
ครัวเรือนไทยจ่อเผชิญแรงกดดันระลอกใหม่ ท่ามกลางต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้น รายได้ที่ไม่แน่นอน และภาระหนี้เดิมที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนฐานราก ผู้มีรายได้น้อย และผู้ประกอบการ SME ที่ต้องรับแรงกระแทกพร้อมกันทั้งค่าครองชีพ ต้นทุนพลังงาน และสภาพคล่องที่ตึงตัวมากขึ้น
ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ประเมินว่า สถานการณ์ความไม่แน่นอนจากตะวันออกกลางอาจทำให้ความเปราะบางด้านหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป เพราะเมื่อรายได้โตไม่ทันรายจ่าย ความสามารถในการชำระหนี้ย่อมลดลง ขณะที่หนี้เดิมอาจลดลงได้ช้ากว่าปกติ และบางครัวเรือนอาจจำเป็นต้องกู้เพิ่มเพื่อประคองค่าครองชีพหรือเสริมสภาพคล่อง
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การออกแบบมาตรการช่วยเหลือของรัฐ โดยเฉพาะมาตรการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งมีทั้งเงินโอนช่วยค่าครองชีพและซอฟต์โลนให้ภาคธุรกิจ
ดร.โสมรัศมิ์มองว่า เงินโอนอาจช่วยลดแรงกดดันไม่ให้ประชาชนต้องพึ่งหนี้เพิ่ม แต่ในส่วนของซอฟต์โลนต้องระวังเป็นพิเศษ ควรให้เฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพชำระคืน ไม่ใช่สร้างแรงจูงใจให้คนที่ยังไม่พร้อมก่อหนี้ใหม่ เพราะอาจซ้ำรอยบทเรียนจากมาตรการ “รถคันแรก” ที่เคยผลักให้หลายครัวเรือนแบกรับภาระหนี้เกินกำลังในระยะยาว
ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ประเมินว่า สถานการณ์ความไม่แน่นอนจากตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนและค่าครองชีพปรับสูงขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหนี้ครัวเรือนในระยะต่อไป เนื่องจากต้องเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น รายได้ที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น และภาระหนี้เดิมที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว
ดร.โสมรัศมิ์ ระบุว่า เมื่อรายได้ของครัวเรือนและธุรกิจมีความไม่แน่นอน ขณะที่ต้นทุนดำรงชีพและต้นทุนประกอบธุรกิจเพิ่มขึ้น ความสามารถในการชำระหนี้ย่อมถูกกระทบโดยตรง ทำให้ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่มีความเปราะบางค่อนข้างสูง ทั้งในมิติของรายได้ที่อาจไม่เพียงพอต่อรายจ่ายประจำวัน และในมิติของภาระชำระหนี้ที่อาจตึงตัวมากขึ้น
ดร.โสมรัศมิ์กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือในช่วงนี้ โดยเฉพาะมาตรการที่ลงไปสู่ครัวเรือนฐานราก จำเป็นต้องออกแบบให้มีความยืดหยุ่นมากพอ เพื่อให้เข้าใจและรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและรายได้ที่ลดลงหรือสะดุดชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม ความยืดหยุ่นดังกล่าวต้องไม่ทำให้แรงจูงใจในการรักษาวินัยทางการเงินหายไปทั้งหมด เพราะสำหรับกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบรุนแรง หรือยังมีรายได้เพียงพอ รัฐและสถาบันการเงินควรสร้างแรงจูงใจให้ยังคงชำระหนี้ต่อไปตามปกติ เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมหยุดชำระหนี้โดยไม่จำเป็น ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจริงและยังไม่มีรายได้เพียงพอในการชำระหนี้ ควรได้รับการช่วยประคองในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และเมื่อรายได้กลับมาแล้วก็ควรกลับเข้าสู่กระบวนการชำระหนี้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับผลกระทบต่อสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี ดร.โสมรัศมิ์อธิบายว่า มีโอกาสที่ตัวเลขดังกล่าวจะปรับเพิ่มขึ้นได้ หากจีดีพีขยายตัวต่ำหรือได้รับผลกระทบจากภาวะช็อกด้านรายได้ เพราะเมื่อฐานจีดีพีลดลงหรือโตช้า สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีจะสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ วิกฤตค่าครองชีพยังอาจกระทบความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชน ทำให้หนี้เดิมลดลงได้ช้ากว่าปกติ
ขณะเดียวกัน ยังมีความเป็นไปได้ที่ครัวเรือนและธุรกิจจะต้องการเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มเติม เพื่อใช้พยุงค่าครองชีพ เสริมสภาพคล่อง หรือประคองกิจการในช่วงที่ต้นทุนสูงขึ้นและรายได้ไม่แน่นอน ทั้งสองปัจจัยนี้จึงอาจทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีปรับขึ้นได้ในระยะข้างหน้า
ต่อกรณีที่รัฐบาลกำลังพิจารณาออกพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยมีทั้งส่วนที่เป็นเงินโอนเพื่อเติมกำลังซื้อและช่วยค่าครองชีพ รวมถึงส่วนที่เป็นซอฟต์โลนเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจ ดร.โสมรัศมิ์กล่าวว่า มาตรการลักษณะนี้จำเป็นต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในส่วนที่อาจนำไปสู่การเพิ่มภาระหนี้ใหม่ให้กับครัวเรือนหรือผู้ประกอบการ
ดร.โสมรัศมิ์ ระบุว่า มาตรการของรัฐแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือ “เงินโอน” เพื่อช่วยค่าครองชีพ ซึ่งถือเป็นมาตรการในลักษณะตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม หรือ safety net มากกว่าการกระตุ้นให้ก่อหนี้ เพราะการโอนเงินให้ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบสามารถช่วยให้มีเงินสำหรับใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน และลดความจำเป็นในการพึ่งพาสินเชื่อเพิ่มเติม โดยเฉพาะการกู้นอกระบบหรือการกู้เพื่อประคองรายจ่ายระยะสั้น
ในมิตินี้ ดร.โสมรัศมิ์ มองว่าเงินโอนอาจเป็นมาตรการที่ช่วยไม่ให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น เพราะหากประชาชนได้รับความช่วยเหลือด้านค่าครองชีพโดยตรง ก็อาจไม่จำเป็นต้องไปกู้เงินเพิ่มเพื่อใช้จ่ายในช่วงที่ต้นทุนชีวิตสูงขึ้น ดังนั้น หากออกแบบให้ตรงกลุ่มและตรงวัตถุประสงค์ มาตรการเงินโอนสามารถช่วยประคองกลุ่มเปราะบางได้โดยไม่เพิ่มภาระหนี้โดยตรง
ส่วนที่สองคือ “ซอฟต์โลน” ซึ่งรวมถึงสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจ และสินเชื่อที่อาจถูกใช้เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เช่น การปรับเปลี่ยนรถยนต์ไปสู่ EV หรือการปรับปรุงบ้านและธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มาตรการกลุ่มนี้จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังสูงกว่าส่วนเงินโอน เพราะเป็นมาตรการที่ทำให้ผู้ได้รับความช่วยเหลือมีภาระหนี้เพิ่มขึ้นโดยตรง แม้จะเป็นหนี้ที่มีเงื่อนไขผ่อนปรนก็ตาม
ดร.โสมรัศมิ์กล่าวว่า การออกซอฟต์โลนควรให้กับลูกหนี้หรือผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเป็นหลัก กล่าวคือ ต้องเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการสร้างรายได้หรือมีศักยภาพในการชำระคืนในอนาคต ไม่ควรออกแบบมาตรการให้จูงใจคนที่ยังไม่มีความพร้อมทางการเงินเข้ามาก่อหนี้ใหม่ เพราะอาจกลายเป็นปัญหาระยะยาวต่อทั้งตัวลูกหนี้ ระบบสถาบันการเงิน และภาพรวมเศรษฐกิจ
ดร.โสมรัศมิ์ ระบุว่า หากมองย้อนกลับไปในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา จะเห็นบทเรียนสำคัญหลายครั้งที่มาตรการช่วยเหลือผ่านสินเชื่อหรือการพักหนี้มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือน เช่น ช่วงน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลมีซอฟต์โลนให้ประชาชนกู้ไปซ่อมบ้าน และเป็นหนึ่งในช่วงแรกที่หนี้ครัวเรือนไทยปรับสูงขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่ในช่วงโควิด-19 ก็มีมาตรการช่วยเหลือเกี่ยวกับการพักหนี้ ซึ่งแม้ช่วยบรรเทาผลกระทบระยะสั้น แต่ก็ทำให้ภาระหนี้บางส่วนพอกพูนขึ้นหลังจากนั้น
นอกจากนี้ บทเรียนจากมาตรการ ‘รถคันแรก’ ในอดีตยังสะท้อนชัดว่า หากมาตรการภาครัฐจูงใจให้กลุ่มที่ยังไม่พร้อมเข้ามากู้หรือซื้อสินทรัพย์เกินศักยภาพทางการเงิน อาจนำไปสู่ปัญหาหนี้เสียและภาระชำระหนี้ในระยะยาว ดังนั้น มาตรการสินเชื่อรอบใหม่จึงควรออกแบบอย่างรอบคอบ มีการคัดกรองผู้กู้ที่มีศักยภาพ และไม่ควรทำให้การช่วยเหลือระยะสั้นกลายเป็นการสะสมความเปราะบางทางการเงินในอนาคต