมิภาค
สำหรับการเคลื่อนไหวของเงินบาทซึ่งอ่อนค่าลงในช่วงที่ผ่านมา กรุงศรีมองว่า เป็นผลจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการนำเข้าพลังงานเพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ส่งผลให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้ายังมีปัจจัยที่ช่วยประคองค่าเงินบาทอยู่หลายด้าน หนึ่งในนั้นคือ ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่แม้ยังมีความผันผวน แต่ยังซื้อขายต่ำกว่าระดับสูงสุดของรอบ
ขณะเดียวกัน กระแสเงินทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยและตลาดตราสารหนี้สกุลเงินบาท ซึ่งเป็นอีกแรงสนับสนุนค่าเงินบาทในระยะต่อไป ส่วนภาวะขาดดุลแฝดของไทยมีแนวโน้มบรรเทาลง แม้อาจต้องใช้เวลา
จากปัจจัยดังกล่าว กรุงศรี โกลบอลมาร์เก็ตส์คาดว่า เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยและแกว่งตัวในกรอบ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 หากเฟดคงดอกเบี้ยตามสมมติฐานหลัก และดุลการค้าของไทยปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ ทิศทางเงินเฟ้อในสหรัฐฯ เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อประมาณการค่าเงิน
นอกจากนี้ กรุงศรี โกลบอลมาร์เก็ตส์คาดว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะถูกตรึงไว้ที่ 1.00% ในอีกหลายไตรมาสข้างหน้า ตราบใดที่แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมองว่าในบริบทที่เงินเฟ้อด้านต้นทุนสูงขึ้นเพียงชั่วคราว คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะให้น้ำหนักกับภาวะอุปสงค์ และเสถียรภาพภายในประเทศมากกว่าแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก