
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสฮันตาบนเรือสำราญหรู MV Hondius ทำทั่วโลกแตกตื่นเป็นอย่างมากหลังผ่านเหตุการณ์ที่หวาดกลัวอย่างโควิด-19 มา
เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา เรือได้จอดเทียบท่าที่เกาะเตเนรีเฟ ในหมู่เกาะคานารี ประเทศสเปน โดยสามารถอพยพผู้โดยสารกลับประเทศได้แล้ว 94 คน และคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นในวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคมนี้ ก่อนที่สภาพอากาศจะเลวร้ายลง
กระบวนการเป็นไปอย่างเข้มงวด ผู้โดยสารทุกคนระหว่างถูกส่งตัวกลับบ้านต้องสวมชุดป้องกันทางการแพทย์ นั่งเรือเล็กมาขึ้นฝั่ง จากนั้นขึ้นรถบัสของกองทัพสเปนที่มีแผ่นกั้นระหว่างคนขับ และผู้โดยสารเพื่อเดินทางไปยังสนามบิน และถูดฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อก่อนจะเปลี่ยนชุดป้องกันใหม่เพื่อขึ้นเครื่องบิน
องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้กักตัวผู้โดยสารเหล่านี้ 42 วัน พร้อมติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ซึ่งแต่ละประเทศมีมาตรการรับมือที่แตกต่างกันไป ดังนี้
นอกจากผู้ที่อยู่บนเรือแล้ว ความพยายามในการตามรอยผู้ติดเชื้อยังดำเนินไปทั่วโลก ซึ่งมีเหตุการณ์ที่ระทึกขวัญที่สุดคือ กองทัพอังกฤษได้ส่งทีมแพทย์กระโดดร่มลงไปบนเกาะทริสตันดากูนยา ซึ่งเป็นเกาะห่างไกลที่ไม่มีสนามบิน เพื่อเข้าช่วยเหลืออดีตผู้โดยสารของเรือลำนี้ที่เริ่มมีอาการป่วยต้องสงสัย โดยมีการหย่อนเสบียงออกซิเจนและอุปกรณ์ทางการแพทย์ลงไปด้วย
ล่าสุด WHO ยืนยันพบผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาสายพันธุ์แอนดีสที่ติดต่อจากคนสู่คนได้แล้ว 6 ราย จาก 8 รายที่ต้องสงสัย แม้ WHO จะเชื่อว่าการติดเชื้อของผู้โดยสารรายแรกเกิดขึ้นก่อนที่เรือจะออกเดินทางจากอัวซูยา ประเทศอาร์เจนตินา เพราะเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อฮันตาไวรัสสูงที่สุดในรอบปี ในวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของอาร์เจนตินาระบุว่า มีโอกาสแทบจะเป็นศูนย์ที่ผู้ป่วยชาวดัตช์จะติดเชื้อมาจากอูซัวยา เมื่อพิจารณาจากระยะฟักตัวของไวรัส
อย่างไรก็ตาม ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการ WHO ได้ลงพื้นที่เกาะเตเนรีเฟด้วยตนเอง และกล่าวให้ความมั่นใจกับประชาชนในพื้นที่ว่า ความเสี่ยงต่อสาธารณชนทั่วไปนั้นอยู่ในระดับต่ำมาก และย้ำหนักแน่นว่า ‘นี่ไม่ใช่สถานการณ์แบบโควิดอีกครั้งอย่างแน่นอน’
โจเซฟ อัลเลน ศาสตราจารย์วิจัยในสาขาวิทยาศาสตร์การประเมินการสัมผัสของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุว่า เขาได้พูดคุยกับแพทย์บนเรือสำราญ ซึ่งเปิดเผยว่า ผู้ติดเชื้อรายแรกมีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อื่นจริง ทั้งกับผู้โดยสาร และบุคลากรทางการแพทย์ที่รักษาเขา แต่ผู้ติดเชื้อรายอื่นในเวลาต่อมา กลับไม่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยรายแรกเลย
ศาสตราจารย์อธิบายเพิ่มเติมว่า การระบาดของไวรัสนี้ครั้งแรกเริ่มต้นจากงานวันเกิดที่ใช้เวลาเพียง 90 นาที โดยผู้ร่วมงานไม่ได้มีการสัมผัสใกล้ชิดกันมากนัก ส่วนใหญ่เป็นเพียงการทักทาย หรืออยู่ร่วมภายในห้องเดียวกันเท่านั้น แต่กลับพบการติดเชื้อในหลายคน รวมถึงผู้ที่นั่งอยู่คนละโต๊ะกับผู้ป่วยรายแรกด้วย นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่สามีแพร่เชื้อสู่ภรรยา และเกิดการแพร่เชื้อต่อในงานศพอีกอย่างน้อย 10 ราย
ศาสตราจารย์ระบุว่า ข้อมูลที่ได้รับจากหมอบนเรือสำราญแตกต่างจากสิ่งที่หน่วยงานรัฐกำลังสื่อสารต่อสาธารณะ พร้อมย้ำว่า ประชาชนมีสิทธิในการรับรู้ข้อมูลอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะผู้ที่กำลังกักตัว หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง เพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยง และป้องกันตัวเองได้อย่างเหมาะสม เพราะหากไวรัสสามารถแพร่ผ่านอากาศได้จริง การอยู่ร่วมในพื้นที่ปิดเดียวกันก็อาจเพียงพอต่อการแพร่ระบาด
อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ย้ำว่า ไวรัสชนิดนี้ยังแตกต่างจากโควิด-19 และข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับการแพร่เชื้อยังมีอยู่อย่างจำกัด โดยปัจจุบันมีรายงานศึกษาเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น แต่เมื่อรวมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเรือสำราญ เขามองว่า หน่วยงานภาครัฐควรเปิดเผยข้อมูลให้รอบด้านมากกว่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลามจนกลายเป็นการระบาดใหญ่ครั้งใหม่เหมือนโควิด-19
เมื่อเปรียบเทียบกับโควิด-19 ศาสตราจารย์เผยว่า ระดับความเสี่ยงในขณะนี้ยังถือว่าต่ำ แต่สิ่งสำคัญคือประชาชนควรได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และครบถ้วน เพื่อไม่ให้เกิดความประมาท เพราะหากเชื้อสามารถแพร่กระจายผ่านอากาศได้จริง มาตรการป้องกันในพื้นที่ปิด และการระบายอากาศก็จะกลายเป็นประเด็นสำคัญทันที พร้อมย้ำว่า เราควรนำ 1 ก้าวก่อนไวรัส ไม่ใช่ตามหลัง 1 ก้าว