
ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียกำลังตกอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังระดับสูงสุด เมื่อองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ภายใต้สังกัดสหประชาชาติ ได้ออกแถลงการณ์ด่วนเตือนถึงความคืบหน้าของปรากฏการณ์ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ซึ่งคาดว่าจะเริ่มก่อตัวรุนแรงตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคมไปจนถึงกรกฎาคมปี 2026 นี้ และอาจทำลายสถิติระดับความรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์
ทว่าคำเตือนนี้ไม่ได้มาในสถานการณ์ปกติ แต่กำลังเกิดขึ้นในขณะที่โลกกำลังบอบช้ำอย่างหนักจากวิกฤตสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง นับตั้งแต่การปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างสหรัฐฯ จับมืออิสราเอล เผชิญหน้ากับอิหร่าน เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์อย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ ถูกปิดตายลง ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานพลังงานและปัจจัยการผลิตทางการเกษตรของเอเชียที่ต้องพึ่งพาเส้นทางนี้เป็นหลัก
การมาบรรจบกันของสองเหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นภาวะ "Double Crisis" หรือวิกฤตซ้อนวิกฤตที่น่ากลัวที่สุดครั้งหนึ่ง ในขณะที่สงครามบีบให้ทรัพยากรขาดแคลนและราคาพลังงานพุ่งสูง ภัยธรรมชาติกลับเข้ามาซ้ำเติมด้วยการทำลายผลผลิตและเร่งความต้องการใช้ทรัพยากรให้พุ่งทะลุขีดจำกัด
เมื่อ "ไฟสงคราม" มาบรรจบกับ "ภัยพิบัติ" จากภูมิอากาศ เอเชียและไทยจะรับมือกับพายุลูกใหญ่นี้ได้อย่างไร
หลายคนอาจเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นแดดตอนสายที่แผดเผาจนแสบผิว ลมร้อนที่พัดวนอยู่ในเมือง ราวกับเรายืนอยู่หน้าคอมเพรสเซอร์แอร์ตลอดเวลา หรือแม้แต่การที่ผ้าที่ตากไว้แห้งกรอบภายในไม่กี่นาที สัญญาณเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของ "หน้าร้อน" ทั่วไป แต่มันคือการเริ่มต้นของพายุที่มองไม่เห็นอย่าง "ซูเปอร์เอลนีโญ"
นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโมนาชระบุว่า ความผิดปกติใต้ผิวน้ำที่ตรวจพบในขณะนี้ มีเค้าโครงความรุนแรงเทียบเท่ากับมหาภัยแล้งในปี 1997 - 1998 ซึ่งเป็นเอลนีโญที่ทำลายล้างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์
หัวใจสำคัญที่ทำให้เราสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิเดือด คือการที่เอลนีโญเข้าไป "บิดเบือน" รูปแบบสภาพอากาศดั้งเดิมของเอเชียอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายหย่อมฝนที่เคยตกชุกเหนือผืนดินในอินโดนีเซียให้ถูกผลักออกไปสู่ทะเลแทน ส่งผลให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของอาเซียนต้องเผชิญกับภาวะคลื่นความร้อนยาวนานกว่าปกติ อุณหภูมิในภูมิภาคอาจพุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 2-3°C เปลี่ยนความชุ่มชื้นให้กลายเป็นความแห้งผาก และทำให้แหล่งน้ำตามธรรมชาติระเหยหายไปเร็วกว่าที่เราจะจินตนาการได้
ความแห้งแล้งระดับสุดขั้วนี้ยังเปลี่ยนผืนดินและป่าพรุให้กลายเป็นเชื้อไฟชั้นดี นำไปสู่ความเสี่ยงของไฟป่าครั้งใหญ่ที่อาจสร้างสถิติน้ำฝนต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี ตามคำเตือนของทางการอินโดนีเซีย ผลกระทบนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ความร้อนที่สัมผัสได้บนผิวหนัง แต่ควันไฟจากการเผาไหม้จะกลายเป็นหมอกควันพิษข้ามพรมแดนที่ปกคลุมน่านฟ้าไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย บั่นทอนคุณภาพชีวิตของผู้คนซ้ำเติมลงไปอีก ในวันที่สภาพภูมิอากาศโลกกำลังถึงจุดวิกฤต
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขบนเทอร์โมมิเตอร์ที่พุ่งสูงขึ้น แต่มันกำลังลามไปถึงโครงสร้างพื้นฐานและฟันเฟืองทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ภัยแล้งที่มาเร็วและนานกว่าปกติกำลังทำให้ระดับน้ำในเขื่อนหลักลดลงสู่จุดวิกฤต ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงาน
เนื่องจากไทยและกลุ่มประเทศอาเซียนพึ่งพาไฟฟ้าพลังน้ำเป็นสัดส่วนหลัก เมื่อปริมาณน้ำในเขื่อนแห้งขอด กำลังการผลิตไฟฟ้าจะลดฮวบลงสวนทางกับความต้องการใช้ไฟฟ้าเพื่อคลายร้อนของประชาชนที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
สภาวะ "น้ำน้อยแต่ไฟต้องใช้เยอะ" นี้ บีบให้ไทยต้องกลับไปพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น ท่ามกลางภาวะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงโลกกำลังดีดตัวสูงขึ้นจากผลพวงของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินพลังงานจาก IEEFA เตือนว่าสถานการณ์นี้จะนำไปสู่การปันส่วนพลังงานและการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจและทำให้ตัวเลข GDP ของประเทศอาจเติบโตได้ไม่เป็นไปตามเป้า
นอกจากภาคพลังงานแล้ว "อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว" ซึ่งเป็นรายได้หลักของไทยก็กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ ความร้อนที่พุ่งสูงและสภาพอากาศที่เดาใจยากอาจทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มทบทวนแผนการเดินทางระยะไกลมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวที่เปราะบางต่อระดับน้ำ เช่น ตลาดน้ำอันเป็นเอกลักษณ์ หรือกิจกรรมทางน้ำตามเกาะต่าง ๆ ที่อาจสูญเสียเสน่ห์และความปลอดภัยจากระดับน้ำที่คาดเดาไม่ได้
เมื่อพายุจาก "สงคราม" มาบรรจบกับ "ภัยพิบัติ" สิ่งที่กระทบต่อคนไทยรุนแรงที่สุดคงหนีไม่พ้นราคาอาหาร สภาวะเอลนีโญที่ร้อนระอุทำให้ปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการเกษตร ส่งผลให้ผลผลิตตกต่ำลง สวนทางกับต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาปุ๋ยและเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องจักรกลการเกษตรที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ข้อมูลจากหน่วยวิจัย BMI ระบุว่า หากราคาพืชผลไม่สามารถขยับขึ้นเพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงเหล่านี้ได้ กำไรของเกษตรกรจะถูกบีบคั้นจนต้องลดการใส่ปุ๋ย ซึ่งจะยิ่งทำให้ผลผลิตในปีนี้อ่อนแอลงไปอีก
ความไม่สมดุลนี้จะกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะ "เงินเฟ้อราคาอาหาร" ที่รุนแรงขึ้น ผู้บริโภคจะต้องแบกรับค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากการขาดแคลนวัตถุดิบพื้นฐาน ทั้งข้าว ผลไม้ และพืชเศรษฐกิจ ซึ่งความไม่มั่นคงทางอาหารนี้จะกระทบกลุ่มผู้มีรายได้น้อยในเมืองที่เปราะบางมากที่สุด
นอกจากนี้ สภาพอากาศที่แปรปรวนยังอาจนำมาซึ่งฝนที่ตกหนักกะทันหันในบางพื้นที่จนเกิดน้ำท่วมซ้ำเติมการเก็บเกี่ยว เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับนาข้าวในจีนตอนใต้ ยิ่งตอกย้ำว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่มีใครปลอดภัยหากยังพึ่งพาเพียงวิธีเดิม ๆ
ทางรอดเดียวคือการสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงไทย ต้องเร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานด้วยการกระจายความเสี่ยงไปสู่พลังงานสะอาดอย่างแสงอาทิตย์และลม ควบคู่ไปกับระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ซึ่งมีความทนทานต่อสภาพอากาศสุดขั้วมากกว่าโครงสร้างพื้นฐานแบบฟอสซิลที่รวมศูนย์