Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ไทยเจอแน่“ซูเปอร์เอลนีโญ” โรงแรม-ภาคเกษตรเดือดร้อน น้ำแล้ง ฝุ่นซ้ำเติม
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ไทยเจอแน่“ซูเปอร์เอลนีโญ” โรงแรม-ภาคเกษตรเดือดร้อน น้ำแล้ง ฝุ่นซ้ำเติม

22 เม.ย. 69
16:03 น.
แชร์

นอกจากวิกฤตพลังงานแล้ว อีกโจทย์ใหญ่ที่ภาคธุรกิจไทยต้องรับมือในปีนี้คือความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ ท่ามกลางแนวโน้มที่สภาพอากาศโลกจะเข้าสู่ภาวะเอลนีโญตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และอาจรุนแรงขึ้นจนกลายเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงเดือนสิงหาคมต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2569

ภาพดังกล่าวสะท้อนความผันผวนของธรรมชาติที่ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกดดันภาคเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง ทั้งด้านทรัพยากรน้ำ ต้นทุนการผลิต คุณภาพอากาศ และความต่อเนื่องของกิจกรรมทางธุรกิจ

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) สอดคล้องกับรายงานของ National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) ฉบับเดือนเมษายน 2569 ที่ชี้ว่า โลกมีแนวโน้มจะเข้าสู่ภาวะเอลนีโญตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 ก่อนจะยกระดับเป็นซูเปอร์เอลนีโญในช่วงเดือนสิงหาคมไปจนถึงปลายปี สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกกำลังสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงรูปแบบฝนและอุณหภูมิของหลายภูมิภาคทั่วโลกอย่างรุนแรงมากขึ้น

สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงที่ต้องจับตาไม่ได้มีเพียงอากาศที่ร้อนขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแนวโน้มฝนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าปริมาณฝนทั้งปีนี้จะอยู่ที่เพียง 1,479 มิลลิเมตร ลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 1,816 มิลลิเมตร หรือลดลงราว 18.6% 

ขณะเดียวกัน ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 จากหมอกควันข้ามพรมแดนก็มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2569 ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงโดยตรงกับการดำเนินธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม ทำให้การเตรียมรับมือกลายเป็นโจทย์สำคัญทั้งในมิติของเศรษฐกิจและการบริหารความเสี่ยง

ซูเปอร์เอลนีโญกำลังกดดันภูมิอากาศและเศรษฐกิจไทย

ภาวะซูเปอร์เอลนีโญหมายถึงช่วงเวลาที่ความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกพุ่งขึ้นสูงมาก จนส่งผลให้รูปแบบฝนและอุณหภูมิในหลายภูมิภาคของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง รายงานของ NOAA ฉบับเดือนเมษายน 2569 ประเมินว่าโลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ภาวะดังกล่าวอย่างชัดเจน ขณะที่ KResearch มองว่าแนวโน้มนี้จะทำให้ไทยเผชิญกับอากาศที่ร้อนขึ้นและแห้งแล้งมากขึ้นเป็นลำดับตลอดช่วงครึ่งหลังของปี

ความเปราะบางจากซูเปอร์เอลนีโญจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคเกษตร แต่แทรกซึมไปทั่วระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่การจัดการน้ำของภาคอุตสาหกรรม การใช้ชีวิตในเมือง ไปจนถึงภาคบริการที่ต้องอาศัยสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ เมื่อปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลงเกือบหนึ่งในห้าจากปีก่อน ความเสี่ยงด้านน้ำจึงกลายเป็นต้นทุนสำคัญที่หลายธุรกิจไม่อาจมองข้าม

ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะร้อนจัดและแห้งจัดยังอาจซ้ำเติมปัญหาคุณภาพอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นพิษ PM2.5 จากหมอกควันข้ามพรมแดนที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้นในภาคใต้ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2569 ภาพรวมเหล่านี้สะท้อนว่า ซูเปอร์เอลนีโญไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่กำลังกลายเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยในเชิงโครงสร้าง ผ่านผลกระทบต่อทรัพยากร ต้นทุน และประสิทธิภาพของภาคธุรกิจโดยตรง

ธุรกิจเสี่ยงรับแรงกระแทกหลายด้านพร้อมกัน

KResearch ประเมินว่า กลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญอย่างชัดเจน ประกอบด้วย 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาคการเกษตร ภาคการผลิต และธุรกิจโรงแรมกับที่พัก ซึ่งล้วนเป็นภาคส่วนที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

ในภาคการเกษตร ความเสี่ยงจะตกหนักกับพืชที่พึ่งพาน้ำสูง โดยเฉพาะข้าว อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ และต้องการน้ำในการเติบโตสูง หากฝนลดลงและอุณหภูมิสูงขึ้นต่อเนื่อง ผลผลิตย่อมเผชิญแรงกดดันทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ

สำหรับภาคการผลิต แม้จะดูห่างจากความผันผวนทางธรรมชาติ แต่แท้จริงแล้วกลับมีความเปราะบางไม่น้อย เนื่องจากโรงงานจำนวนมากจำเป็นต้องใช้น้ำในกระบวนการผลิต หากเกิดภาวะแห้งแล้งต่อเนื่องก็อาจนำไปสู่ความเสี่ยงขาดแคลนน้ำ จนกระทบต่อการดำเนินงานและต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมโดยตรง

ส่วนธุรกิจโรงแรมและที่พักกำลังเผชิญแรงกดดันอีกด้านจากปัญหาฝุ่นควันและคุณภาพอากาศที่ถดถอย เพราะนอกจากจะกระทบต่อความสะดวกสบายของนักท่องเที่ยวแล้ว ยังอาจทำให้ผู้เดินทางลดกิจกรรมกลางแจ้งหรือชะลอการท่องเที่ยวในบางพื้นที่ โดยเฉพาะหากสถานการณ์หมอกควันข้ามพรมแดนรุนแรงขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวบางช่วง นั่นหมายความว่า ซูเปอร์เอลนีโญไม่ได้กระทบเฉพาะภาคการผลิตฐานรากเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงภาคบริการและรายได้จากการท่องเที่ยวด้วย

การรับมือไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขของความอยู่รอด

ท่ามกลางความเสี่ยงที่ชัดเจนขึ้น ภาคธุรกิจจึงจำเป็นต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับมืออย่างเป็นรูปธรรม โดยแนวทางแรกคือการลดการใช้น้ำที่ไม่จำเป็น เพื่อให้น้ำที่มีอยู่สามารถรองรับการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ปริมาณฝนลดลง มาตรการนี้อาจดูพื้นฐาน แต่ในภาวะที่น้ำกำลังจะกลายเป็นทรัพยากรตึงตัว การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการประคองธุรกิจไม่ให้สะดุด

อีกมาตรการสำคัญคือการวางแผนสต็อกน้ำให้เพียงพอสำหรับการอุปโภคและการดำเนินธุรกิจ เพื่อป้องกันไม่ให้กิจการหยุดชะงักในช่วงที่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาน้ำโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต โรงแรม หรือกิจการบริการบางประเภท การมีแผนสำรองทรัพยากรล่วงหน้าจะช่วยลดความเปราะบางและเพิ่มความต่อเนื่องในการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน การวางระบบรีไซเคิลน้ำเพื่อนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำก็เป็นอีกแนวทางที่ภาคธุรกิจควรเร่งพิจารณา เพราะไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากปริมาณน้ำต้นทุนที่ลดลง แต่ยังสะท้อนการปรับตัวเชิงโครงสร้างต่อโลกธุรกิจยุคใหม่ที่ความยั่งยืนต้องเดินควบคู่ไปกับประสิทธิภาพ

ในบริบทนี้ ซูเปอร์เอลนีโญจึงไม่ใช่เพียงสัญญาณเตือนของวิกฤตภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญว่าธุรกิจไทยจะสามารถยกระดับการบริหารทรัพยากร และสร้างภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนที่กำลังจะมาถึงได้มากเพียงใด


แชร์
ไทยเจอแน่“ซูเปอร์เอลนีโญ” โรงแรม-ภาคเกษตรเดือดร้อน น้ำแล้ง ฝุ่นซ้ำเติม