
ปี 2569 นี้ถือเป็นปีที่อาจร้อนที่สุดในประวัติการณ์ของญี่ปุ่น เพราะอุณหภูมิต่างเริ่มพุ่งทะลุถึง 40 องศาเซลเซียสในหลายพื้นที่ และคาดว่าอาจสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ที่เมืองโตเกียว รัฐบาลจัดแคมเปญ "Tokyo Cool Biz" เพื่อให้พนักงานสามารถใส่ชุดลำลองไปทำงานได้ แต่ก็มีเสียงตอบรับที่หลากหลายโดยเฉพาะจากพนักงานเพศหญิงที่รู้สึกไม่โอเค และรู้สึกกำลังถูกขนขาผู้ชายคุกคาม
ฤดูร้อนในปี 2025 คือฤดูร้อนที่ญี่ปุ่นนับว่าร้อนที่สุดในประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 1898 โดยอุณหภูมิสูงสุดแตะ 4108 องศาเซลเซียส ทำให้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) ประกาศใช้ศัพท์ใหม่ 'Kokushobi' เพื่อใช้เตือนผู้คนในวันที่อากาศร้อนจัดอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่านั้น
‘โคคุโชบิ’ หรือ 'Kokushobi' แปลว่า ร้อนอย่างรุนแรง หรือร้อนอย่างโหดร้าย โดยชื่อนี้มาจากการชนะโหวตของประชาชน ชนะ ‘โชโมโชบิ’ หรือ ‘chōmōshobi’ ที่แปลว่า วันที่ร้อนจัด ๆ ซึ่งชนะเป็นอันดับที่สองรองลงมา
เมื่อวันอังคารที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา นับเป็นวันแรกที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) ประกาศให้เป็นวัน Kokushobi เตือนให้ประชาชนระวังภัยร้อนที่จะต้องเผชิญ โดยล่าสุดอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียสใน 3 เมืองด้วยกัน ได้แก่ เกาะโอกะชิมะ ทาจิมิ และกุโจ และคาดว่าอุณหภูมิจะพุ่งสูงขึ้นในอีกหลายเมืองอย่างต่อเนื่อง
ส่วนวันนี้ (วันพุธที่ 22 กรกฎาคม) นับว่าเป็นวันที่ 2 ที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) ประกาศให้เป็นวัน Kokushobi และเตือนให้ระวังฮีทสโตรก หรือโรคลมแดด โดยเฉพาะเมืองอย่างคุมะงะยะ ตอนเหนือของโตเกียว และนาโกย่าที่อุณหภูมิจะแตะ 40 องศาเซลเซียส
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐบาลได้ออกเตือนประชาชนให้เปิดแอร์ ดื่มน้ำเยอะ ๆ และหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตข้างนอก เพราะก่อนที่จะมีการประกาศเตือน Kokushobi กว่า 4,580 คนถูกนำส่งโรงพยาบาล และมี 7 คนที่เสียชีวิตจากฮีทสโตรก ทำให้ประชาชนญี่ปุ่นหันมาใช้เทคโนโลยี และอุปกรณ์คลายร้อนต่าง ๆ จนกลายเป็นสินค้ายอดนิยมทั่วประเทศ เช่น เสื้อผ้าที่มีพัดลมในตัว ผ้าเย็นแบบใช้แล้วทิ้ง ร่มกันรังสี UV และพัดลมพกพาขนาดเล็ก
ยูริโกะ โคอิเกะ ผู้ว่าราชการกรุงโตเกียวเริ่มผลักดันการปรับเปลี่ยนเสื้อผ้าทำงานในฤดูร้อนครั้งแรกในปี 2548 ขณะที่เธอดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม เธอเปิดตัวแคมเปญประหยัดพลังงานระดับชาติในชื่อ "Cool Biz" เพื่อกระตุ้นให้พนักงานบริษัทหันมาสวมเสื้อแขนสั้น ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรี จุนอิจิโร โคอิซูมิ ก็ได้เข้าร่วมสนับสนุนโครงการนี้โดยการออกงานสังคมโดยไม่ผูกเนกไทหรือสวมเสื้อแจ็คเก็ตสูท
ต่อมาหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว และคลื่นสึนามิในโทโฮกุเมื่อเดือนมีนาคม 2544 รัฐบาลได้ยกระดับแคมเปญเป็น "Super Cool Biz" เพื่อขยายแนวทางปฏิบัติในการลดการใช้พลังงานทั้งในที่ทำงาน และที่บ้าน
ฤดูร้อนปี 2569 นี้ ทำให้ยูริโกะ โคอิเกะ ได้ต่อยอดจากโครงการลดความร้อนที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเธอ และเปิดตัวแคมเปญ "Tokyo Cool Biz" ไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยศาลาว่าการกรุงโตเกียวได้ออกมาผลักดันให้พนักงานบริษัทต่าง ๆ ใส่ชุดลำลองเช่น เสื้อยืด กางเกงขาสั้น และรองเท้าผ้าใบ แทนการใส่สูท และเนกไท ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นประเพณีหนึ่งในฤดูร้อนประจำปีที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางแล้ว
โตเกียวรณรงค์ให้ผู้ชายสวมกางเกงขาสั้นไปทำงาน แต่ผู้หญิงบางส่วนชี้เป็น "การคุกคามด้วยขนหน้าแข้ง"
หลังจากเริ่มใช้นโยบายการอนุญาตให้สวมกางเกงขาสั้นในออฟฟิศ นโยบายนี้กลับได้รับเสียงตอบรับที่หลากหลายกันไป บ้างก็บอก ‘ถูกใจ’ เพราะช่วยให้ทำงานสบายขึ้น แต่บ้างก็มองว่า ‘ไม่ยุติธรรม’ ต่อพนักงานผู้หญิง เพราะผู้หญิงยังคงถูกคาดหวังให้สวมถุงน่องหากต้องเปิดเผยขาบางส่วนของตน
นอกจากนี้ ผู้หญิงบางคนยังรู้สึกอึดอัดใจที่ต้องถูกบังคับให้มองขนหน้าแข้งของเพื่อนร่วมงานชาย ทำให้ในโลกออนไลน์ญี่ปุ่นได้มีการคิดศัพท์ใหม่ไว้เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘ซูเนฮาระ’ หรือ ‘การคุกคามด้วยขนหน้าแข้ง’
ในขณะเดียวกัน ทางด้าน โนโบรุ วาตานาเบะ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสิ่งแวดล้อมของกรุงโตเกียวกล่าวว่า รัฐบาลต้องการเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัด ไม่ได้ต้องการไปตีกรอบใครว่า พวกเขาต้องแต่งตัวอย่างไร และไม่น่าจะมีปัญหาใด ๆ ตราบใดที่ชุดทำงานนั้นไม่ได้ดูอนาจาร
จากการสำรวจความคิดเห็นทั้งชาย และหญิงโดย Gorilla Clinic ในเดือนมิถุนายนที่ผานมา พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 53.5% ไม่เห็นด้วยกับการสวมกางเกงขาสั้นไปทำงานในฤดูร้อน เพราะกังวลเรื่องรูปร่าง และขนตามร่างกาย ส่วนอีก 46.5% ยังคงเห็นด้วย
อากิฟุมิ ฟูนาสึ ผู้อำนวยการ Gorilla Clinic เผยว่า สังเกตได้ชัดว่ามีลูกค้าผู้ชายเข้ามาใช้บริการที่คลินิกเพื่อทำเลเซอร์กำจัดขนหน้าแข้งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยพวกเขาไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องของความงามอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ "มารยาททางสังคมเมื่อต้องสวมกางเกงขาสั้น" เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความไม่สบายใจให้แก่เพื่อนร่วมงานหญิง