
อุตสาหกรรมยานยนต์โลกเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ หลังราคาวัตถุดิบสำคัญตั้งแต่อะลูมิเนียม พลาสติก ยาง ไปจนถึงเหล็ก ปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกันจากความเสี่ยงด้านอุปทาน พลังงาน และโลจิสติกส์ โดยเฉพาะหลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้ตลาดเริ่มกังวลว่าแรงกระแทกจากต้นน้ำจะค่อย ๆ ส่งผ่านไปยังผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ผลิตรถยนต์ และท้ายที่สุดคือผู้บริโภค
แรงกดดันดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะที่อุตสาหกรรมรถยนต์ยังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งต้องพึ่งพาวัสดุน้ำหนักเบาอย่างอะลูมิเนียมมากขึ้น ขณะเดียวกัน พลาสติกและยางยังเป็นวัตถุดิบหลักของชิ้นส่วนจำนวนมาก ตั้งแต่ภายในห้องโดยสาร ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ไปจนถึงยางรถยนต์ เมื่อราคาวัตถุดิบหลายกลุ่มปรับตัวขึ้นพร้อมกัน ผู้ผลิตจึงต้องดูดซับต้นทุนจากมูลค่าวัตถุดิบที่สูงขึ้น
แม้ราคาวัสดุที่เพิ่มขึ้นอาจยังไม่สะท้อนทันทีในราคารถยนต์หน้าร้าน แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากภาวะตึงตัวของอุปทานยืดเยื้อไปอีกหลายเดือนหรือกินเวลาถึงหนึ่งปี ผู้ผลิตรถยนต์อาจไม่สามารถแบกรับต้นทุนส่วนเพิ่มได้ทั้งหมด และอาจจำเป็นต้องทยอยส่งผ่านภาระบางส่วนไปยังราคาขายรถยนต์ โดยเฉพาะหลังพ้นฤดูกาลขายปลายปี ซึ่งเป็นช่วงที่การแข่งขันด้านราคาในตลาดมักรุนแรงเป็นพิเศษ
อุตสาหกรรมรถยนต์ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากราคาอะลูมิเนียมที่ปรับขึ้น เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตอะลูมิเนียมราว 10% ของโลก
เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดและการส่งออกทำได้ยากขึ้น ประกอบกับโรงถลุงบางแห่งในภูมิภาคได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่านต่อประเทศเพื่อนบ้าน ห่วงโซ่อุปทานของโลหะชนิดนี้จึงเผชิญความไม่แน่นอน และทำให้ราคาของโลหะเบาชนิดนี้สูงขึ้นทันที โดยสำนักข่าว Nikkei Asia ระบุว่า ราคาขายส่งอะลูมิเนียมแท่งในญี่ปุ่น ณ วันที่ 24 เมษายน อยู่ที่ราว 720,000 เยนต่อตัน เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% จากสิ้นเดือนกุมภาพันธ์
วัสดุชนิดนี้มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะถูกใช้ในล้อรถ แผงตัวถัง และชิ้นส่วนที่ต้องการลดน้ำหนัก โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่ผู้ผลิตต้องการเพิ่มระยะทางวิ่งต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
ราคาของอะลูมิเนียมแท่งที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลต่อเนื่องไปยังอะลูมิเนียมอัลลอย รวมถึงอัลลอยทุติยภูมิที่ผลิตจากเศษโลหะ ซึ่งใช้ในชิ้นส่วนบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์
ราคาขายส่งของอะลูมิเนียมอัลลอย ซึ่งได้รับอิทธิพลโดยตรงจากราคาอะลูมิเนียมแท่ง เพิ่มขึ้น 8% ในเดือนเมษายนเมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ และยังเดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง
ภาวะดังกล่าวทำให้บริษัทอะลูมิเนียมเริ่มทยอยส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาผลิตภัณฑ์ ขณะที่สมาคมอะลูมิเนียมญี่ปุ่นระบุในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 27 เมษายนว่า ผู้ใช้อะลูมิเนียมควรทำความเข้าใจกับการปรับขึ้นราคาที่เกิดขึ้น เพราะผู้ผลิตไม่สามารถรับภาระต้นทุนทั้งหมดไว้ได้
นอกจากโลหะแล้ว ราคาพลาสติกที่ใช้ในชิ้นส่วนยานยนต์ก็ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยมีแรงหนุนสำคัญจากต้นทุนแนฟทา ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นหลักของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในเอเชีย
ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา Prime Polymer บริษัทในเครือ Mitsui Chemicals รวมถึงผู้ผลิตรายอื่น ๆ ได้ประกาศขึ้นราคาโพลิเอทิลีนและโพลิโพรพิลีนกิโลกรัมละ 80-90 เยน หรือคิดเป็นการปรับขึ้นราว 30% โดยหลายบริษัทยอมรับราคาที่สูงขึ้น เนื่องจากผู้แปรรูปจำนวนมากให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพของการจัดหาวัตถุดิบ มากกว่าการต่อรองราคาในระยะสั้น
ปัจจุบัน โพลิเอทิลีนความหนาแน่นสูงซื้อขายอยู่ที่ราว 396 เยนต่อกิโลกรัม ขณะที่โพลิโพรพิลีนอยู่ที่ราว 418 เยนต่อกิโลกรัม โดยทั้งสองรายการแตะระดับสูงสุดในรอบสองปี ขณะเดียวกัน Prime Polymer ยังประกาศขึ้นราคาเพิ่มเติมอีก 39 เยน เมื่อวันที่ 21 เมษายน สำหรับธุรกรรมบางรายการที่เริ่มส่งมอบในเดือนพฤษภาคม
หากผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และผู้ซื้อรายอื่นยอมรับการปรับขึ้นราคารอบต่อไป ต้นทุนการผลิตรถยนต์ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจเพิ่มแรงกดดันต่อราคารถยนต์ในระยะถัดไป
นอกจากนี้ ราคายางที่ใช้ในการผลิตยางรถยนต์ก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน โดยผู้ผลิตยางสังเคราะห์ได้ประกาศขึ้นราคาสำหรับการส่งมอบและจัดส่งตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ซึ่งถือว่าเร็วกว่ารอบปกติ เนื่องจากโดยทั่วไปแล้ว การขึ้นราคาที่ประกาศในไตรมาสเมษายน-มิถุนายน มักจะมีผลจริงในเดือนสิงหาคม
ชินอิจิ คาโตะ ประธานบริษัทจัดจำหน่ายยาง Shinichi Kato Office ระบุว่า การปรับขึ้นราคาครั้งนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ราคาจะกลับเข้าสู่ระดับเดิมเมื่อปัญหาการขาดแคลนแนฟทาคลี่คลายลง
ขณะเดียวกัน ราคายางธรรมชาติในตลาดโลกก็ปรับตัวขึ้นไปพร้อมกัน โดยเฉพาะในจีน ซึ่งผู้ผลิตยางล้อบางส่วนพยายามหันมาใช้ยางธรรมชาติที่มีราคาถูกกว่ายางสังเคราะห์ เพื่อช่วยลดภาระต้นทุน
สำหรับรถยนต์นั่งทั่วไปหนึ่งคัน การผลิตยางล้อต้องใช้ยางราว 32-40 กิโลกรัม ทำให้ความเคลื่อนไหวของราคายางส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนของอุตสาหกรรมยานยนต์ ไม่ต่างจากโลหะและพลาสติก
ด้านเหล็ก ซึ่งเป็นวัสดุหลักในตัวถังรถยนต์ ก็เริ่มส่งสัญญาณปรับขึ้นราคาเช่นเดียวกัน Nippon Steel และ JFE Steel ระบุในเดือนมีนาคมว่า มีแผนขึ้นราคาการจัดส่งเพื่อจำหน่ายปลีกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ตันละ 10,000 เยน หรือประมาณ 10%
หากการขึ้นราคามีผลสำเร็จ ราคาซื้อขายเหล็กแผ่นรีดร้อนมาตรฐานในพื้นที่โตเกียวมีแนวโน้มทะลุ 110,000 เยนต่อตัน ขณะที่ Tokyo Steel ซึ่งใช้เตาหลอมไฟฟ้า ก็เดินหน้าปรับขึ้นราคาจำหน่ายปลีกเช่นกัน
แรงกดดันของผู้ผลิตเหล็กไม่ได้มาจากราคาพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงต้นทุนวัตถุดิบสำคัญ เช่น ถ่านหินโค้กที่ใช้ในเตาสูง ตลอดจนต้นทุนแรงงานและโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ผู้ผลิตเหล็กด้วยเตาหลอมไฟฟ้ายิ่งได้รับผลกระทบหนัก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก ภาวะดังกล่าวทำให้การเจรจาราคาระหว่างผู้ผลิตเหล็กกับผู้ผลิตรถยนต์ในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มตึงตัวขึ้น
โดยปกติ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่และบริษัทเหล็กจะเจรจากันโดยตรงเพื่อกำหนดราคา Toyota Motor ซึ่งมีอำนาจต่อรองสูง ยังจัดซื้อเหล็กให้กับซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนของตนด้วย โดยใช้ราคาขายส่งที่เจรจากันทุกหกเดือนเป็นฐานในการกำหนดราคาที่ส่งต่อให้ผู้ผลิตชิ้นส่วน ท่ามกลางแรงส่งของการปรับขึ้นราคาเหล็กในตลาดค้าปลีก ผู้ค้าส่งจึงมีแนวโน้มใช้จุดยืนที่แข็งกร้าวขึ้นในการเจรจาราคาครึ่งหลังของปี
ผลลัพธ์ที่ตลาดจับตาคือแรงกดดันเหล่านี้จะไหลผ่านไปถึงราคารถยนต์มากน้อยเพียงใด แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมวัสดุรายหนึ่งประเมินว่า หากการขาดแคลนแนฟทากินเวลาประมาณสามเดือน ผู้ผลิตรถยนต์อาจยังแบกรับภาระต้นทุนได้ แต่หากลากยาวถึงหนึ่งปี ราคารถยนต์อาจปรับขึ้น 100,000-150,000 เยน
ขณะที่เซจิ สุงิอุระ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Tokai Tokyo Intelligence Laboratory เห็นว่า หากราคาวัสดุสูงกลายเป็นภาวะปกติ บริษัทต่าง ๆ ย่อมไม่สามารถรับต้นทุนเหล่านี้ไว้เองได้ และผลกระทบอาจเริ่มสะท้อนในราคารถยนต์ตั้งแต่ช่วงต้นปีใหม่ หลังฤดูกาลขายปลายปีสิ้นสุดลง
ทาคายูกิ ฮอมมะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Sumitomo Corp. Global Research มองว่า ราคาวัสดุที่อยู่ในระดับสูงขณะนี้เป็นสัญญาณของความกังวลด้านอุปทาน และสถานการณ์ได้เดินมาถึงจุดที่มีความเสี่ยงจริงว่า การผลิตรถยนต์อาจชะงักงันจากปัญหาขาดแคลนวัสดุ
แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยุติลง แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังเห็นว่าราคาพลังงานและการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องใช้เวลาฟื้นตัว อีกทั้งยังมีช่วงเวลาหน่วงระหว่างราคาวัตถุดิบกับราคาสินค้าปลายน้ำ ทำให้แรงกดดันต่อต้นทุนและกำไรของผู้ผลิตรถยนต์อาจยังไม่จบลงในเร็ววัน
ที่มา: Nikkei Asia