
กรุงเทพฯ ... ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว แต่เมืองที่ "ลงตัว" ควรมีหน้าตาแบบไหน? เมืองที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้าหรือเปล่า? เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา หากพูดถึงพื้นที่นัดพบหรือ third place ของคนกรุงเทพฯ ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงอาจเป็น “ห้างสรรพสินค้า” เพราะเมื่อคิดไม่ออกว่าจะไปไหน กินอะไร หรือทำกิจกรรมอะไร ห้างฯ มักเป็นคำตอบที่ง่ายที่สุด
ห้างสรรพสินค้าจึงทำหน้าที่มากกว่าพื้นที่ซื้อขายสินค้า แต่กลายเป็นพื้นที่พักผ่อนหลักของคนเมือง เพราะมีความสะดวกสบาย เป็นสถานที่ที่เป็น one-stop service สามารถ กิน-ดื่ม-ช้อป-ชิล ทำทุกกิจกรรมได้ในบรรยากาศแอร์เย็นฉ่ำ
แต่วันนี้ พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่กำลังเริ่มเปลี่ยนไป พื้นที่นัดพบของวัยรุ่นและคนเมืองไม่ได้จำกัดอยู่แค่ห้างสรรพสินค้าอีกต่อไป แต่เริ่มขยับออกมาสู่ “สวนสาธารณะ” มากขึ้น
ภาพที่เห็นได้ชัดคือกระแส Run Club ที่เกิดขึ้นทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงปรากฏการณ์การรวมตัวเต้นเเอโรบิก ออกกำลังกาย และทำกิจกรรมกลางแจ้งที่สวนลุมพินี ซึ่งสะท้อนว่า สวนสาธารณะกำลังกลายเป็นพื้นที่ทางสังคมรูปแบบใหม่ของคนเมือง
อะไรทำให้ภาพลักษณ์ของ “สวนสาธารณะ” เปลี่ยนไป จากพื้นที่ที่เคยถูกมองว่าเป็นแหล่งรวมตัวของผู้สูงวัย กลายเป็นจุดหมายยอดฮิตของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z สายเฮลตี้ที่ต้องมาเช็กอิน สิ่งเหล่านี้กำลังสะท้อนความต้องการอะไรของคนเมืองรุ่นใหม่?
บทความนี้ SPOTLIGHT ชวนทุกคนไปหาคำตอบ พร้อมพูดคุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับอาจารย์ต่อ-อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนพัฒนาเมือง
ปรากฏการณ์ “สวนลุมฯ” ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน หากย้อนกลับไปตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เมื่อสวนลุมพินีเริ่มกลายเป็นพื้นที่รวมตัวของคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะกระแส “คนโสดใส่เสื้อสีดำไปวิ่ง” ที่ทำให้บรรยากาศของสวนสาธารณะใจกลางกรุงเทพฯ เริ่มเปลี่ยนไป จากพื้นที่ออกกำลังกายของกลุ่มขาประจำ สู่จุดนัดพบของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ ที่หันมาใช้สวนสาธารณะเป็นพื้นที่ออกกำลังกายและพบปะกันมากขึ้น
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สวนลุมฯ กลายเป็นไวรัลในวงกว้าง มาจาก “กระแสแอโรบิกสวนลุมฯ” หลังจาก “แทยง” สมาชิกวง NCT ศิลปินเกาหลีชื่อดัง เดินทางมาวิ่งที่สวนลุมพินี และแวะร่วมเต้นแอโรบิก ก่อนจะพูดถึงความยากของสเต็ปการเต้น เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นกระแสในหมู่แฟนคลับ ที่พากันเดินทางมาเต้นตาม พร้อมถ่ายคลิปเผยแพร่บน TikTok จนกระแสขยายตัวอย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์
ความไวรัลของแอโรบิกสวนลุมฯ ไม่ได้เกิดจากชื่อเสียงของศิลปินเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจาก “ความยากแบบท้าทาย” ของท่าเต้น ประกอบกับเพลง EDM จังหวะสนุก ที่ให้บรรยากาศคล้ายการไปเต้นในคลับ เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่จาก night club มาเป็นสวนสาธารณะกลางเมือง ทำให้คนรุ่นใหม่มองว่า การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องจริงจังหรือน่าเบื่อเสมอไป แต่สามารถเป็นกิจกรรมที่สนุก จอย และสร้างคอมมูนิตี้ได้ในเวลาเดียวกัน
จากลานเต้นเล็กๆ ที่เคยมีเพียงกลุ่มขาประจำ ไม่มีจอ ไม่มีเวทีใหญ่ และอาศัยการมองผู้นำเต้นเป็นหลัก สวนลุมฯ กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาร่วมเต้นจำนวนมาก จนเกิดภาพ “สวนลุมฯ แตก” โดยเฉพาะวันที่ “ดาด้า มิสแกรนด์” มารับหน้าที่เป็นผู้นำเต้นแอโรบิก ซึ่งมีผู้ร่วมกิจกรรมมากกว่า 3,000 คน
‘รู้หน้าไม่รู้สเต็ป เต้นไปก่อน ความพร้อมไม่ต้อง ท่าไม่รู้ เน้นจอยอย่างเดียว’ นี่คือความสนุกที่คนรุ่นใหม่ได้สื่อสารออกมาในโลกออนไลน์จนทำให้หลายๆ คนอยากมาลองเช็กอินเต้นตาม
เมื่อถามถึงกระแสรักสุขภาพที่กำลังเติบโตในกลุ่มคนรุ่นใหม่ อาจารย์ต่อ-อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนพัฒนาเมือง ให้มุมมองกับทีม SPOTLIGHT ว่า เทรนด์สุขภาพไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เกิดขึ้นมาแล้วอย่างน้อย 3-5 ปี ผ่านแนวคิดอย่าง longevity และ wellness เพียงแต่ความหมายของ “สถานะทางสังคม” กำลังเปลี่ยนไป
ในอดีต การแสดงสถานะทางสังคมอาจผูกอยู่กับความมั่งคั่ง เช่น การรับประทานอาหารหรู การขับรถราคาแพง หรือการใช้ชีวิตในพื้นที่พรีเมียม แต่ในปัจจุบัน สถานะทางสังคมกลับสะท้อนผ่านไลฟ์สไตล์มากขึ้น ใครที่มี work-life balance มีเวลาออกกำลังกายหลังเลิกงาน มีสุขภาพดี และสามารถใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพได้ กลายเป็นภาพของ “ความรวย” ในความหมายใหม่ของคนยุคนี้
อาจารย์ต่อยังตั้งข้อสังเกตว่า ภาพจำของสวนสาธารณะในอดีตมักถูกมองว่าเป็นพื้นที่ของผู้สูงอายุ เป็นสถานที่เงียบๆ มีต้นไม้ มีคนมาเดินเล่นหรือออกกำลังกายเบาๆ แต่กระแสที่เกิดขึ้นจาก Gen Z กำลังเปลี่ยนภาพจำดังกล่าว จาก “สวนสาธารณะของคนแก่” ไปสู่ “พื้นที่แฮงเอาต์สุดเก๋ของ Gen Z”
ในมุมของนักออกแบบและพัฒนาเมือง ปรากฏการณ์นี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะสะท้อนให้เห็นว่า คนเมืองเริ่มเปิดรับประสบการณ์ใหม่ในการใช้พื้นที่นอกบ้าน หรือ third place มากขึ้น จากเดิมที่ third place ของกรุงเทพฯ มักถูกผูกไว้กับ “ห้างสรรพสินค้า” เป็นหลัก กำลังค่อยๆ ขยับมาสู่ “สวนสาธารณะ” ในฐานะพื้นที่ใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง
"ต้องยอมรับว่ากรุงเทพฯ มีห้างสรรพสินค้าเยอะมาก เพราะมันตอบโจทย์ชีวิต มีหลายอย่างครบครัน ที่สำคัญที่สุดคืออากาศเย็น แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าห้างอาจจะไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป เพราะ lifestyle ของคนรุ่นใหม่ เขาโหยหาอะไรที่มากกว่าความสะดวกสบาย" อาจารย์ต่อกล่าว
หากพูดถึงสวนสาธารณะขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ หลายคนอาจนึกถึงชื่อเดิมๆ ไม่กี่แห่ง เช่น สวนลุมพินี สวนเบญจกิติ หรือสวนวชิรเบญจทัศ หรือสวนรถไฟ แต่คำถามสำคัญคือ เมืองที่ดีควรมีพื้นที่สีเขียวให้คนเมืองเข้าถึงได้มากกว่านี้หรือไม่
อาจารย์ต่อ ได้แชร์มุมมองให้ทีม SPOTLIGHT ฟังว่า หนึ่งในโจทย์ใหญ่ของกรุงเทพฯ คือการขาดแคลนพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ เพราะปัจจุบันพื้นที่เมืองถูกใช้ไปกับอาคาร บ้านเรือน และศูนย์การค้าจำนวนมาก ทำให้สวนสาธารณะขนาดใหญ่มีอยู่เพียงไม่กี่แห่ง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่กรุงเทพมหานครพยายามผลักดันนโยบาย “สวน 15 นาที” เพื่อกระจายพื้นที่สีเขียวไปยังหลายจุดของเมืองมากขึ้น แทนที่จะปล่อยให้สวนสาธารณะกระจุกตัวอยู่เฉพาะบางพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ได้อยู่แค่จำนวนสวนเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “เวลาใช้งาน” ด้วย อาจารย์ต่อชี้ว่า สวนสาธารณะในกรุงเทพฯ ที่เปิดถึงช่วงดึกยังมีจำนวนจำกัด ขณะที่สวนใกล้บ้านหลายแห่งปิดตั้งแต่ประมาณ 19.00 น. ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนทำงาน เพราะส่วนใหญ่คนมักออกมาออกกำลังกายช่วง Golden Hours คือช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตก แต่กว่าพนักงานออฟฟิศจะเลิกงานและเดินทางถึงสวน เวลาสำหรับออกกำลังกายก็แทบจะหมดลงแล้ว
นอกจากนี้ กิจกรรมบางประเภท เช่น แอโรบิก จำเป็นต้องใช้พื้นที่ค่อนข้างกว้าง ซึ่งมักพบได้ในสวนขนาดใหญ่ มากกว่าสวนขนาดเล็ก เพราะหากมีคนเข้าร่วมเพียง 30 คน พื้นที่ของสวนขนาดเล็กก็อาจเต็มแล้ว
"ในเชิงของการออกแบบเมืองที่ดี มันควรต้องมีสวนสาธารณะแบบนี้อยู่ใกล้บ้าน แล้วต้องเติมตัวกิจกรรม แต่สวนขนาดเล็กก็จำเป็น เพราะไม่อย่างงั้นคนที่อยู่ไกลๆ ก็ต้องเดินทางเข้ามาในเมืองเพื่อมาสวนลุมฯ หรือสวนเบญฯ สวนไม่ควรกระจุกตัว แต่มันต้องกระจายตัวไปพื้นที่อื่นๆ บ้าง" อาจารย์ต่อกล่าว
นอกจากนี้ หากพูดถึงความเพียงพอของพื้นที่สีเขียวต่อจำนวนประชากรเมือง อาจารย์ต่อยังระบุว่า หากนับเฉพาะพื้นที่สีเขียวที่ประชาชนสามารถเข้าไปใช้งานและทำกิจกรรมได้จริง โดยเฉพาะสวนขนาดใหญ่ กรุงเทพฯ ยังถือว่ามีไม่เพียงพอ
ข้อมูลของกรุงเทพมหานครเมื่อราว 7 ปีก่อน ระบุว่า กรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวประมาณ 5 ตารางเมตรต่อคน ขณะที่มาตรฐานที่ควรมีอยู่ที่ราว 9 ตารางเมตรต่อคน อย่างไรก็ตาม หลังจากหลายรัฐบาลท้องถิ่นพยายามผลักดันนโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียว รวมถึงแนวคิดสวน 15 นาที ปัจจุบันตัวเลขพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพฯ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 7-8 ตารางเมตรต่อคน
นอกจากนี้ แม้กรุงเทพฯ จะมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่เมืองหลวงแห่งนี้อาจยังไม่ได้เข้าใกล้ภาพของ “เมืองที่มีชีวิตดี ๆ ที่ลงตัว” ตามสโลแกนที่คุ้นหู เพราะในมุมของนักพัฒนาเมือง อาจารย์ต่อมองว่า กรุงเทพฯ ยังไม่ใช่เมืองที่ลงตัวอย่างแท้จริง แต่เริ่มเห็นทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต
ที่ผ่านมา ความ “ลงตัว” ของเมืองยังอาจเป็นความลงตัวแบบหลวมๆ ที่ยังมีคนบางกลุ่มถูกหลงลืมหรือเข้าไม่ถึงโอกาสและบริการของเมือง แต่ทิศทางการพัฒนาเมืองสมัยใหม่ควรมุ่งไปสู่แนวคิด Inclusive City หรือเมืองที่ออกแบบมาเพื่อทุกคน
ดังนั้น คำว่า “ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว” จึงไม่ควรเป็นความลงตัวของคนเพียงบางกลุ่ม แต่ต้องหมายถึงเมืองที่นักเรียน นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ ผู้สูงอายุ คนหาเช้ากินค่ำ และคนทุกระดับสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ เข้าถึงพื้นที่สาธารณะได้จริง และไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในกระบวนการพัฒนาเมือง