Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
คนขายเหนื่อย เลือกขนส่งไม่ได้-ค่าธรรมเนียมขึ้น กฎหมายดูแลได้แค่ไหน ?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

คนขายเหนื่อย เลือกขนส่งไม่ได้-ค่าธรรมเนียมขึ้น กฎหมายดูแลได้แค่ไหน ?

5 พ.ค. 69
17:57 น.
แชร์

แม้ว่าประเทศไทยมีกฎหมาย พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ที่กำหนดลักษณะพฤติกรรมต้องห้าม หรือการกระทำความผิดของผู้ประกอบธุรกิจเอาไว้ เพื่อกำกับดูแลพฤติกรรมของผู้ประกอบธุรกิจ ป้องกันการผูกขาดและการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยผู้ฝ่าฝืนจะต้องรับโทษตามกฎหมาย

และคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ออกประกาศ “แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้าน (Multi-sided Platform) ประเภทธุรกิจบริการดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ (E-Commerce)” หรือ ‘ไกด์ไลน์ E-Commerce’ เพื่อใช้ในการกำกับดูแลพฤติกรรมทางการค้าของผู้ประกอบธุรกิจ E-Commerce โดยมีผลใช้บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569

ทั้งนี้ ไกด์ไลน์ E-Commerce กำหนดแนวทางพิจารณาพฤติกรรมทางการค้า แบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก คือ พฤติกรรมด้านราคา (Price Behavior) เช่น เรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย รวมถึงผลประโยชน์อื่นใดในอัตราที่สูงเกินสมควร เมื่อเทียบกับอัตราที่เคยเรียกเก็บ และพฤติกรรมทางการค้าอื่น (Non-price Behavior) เช่น การกีดกันการมองเห็นสินค้าหรือบริการของผู้ขาย และให้สิทธิพิเศษเอื้อประโยชน์เฉพาะตนหรือผู้ขายรายอื่นที่ตนได้รับผลประโยชน์มากกว่า โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และการบังคับให้เลือกหรือยอมรับเงื่อนไขใด ๆ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เช่น บังคับเลือกบริการรับและขนส่งสินค้า

แต่ในความเป็นจริง แพลตฟอร์มยังมีพฤติกรรมไม่สอดคล้องกับที่กฎหมายกำหนด สะท้อนว่ายังมีข้อจำกัดหรือช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย โดยมีสองสามเรื่องหลัก ๆ ที่มีการสะท้อนปัญหาออกมาในหมู่คนค้าขายออนไลน์ คือ (1) แพลตฟอร์มไม่เปิดให้ผู้ขายเลือกผู้ให้บริการขนส่ง (2) การปิดกั้นผู้ขายที่ไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรมพิเศษต่าง ๆ บีบให้ผู้ขายต้องเข้าร่วมโปรแกรม ซึ่งต้องจ่ายค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่ม (3) ค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มปรับขึ้นเรื่อย ๆ จนบีบกำไรของผู้ขายให้บางลงเรื่อย ๆ

แพลตฟอร์มยังบังคับเลือกบริการขนส่ง

แม้ว่าไกด์ไลน์ E-Commerce ระบุว่า การบังคับให้ผู้ขายเลือกใช้บริการใดบริการหนึ่งโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม แต่แพลตฟอร์มยังคงมีพฤติกรรมบังคับเลือกบริการรับและขนส่งสินค้าอยู่เช่นเดิม จึงมีเสียงเรียกร้องจากผู้ได้รับผลกระทบให้หน่วยงานกำกับดูแลเร่งตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช เป็นตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมดังกล่าว เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) อีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เขาได้เข้ายื่นหนังสือขอให้ กขค.ตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์ม เนื่องจากมีผู้ค้าบนแพลตฟอร์มร้องขอให้ช่วยเหลือกรณีไม่ได้รับความเป็นธรรมในการเลือกใช้บริการผู้ขนส่งสินค้าบนแพลตฟอร์ม

ทนายอนันต์ชัยกล่าวว่า แม้ว่า กขค.ได้ออกไกด์ไลน์ Multi-sided platform (E-Commerce) ซึ่งมีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 แต่แพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์หลายแพลตฟอร์มยังคงมีพฤติกรรมบังคับเลือกบริการรับและขนส่งสินค้าเช่นเดิม ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวของแพลตฟอร์มอาจเข้าข่ายเป็นการบังคับให้เลือกหรือยอมรับเงื่อนไขใด ๆ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศ กขค.ข้างต้น และอาจเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 จึงเป็นที่มาของการยื่นหนังสือร้องเรียนกล่าวโทษ เพื่อขอให้ กขค.เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายโดยด่วน

ทนายอนันต์ชัยย้ำว่า เมื่อไกด์ไลน์ E-Commerce มีผลใช้บังคับแล้ว อยากให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ขายสินค้าบนแพลตฟอร์มและผู้ซื้อ ให้สามารถเลือกใช้บริการขนส่งสินค้าได้ตามความสมัครใจของตน ไม่ให้เกิดการกีดกันหรือจำกัดสิทธิทั้งต่อผู้ซื้อและผู้ขาย และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบธุรกิจขนส่งสินค้าที่จะได้โอกาสในการแข่งขันทางการค้าอย่างเท่าเทียม

แพลตฟอร์มเดินหน้าขึ้นค่าธรรมเนียม

เรื่องการขึ้นค่าธรรมเนียม ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นปัญหาหลักที่ผู้ค้าขายบนแพลตฟอร์มสะท้อนอย่างต่อเนื่อง แพลตฟอร์มก็ยังคงเดินหน้าประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมและค่าบริการ หลัง กขค.ประกาศไกด์ไลน์ E-Commerce ออกมา

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ลาซาด้า (Lazada) ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมบริการมาร์เก็ตเพลส (Marketplace service fee) และค่าธรรมเนียมโปรแกรมลาซาด้า ซึ่งประกอบด้วย พรีเมียมแพกเกจ โปรแกรมส่งฟรีพิเศษกับลาซาด้า และโปรแกรมคูปองแคมเปญ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 00:00 น. เป็นต้นไป โดยค่าธรรมเนียมบริการมาร์เก็ตเพลส อัตราใหม่อยู่ที่ 13.0% ค่าธรรมเนียมพรีเมียมแพกเกจ 6-8% ค่าธรรมเนียมโปรแกรมส่งฟรีพิเศษกับลาซาด้า 6% และค่าธรรมเนียมโปรแกรมคูปองแคมเปญ 7%

ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 Shopee ประกาศปรับค่าธรรมเนียม โดยระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เวลา 00:00 น. เป็นต้นไป จะดำเนินการปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมการขายสำหรับ Mall Sellers และ Non-Mall Seller โดยสินค้าในบางหมวดหมู่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมการขาย และสินค้าในบางหมวดหมู่จะมีการปรับเปลี่ยนอัตราค่าธรรมเนียมการขาย 1.5% (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ค่าธรรมเนียมการขาย (Sale Transaction Fee) รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว สำหรับ Mall Sellers หมวดที่มีอัตราค่าธรรมเนียมการขายสูงสุด ปรับเพิ่มจาก 16.05% เป็น 17.20% และสำหรับ Non-Mall Sellers หมวดที่มีอัตราค่าธรรมเนียมการขายสูงสุด ปรับเพิ่มจาก 13.91% เป็น 14.98% โดยมีส่วนลดค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ขายที่เข้าร่วมโปรแกรม PRIME Seller และผู้ขายรายเล็ก

ทั้งนี้ ผู้ค้าตั้งข้อสังเกตว่า “สินค้าในบางหมวดหมู่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมการขาย” นั้น เป็นหมวดหมู่สินค้าที่มีการขายบนแพลตฟอร์มน้อยอยู่แล้ว และ ‘ผู้ขายรายเล็ก’ ที่ได้รับส่วนลดนั้นก็มีจำนวนน้อยมาก เนื่องจากเกณฑ์ที่จะเป็น ‘ผู้ขายรายเล็ก’ นั้น กำหนดเพดานยอดขายต่ำเพียง 10,000 บาทต่อเดือน (ในช่วง 30 วันก่อนตัดรอบในแต่ละเดือน)

ผู้ขายจำเป็นต้องยอมจ่ายมากขึ้น

แหล่งข่าวรายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ขายบนแพลตฟอร์มสองเจ้าใหญ่ ทั้งชอปปี้ (Shopee) และลาซาด้า (Lazada) บอกกับ SPOTLIGHT ถึงเรื่องค่าธรรมเนียมการขายบนแพลตฟอร์มว่า ค่าธรรมเนียมการขายที่แพลตฟอร์มประกาศอัตราตามหมวดหมู่ เป็นค่าธรรมเนียมเบื้องต้นเท่านั้น หากผู้ขายเข้าร่วมโปรแกรมต่าง ๆ เช่น เข้าร่วมโปรแกรมร้านส่งฟรีและมอบโค้ดส่วนลดให้ลูกค้า ก็จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น และหากผู้ขายเข้าร่วมโปรแกรมซื้อก่อนผ่อนชำระทีหลัง ก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นไปอีก โดยรวมแล้วผู้ขายบางรายต้องจ่ายค่าธรรมเนียมถึงเกือบ 30%

เธอบอกอีกว่า แม้ว่าแพลตฟอร์มมีหลายอัตราค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับโปรแกรมหรือแพ็กเกจที่ผู้ขายเลือก แต่ในทางปฏิบัติ ร้านค้าจำเป็นต้องเลือกเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการขาย เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายตามกลไกที่แพลตฟอร์มออกแบบมา ร้านของเธอเองก็เช่นกันกับร้านค้าอีกจำนวนมากที่จำเป็นต้องเข้าร่วมโปรแกรมส่งฟรีและมอบโค้ดส่วนลดให้ลูกค้า แม้ว่าต้องแลกมาด้วยการจ่ายค่าธรรมเนียมมากขึ้น โดยปัจจุบัน ร้านของเธอจ่ายค่าธรรมเนียมบนแพลตฟอร์ม Shopee อัตรา 20-21% และจ่ายบนแพลตฟอร์ม Lazada อัตรา 19-20% ของราคาขาย

ส่วนการที่แพลตฟอร์มไม่ให้เลือกบริการขนส่งเองนั้นส่งผลกระทบต่อผู้ค้าหลัก ๆ ในเรื่องความมั่นใจในคุณภาพของการให้บริการ เนื่องจากผู้ขายเคยประสบปัญหาพัสดุสูญหาย หรือกล่องพัสดุบุบ-เสียหายในระหว่างการขนส่งของผู้ให้บริการบางราย ผู้ขายจึงต้องการเลือกใช้บริการขนส่งที่มั่นใจในคุณภาพการให้บริการ ซึ่งจากประสบการณ์การใช้บริการ ตัวเธอเองมั่นใจในบริการของไปรษณีย์ไทยมากที่สุด

เธอบอกอีกว่า แม้ว่าบางแพลตฟอร์มเปิดโอกาสให้ผู้ขายขอเปลี่ยนผู้ให้บริการขนส่งได้ แต่ในทางปฏิบัติมีขั้นตอนที่ซับซ้อนและเป็นภาระของผู้ขาย เนื่องจากต้องยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการและใช้ระยะเวลาในการพิจารณาอนุมัติ โดยผู้ขายถูกกำหนดให้ต้องนำส่งหลักฐานเพื่อยืนยันข้อบกพร่องในการบริการของผู้ขนส่งรายเดิม เช่น ไม่เข้ามารับสินค้าตามกำหนด หรือทำพัสดุเสียหาย ซึ่งสร้างความยุ่งยากและส่งผลกระทบต่อความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ

บจก. มั่นคงแก็ดเจ็ท เป็นหนึ่งในผู้ค้าที่ส่งเสียงเรียกร้องให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เร่งดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการค้าขายชาวไทย โดยกมล พูนทรัพย์ ผู้บริหาร บจก. มั่นคงแก็ดเจ็ท ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 มีสาระสำคัญว่า แม้ประกาศไกด์ไลน์ E-Commerce ของ กขค. มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 แต่ล่วงเลยมานานกว่า 30 วันแล้ว แพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ยังไม่มีการแก้ไขเรื่องการผูกขาดหรือการบังคับใช้ผู้ให้บริการขนส่ง แม้ว่าในทางเทคนิคจะสามารถแก้ไขได้ในเวลาเพียง 30 นาที

ผู้บริหาร บจก. มั่นคงแก็ดเจ็ท กล่าวว่า การที่แพลตฟอร์มไม่ตอบสนองต่อกฎหมาย เป็นการไม่ให้ความสำคัญหรืออาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายไทย ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายต่อกฎหมายไทย พร้อมทั้งชี้ให้เห็นข้อจำกัดของกฎหมายที่อาจไม่สามารถเอาผิดแพลตฟอร์มได้ว่า กรอบกฎหมายระบุคำว่า ‘บังคับ’ เป็นตัวชี้วัดในการพิจารณาพฤติกรรมของแพลตฟอร์มที่อาจเข้าข่ายการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม แต่ในความเป็นจริง แพลตฟอร์มใช้การบิดเบือนเงื่อนไขจนผู้ค้าต้องจำใจยอมรับในเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะการเลือกบริษัทขนส่งไม่ได้ ซึ่งถือเป็นความไม่เป็นธรรมที่ชัดเจนที่สุด ณ ปัจจุบัน

นอกจากนั้น ผู้บริหาร บจก. มั่นคงแก็ดเจ็ท เรียกร้องว่า เรื่องที่อยากให้ กขค.พิจารณามากที่สุด คือ “การแทรกแซงในกิจการค้าของผู้อื่นด้วยการแจกคูปอง จนทำลายช่องทางการค้าของคนไทยหมดทุกช่องทาง” พร้อมเรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสมตามกรอบอำนาจหน้าที่

กฎหมายไทยกำกับแพลตฟอร์มได้แค่ไหน ?

เมื่อพฤติกรรมต่าง ๆ ของแพลตฟอร์มยังคงดำเนินไป จึงนำมาซึ่งคำถามว่า กฎหมายที่ไทยมีอยู่นั้นสามารถกำกับดูแลแพลตฟอร์มได้แค่ไหน โดยไกด์ไลน์ E-Commerce นั้น ถูกวิจารณ์ตั้งแต่ประกาศออกมาแรก ๆ แล้วว่า เป็นกฎหมายที่ไม่เพียงพอต่อการกำกับพฤติกรรมของแพลตฟอร์ม

อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาในเชิงโครงสร้างกฎหมาย ‘ไกด์ไลน์ E-Commerce’ ไม่ใช่กฎหมายที่บังคับใช้โดยลำพัง แต่เป็นประกาศที่ออกมาเพื่อสร้างความชัดเจนในการตีความและพิจารณาพฤติกรรมทางการค้าที่อาจเข้าข่ายไม่เป็นธรรม ภายใต้กรอบของ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักในการกำกับดูแลและบังคับใช้ ดังนั้น กฎหมายจะกำกับดูแลแพลตฟอร์มได้แค่ไหน จึงขึ้นอยู่กับกฎหมายหลัก

สำหรับขอบเขตและอำนาจของ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 นั้น ปิยาพัชร ทับอินทร์ หัวหน้ากลุ่มบริหารงานคดี รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานคดี สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ให้ข้อมูลว่า พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ได้กำหนดลักษณะพฤติกรรมต้องห้าม หรือการกระทำความผิดของผู้ประกอบธุรกิจในมาตรา 50, 54, 55, 57 และ 58 เพื่อมุ่งกำกับดูแลพฤติกรรมของผู้ประกอบธุรกิจ ป้องกันการผูกขาดและการค้าที่ไม่เป็นธรรม ผู้ฝ่าฝืนจะต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับฐานความผิดนั้น ๆ

ทั้งนี้ โทษที่กำหนดไว้ มีทั้งโทษอาญาและโทษทางปกครอง ซึ่งโทษทางอาญามีทั้งโทษปรับและโทษจำคุก ส่วนโทษทางปกครอง มีเฉพาะโทษปรับทางปกครองเท่านั้น สำหรับอัตราค่าปรับทั้งอาญาและปกครอง มีอัตราโทษปรับไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด

ในส่วนไกด์ไลน์ E-Commerce นั้น จะถูกใช้ประกอบกการพิจารณาร่วมกับ พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ในการพิจารณาพฤติกรรมทางการค้าต่าง ๆ โดยไกด์ไลน์ได้อธิบายลักษณะพฤติกรรมตามมาตราหลักต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมในตลาดที่เกิดขึ้นจริง เช่น การบังคับเลือกขนส่ง การบังคับเลือกบริการช่องทางการชำระเงิน การกีดกันการมองเห็นสินค้าหรือบริการของผู้ขาย โดยใช้ระบบอัลกอริทึมปิดกั้นและให้สิทธิพิเศษเอื้อประโยชน์เฉพาะตน และการกำหนดเงื่อนไขที่เป็นการบังคับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เป็นต้น

ด้านการดำเนินการของ กขค. ปิยาพัชรยืนยันว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สำนักงาน กขค.ได้ติดตามและตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มมาโดยตลอด “จึงอยากให้ผู้ประกอบธุรกิจระมัดระวังพฤติกรรมอันอาจฝ่าฝืน หรืออาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560”

แม้ว่าจะมีกฎหมายที่กำหนดบทลงโทษ และมีคำยืนยันของการทำหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแล แต่ตราบใดที่พฤติกรรมของแพลตฟอร์มที่อาจเข้าข่ายไม่เป็นธรรมและสร้างผลกระทบแก่ผู้ขายยังคงเกิดขึ้น คำถามที่ว่ากฎหมายของไทยเพียงพอหรือยังสำหรับการกำกับแพลตฟอร์ม ก็จะยังคงอยู่เช่นกัน

แชร์
คนขายเหนื่อย เลือกขนส่งไม่ได้-ค่าธรรมเนียมขึ้น กฎหมายดูแลได้แค่ไหน ?