
สก๊อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ กล่าวหารัฐบาลจีนว่า ให้การเงินทุนสนับสนุน “รัฐที่เป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ของการก่อการร้าย” ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกอิหร่าน พร้อมทั้งยังบอกด้วยว่า รัฐบาลจีนควรจะช่วยรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
การกล่าวหาจีนของรัฐมนตรีสหรัฐฯ มีขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา และเกิดขึ้นก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ จะเยือนกรุงปักกิ่งของจีนในสัปดาห์หน้า โดยทรัมป์มีกำหนดการจะเข้าพบปะหารือกับสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีนด้วย
เบสเซนต์ให้สัมภาษณ์กับ Fox News ว่า “อิหร่านคือรัฐสนับสนุนก่อการร้ายรายใหญ่ที่สุด และจีนก็ซื้อเชื้อเพลิงจากอิหร่านคิดเป็นกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น พวกเขาสองประเทศจึงเป็นรัฐสนับสนุนก่อการร้ายที่ใหญ่ที่สุด”
อย่างไรก็ตาม แม้จะกล่าวหาอิหร่าน แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลปักกิ่งร่วมมือกับวอชิงตัน ในความพยายามเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกถูกปิดกั้น
“การโจมตีจากอิหร่านทำให้ช่องแคบถูกปิด ขณะนี้เรากำลังดำเนินการเปิดมันอีกครั้ง ดังนั้นผมขอเรียกร้องให้จีนเข้าร่วมสนับสนุนปฏิบัติการระหว่างประเทศนี้” เบสเซนต์กล่าว
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ จะ “นำทาง” เรือที่ติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซให้ออกสู่เส้นทางปลอดภัย พร้อมเตือนอิหร่านไม่ให้แทรกแซงภารกิจดังกล่าว ซึ่งถูกตั้งชื่อว่า “Project Freedom”
เบสเซนต์ย้ำว่า สหรัฐฯ ไม่ยอมรับว่าอิหร่านมีอำนาจควบคุมพื้นที่ดังกล่าว โดยระบุว่า “อิหร่านไม่ได้ควบคุมฮอร์มุซ เราต่างหากที่มีอำนาจควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ”
อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ยังเสนอให้จีนใช้บทบาทและอิทธิพลที่มีต่ออิหร่าน เพื่อช่วยคลี่คลายวิกฤตครั้งนี้ โดยกล่าวว่า “เราต้องการเห็นจีนก้าวขึ้นมาใช้การทูต กดดันให้อิหร่านเปิดช่องแคบอีกครั้ง”
เบสเซนต์ยังย้ำด้วยว่า จีนและรัสเซียได้ใช้สิทธิวีโต้ยับยั้งความพยายามที่จะประณามการปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ผ่านทางคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
ทั้งจีนและรัสเซียได้วีโต้ร่างมติของสหประชาชาติว่าด้วยฮอร์มุซเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยระบุว่า เป็นการออกมติเพียงฝ่ายเดียวและประณามเพียงแค่รัฐบาลอิหร่าน แต่กลับไม่มีการแก้ปัญหาที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านก่อนเลย
ด้านเอกอัครราชทูตจีนประจำสหประชาชาติ ระบุว่า ร่างแถลงการณ์ฉบับเดียว “ไม่สามารถสะท้อนถึงต้นตอของความขัดแย้งและภาพรวมทั้งหมดได้อย่างครอบคลุมและสมดุล”
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2018 เมื่อทรัมป์ตัดสินใจถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์พหุภาคี และเดินหน้ามาตรการกดดันขั้นสูงสุด (maximum pressure) ผ่านการคว่ำบาตร เพื่อจำกัดศักยภาพด้านพลังงานของอิหร่าน
ข้อตกลงดังกล่าว หรือที่รู้จักในชื่อ Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) กำหนดให้อิหร่านลดขนาดโครงการนิวเคลียร์ลงอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้การตรวจสอบของนานาชาติ เพื่อแลกกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม แม้ข้อตกลงจะล่มสลาย จีนยังคงนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านต่อเนื่อง
สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดมากขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรหน่วยงานของจีนที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายน้ำมันกับอิหร่าน ด้านปักกิ่งตอบโต้ว่า ไม่ยอมรับอำนาจศาลของสหรัฐฯ ต่อธุรกรรมทางการเงินที่ตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนหลิน เจียน ระบุว่า “จีนคัดค้านมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ” พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการใช้มาตรการลงโทษและการขยายอำนาจนอกเขตอำนาจ
จีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก ยังคงเป็นผู้ซื้อน้ำมันหลักจากอิหร่าน สมาชิกกลุ่มโอเปก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ที่ผ่านมา ปักกิ่งยังเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่จากเวเนซุเอลา และเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย โดยการนำเข้าน้ำมันจากทั้งสามประเทศที่เผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก ช่วยให้จีนสามารถประหยัดต้นทุนการนำเข้าได้หลายพันล้านดอลลาร์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์พลังงาน Kpler ระบุว่า ในปี 2025 จีนซื้อน้ำมันที่อิหร่านส่งออกมากกว่า 80% ของทั้งหมด เนื่องจากน้ำมันอิหร่านมีผู้ซื้อจำกัดจากผลของมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่มุ่งตัดแหล่งรายได้ซึ่งอาจนำไปสนับสนุนโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน
โดยเฉลี่ยแล้ว จีนนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านราว 1.38 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปีที่ผ่านมา คิดเป็นประมาณ 13.4% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมดที่จีนนำเข้าทางทะเลซึ่งอยู่ที่ 10.27 ล้านบาร์เรลต่อวัน
แม้จะเผชิญแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ จีนยังคงรักษาบทบาทเป็น “ลูกค้าหลัก” ของน้ำมันอิหร่าน ซึ่งทำให้ปักกิ่งกลายเป็นตัวแปรสำคัญในสมการพลังงานโลก และในวิกฤตที่เชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงระหว่างประเทศในเวลานี้