
30 ม.ค. 69 ที่สวนลุมพินี กรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย จัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกในสนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ ที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงและทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยครั้งแรก พร้อมกล่าวกับชาว กทม. ว่า นี่เป็นการปราศรัยครั้งแรกในชีวิต ตนไม่เคยคิดว่าจะมาปราศรัยการเมือง ส่วนที่ลาออกมาจากราชการเพราะอยากให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นเพื่อให้ชีวิตคนไทยดีขึ้น เพราะตนฝันว่าอยากให้ประเทศไทยแข่งขันกับนานาประเทศ เพื่อเราจะได้ภูมิใจไทย ทำให้ประเทศไทยเราแข็งแกร่งขึ้น
ส่วนที่ตนทำคนละครึ่งพลัส เพราะวันที่ตอบรับนายกรัฐมนตรี เข้ามารับตำแหน่งเพราะท่านให้โอกาส ให้อิสระนโยบายเศรษฐกิจทั้งหมด เพราะตนเห็นว่าถ้าเราไม่เข้ามาเศรษฐกิจไทยจะยิ่งแย่ เพราะประเทศไทยติดลม พร้อมเปรียบว่าเศรษฐกิจไทยเหมือนรถยนต์ติดหล่มติดโคนไปหมด ถ้ายกออกจากหล่มไม่ได้ เศรษฐกิจไทยก็ยิ่งติดหล่ม ฉะนั้นจึงออกแบบว่าเราจะต้องยกเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่มก่อน
ทั้งนี้โครงการคนละครึ่งพลัส ทำเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายเห็นได้จากที่ตนไปเดินตลาดก่อนหน้านี้เงียบ แต่ทพพ่อค้าแม่ค้าจากกระเป๋าตังค์เงียบตอนนี้กลายเป็นกระเป๋าตุงมากขึ้น นอกจากนี้โครงการคนละครึ่งพลัสยังมีการเพิ่มทักษะขายออนไลน์ทำให้เพิ่มรายได้ ฉะนั้นคนละครึ่งพลัสทำให้คนไทยเก่งขึ้น
นอกจากนี้ เรายังมีโครงการปิดหนี้ไว้ไปต่อได้ ขณะนี้มีคนสมัครแล้ว 300,000 คน จากที่ฃตั้งเป้า 1,300,000 คน เพราะเราต้องการให้คนที่ปิดหนี้เสีย ปิดหนี้รถยนต์ปิดหนี้บ้าน ปิดหนีับัตรเครดิตและไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เราจึงนำนโยบายปิดหนี้ไวไปต่อได้ดึงออกมาและไปบริหารหนี้ ทำให้เขาไม่มีหนี้และไม่ให้กลับมาเป็นหนี้ใหม่และกลับมากู้ใหม่ ซึ่งนี่เป็นการชุบชีวิตมีชีวิตใหม่
นอกจากนี้ ภูมิใจไทยยังมีในนโยบายช่วยช่วยกลุ่มเอสเอ็มอี โดยมีการตั้งกองทุนใหม่เพื่อให้เอสเอ็มอีเดินต่อได้ เพราะเอสเอ็มอีคือหัวใจของเศรษฐกิจ กว่า 90%
นายเอกนิติ ย้ำว่า ที่ตนเข้ามา ทิ้งชีวิตราชการ 6 ปี และประธานกรรมการธนาคารที่ทุกคนหมายปองเพื่อต้องการให้ประเทศไทยดีขึ้น อยากให้ประเทศไทยฟื้นเศรษฐกิจ และข้อมูลล่าสุดประเทศไทยพ้นจากหล่มเรียบร้อย เพราะก่อนที่ตนจะออกมาจากราชการคาดว่าจะโตแค่ 0.3% แต่วันนี้เศรษฐกิจโต 1.8% หรือคิดเป็นเงินปี 68 เศรษฐกิจไทยโต 300,000 ล้านบาท โดยมาจากคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน
นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า จากที่ตนเดินทางไปประชุมดาวอสพบว่าโลกน่ากลัวมาก ผู้นำทุกประเทศพูดว่าทุกคนมีสิทธิ์เลือก ฉะนั้นประเทศไทย ตน นางศุภจี นายสีหศักดิ์ จึงพานักธุรกิจไปเจรจากับเขาเรียบร้อยแล้ว เพราะเราอยากให้นักธุรกิจไทยมีบทบาทในเวทีโลก ไม่เช่นนั้นดาววอสมันจะกระเทือนถึงดาวคะนอง เพราะถ้าเราไม่หานักธุรกิจ เราจะไม่มีการลงทุนในประเทศไทย ไม่สามารถต่อรองกับใครได้และประชาชนจะตกงาน ธุรกิจจะต้องขาดทุน ซึ่งจากที่ตนไปประชุมดาวอส 3 วันสามารถดึงการลงทุนได้ 500,000 ล้านบาท เพราะนี่คือการที่เราไปอยู่บนโต๊ะเจรจา
นอกจากนี้สิ่งต่อไป เราเห็นเรื่อง AI ที่ช่วยชีวิตเรามาก ถ้าใครไม่ทำ AI ก็จะตกงาน ซึ่งเราจะมีการเรียนการสอน AI ให้กับคนไทย เพื่อไม่ให้ตกงาน ส่วนที่โลกยุคใหม่ต้องการสีเขียวต้องการพลังงานสะอาด เราจึงมีโยบายที่จะให้คนติดโซลาร์และเปลี่ยนเป็นเงิน คือการเปลี่ยนหลังคาเป็นพลังงานโซลาร์ ทำให้ชุมชนมีรายได้มากขึ้นเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน
นายเอกนิติ อย่างกล่าวถึงมนุษย์เงินเดือน ว่าโครงการคนละครึ่งพลัสที่เราทำจะมีต่ออย่างแน่นอน เพราะนายอนุทิน บอกก่อนยุบสภาแล้วว่าจะทำอย่างแน่นอน แล้วจะไม่ทำแค่ลดค่าใช้จ่ายอย่างเดียว แต่เราจะเพิ่มทักษะในเรื่อง AI โดยมี AI ในแอพกระเป๋าและถุงเงินด้วย เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้ามีรายได้มากขึ้น
ส่วนการที่ไทยจะยืนบนเวทีโลก นายเอกนิติ กล่าวว่า ตนไม่ได้อยากจะมาแก้ไขหนี้และมีความสุขระยะสั้น แต่อยากให้คนไทยมีความสุขในระยะยาว โดยจะดึงการลงทุนเข้ามาทำให้คนไทยมีทักษะเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อมีชีวิตที่ดีขึ้น
เพราะความตั้งใจสิ่งสุดท้ายของตนความฝัน คืออยากเห็นรอยยิ้มของคนไทย อยากเห็นคนไทยที่มีความสุข คนไทยยืนได้โดยขาตัวเอง เราถึงไม่ทำนโยบายประชานิยม หรือนโยบายแจกเงิน เราต้องการให้คนไทยมีทักษะที่ดีขึ้น โดยให้เบ็ดไปตกปลา ไม่ใช่ให้ปลาเค้าไปกิน
นายเอกนิติ กล่าวว่า จากที่ทำงานมา 73 วัน นโยบายเราช่วยให้เศรษฐกิจไทยออกจากหล่ม วันนี้มันออกจากหล่มแล้ว ซึ่งพิสูจน์ว่าเราทำจริงไม่ได้พูดอย่างเดียวและเราทำเป็น ฉะนั้นขอโอกาสประเทศไทยขึ้นจากหล่มไม่พอ แต่มันต้องให้รถยนต์ของคนไทยขับเคลื่อนได้เร็ว ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือนโยบาย 10พลัส เพื่อให้คนไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้นทมีหนี้ลดลง ซึ่งเรามา 73 วัน ยกไทยออกจากหล่มได้ ซึ่ง 73 ถ้ากลับก็เป็น 37
ก่อนทิ้งท้ายว่า นโยบาย 10พลัส มีชัยไปกว่าครึ่ง ถ้าเลือกภูมิใจไทย จะมีชีวิตที่ดีกว่า 10 เท่า
Advertisement