
วันที่ 1 ก.ค.2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก(รับหลักการ) วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่สาม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายสรุปภาพรวมของฝ่ายค้านต่อร่างฯว่า เมื่อสักครู่เห็นนายกรวีร์ลุกขึ้นมาอภิปราย พบว่ามีหลายอย่างที่เราเห็นตรงกัน ขนาดที่ว่าเหมือนเห็นสคริปต์กันมา แต่คงไม่ใช่ และขอขอบคุณนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ลุกขึ้นชี้แจงแต่วันแรก เราเสนอให้มีการปฏิรูปงบประมาณเหมือนที่ท่านบอกว่า อยากลงมือผ่าตัดใหญ่โครงสร้างงบประมาณ เงินแผ่นดินที่แท้จริงใหญ่กว่าเงินงบประมาณ มีทั้งเงินในรัฐวิสาหกิจ เงินในกองทุน และเงินในท้องถิ่นต่างๆ ลำพังรายจ่ายรัฐวิสาหกิจในแต่ละปีมีประมาณ 4 ล้านล้านบาท หากรวมเงินงบประมาณแผ่นดินออกมาทั้งหมด เงินนอกงบประมาณมีบางคนประเมินไว้ว่าประมาณ 10 ล้านบาท
ดังนั้น การผ่าตัดโครงสร้างงบประมาณที่บูรณาการใช้จ่ายแผ่นดินทั้งหมดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันคือทางออกของประเทศ สร้างการลงทุนที่ทำให้พวกเรามีโอกาสให้พวกเราเติบโต ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเห็นด้วย สิ่งที่ตนอยากฝากคือพรรคประชาชนได้มีการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณเพื่อผ่าตัดงบประมาณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหากนายภราดรเห็นด้วยกับพวกเราก็อยากให้รัฐบาลเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เช่นเดียวกัน แม้ท่านจะลุกขึ้นมาตอบเลยไม่ได้ แต่ก็สามารถที่จะพยักหน้าว่าท่านเห็นด้วยได้ พวกเราจะได้ชวนมาทำงานด้วยกัน
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า พวกเราทำงานในฐานะฝ่ายค้านก็หนีไม่พ้นที่จะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา จึงอยากชวนทุกคนทบทวนว่าตลอดสามวันที่ผ่านมาที่ฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายพวกท่านรู้สึกอย่างไร เห็นภาพอะไรบ้าง การอภิปรายงบประมาณและการตอบคำถามชี้แจงของ ครม.กำลังทำให้ประชาชนมีความหวัง รู้สึกว่าชีวิตเขามีความมั่นคง รู้สึกว่าประเทศนี้มีอนาคตหรือไม่ และการที่รัฐมนตรีลุกขึ้นมาชี้แจงสามารถทำให้พวกเราเห็นภาพได้ชัดเจนหรือไม่ 4 ปีหลังจากนี้ทิศทางออกของประเทศจะเป็นอย่างไรบ้าง
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า เพราะงบประมาณคือกระจกสะท้อนการทำงานของรัฐบาลที่เราอยากเห็นอยู่ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่ผ่านมาตลอดสามวันตนไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นและไม่ได้เห็นภาพเช่นนั้น จึงทำให้พวกตนต้องมาตั้งคำถามว่างบประมาณฉบับนี้ตกลงแล้วจัดมาเพื่อใคร เพราะตนจะทำให้เห็นว่าการจัดทำงบประมาณฉบับนี้มีผลประโยชน์บางอย่างที่ทับซ้อนอยู่กับกลุ่มบุคคลที่กำลังเป็นเสาค้ำจุนให้รัฐบาลอยู่หรือไม่
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ประเทศเรามีรายได้ของรัฐต่อจีดีพีที่ต่ำประมาณ 14-15% ต่อจีดีพีต่ำกว่าหลายประเทศในหลายกลุ่มทั้งในประเทศที่เกิดใหม่หรือประเทศในแถบเอเซีย สิ่งที่ตนกลัวคือท่านกำลังจะผ่าตัดโครงสร้างงบประมาณที่ภาพปลายทางของพวกเราไม่ตรงกัน เช่น การกระจายอำนาจที่ท่านตัดงบประมาณในส่วนของกลุ่มจังหวัด โดยให้เหตุผลว่ามีความซ้ำซ้อนกับผู้ว่าฯ แต่การกระจายอำนาจคือการเพิ่มอิสระทางการคลังให้กับท้องถิ่นเพิ่มการบริหารบุคลากรให้กับท้องถิ่น 2.2 หมื่นล้านบาทที่ตัดออกจากงบผู้ว่าฯ ทำไมจึงไปลงอยู่กับท้องถิ่นเพียงแค่ 7 พันกว่าล้านบาท นี่เป็นงบกระจายอำนาจหรือแบ่งอำนาจ
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า การที่นายภราดร บอกว่าจะไม่กู้เต็มกรอบเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่ท่านกลับออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนล้านบาท เฉพาะในส่วนของแผนสองจำนวน 2 แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานทำไม เพราะในส่วนนั้นไม่ได้มีความจำเป็นเร่ง ไม่ได้ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และที่ผ่านมานายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคมนาคม ก็เพิ่งให้สัมภาษณ์ไปว่ารัฐบาลมีแผนที่จะใช้เงิน 2 แสนล้านบาทในแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้นไปใช้อุดหนุนให้เกิดการใช้รถอีวี ซึ่งสามารถบรรจุอยู่ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ใช่หรือไม่
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า คำถามคือทำไมท่านไม่เอามาใส่ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี คำตอบคือไม่ใช่เพราะท่านต้องการรักษาวินัยการเงินการคลังที่ดี แต่เป็นเพราะกฎหมายวินัยการเงินการคลังกำหนดว่าพวกท่านทำไม่ได้ ดังนั้น เมื่อรัฐบาลคิดไม่ออก ไม่มีโปรเจกต์ในหัวว่าอะไรคือเงินลงทุน เพื่ออนาคตของประเทศ พยายามขายเยอะแยะเต็มไปหมดว่าปีนี้พยายามตัดงบที่ไม่จำเป็นออกไปเยอะ แต่แทนที่จะตัดงบลงทุนที่ไม่จำเป็นออกแล้วนำไปลงทุน ในสิ่งที่จำเป็น เมื่อท่านคิดอะไรไม่ออกและไม่มีโปรเจกต์การลงทุนท่านกลับมาออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายวินัยการเงินการคลังใช่หรือไม่ แล้วแบบนี้ท่านยังจะบอกได้เต็มปากอีกหรือไม่ว่ากำลังรักษาวินัยการเงินการคลังที่ดี ไม่กู้ชดเชยการขาดดุล แต่กลับออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มันคือการกู้แบบเดียวกันใช่หรือไม่
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้คือสิ่งที่ตนพยายามบอกให้เห็นว่ารัฐบาลเลือกชี้แจงเพียงแค่ด้านเดียว ภาพปลายทางที่จะลงมือผ่าตัดโครงสร้างงบประมาณของท่านเราอาจจะเห็นไม่ค่อยตรงกันสักเท่าไหร่ สิ่งที่เราอยากเห็นคือรัฐบาลลงมือจัดงบประมาณจริงๆ ด้วยตนเอง อยากให้ท่านลุกขึ้นมาตอบว่าโครงการอะไรที่ท่านริเริ่มทำเองแล้วตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของประเทศบ้าง และขอขอบคุณนายกรวีร์เรื่องของการไลฟ์สดงบประมาณ อยากเชิญชวนเพื่อนสมาชิกมาไลฟ์สดการประชุมร่วมกัน
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนคาดหวังอยากเห็นจากการนำเสนอร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฉบับนี้ ว่าจะช่วยสร้างความหวัง ความมั่นคง สร้างอนาคตให้กับประชาชนในชาตินี้อย่างไร และรัฐบาลเองมีภาพในหัวอย่างไร มีวิชชั่นต่อจากนี้เป็นอย่างไรบ้างที่อยากให้สะท้อนอยู่ในร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฉบับนี้ แต่ต้องยอมรับตามข้อเท็จจริงว่าตลอดสามวันที่ผ่านมา ตนไม่เห็นภาพสิ่งต่างๆ เหล่านั้นเลย จึงทำให้ตนต้องลุกมาอภิปรายว่าพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฉบับนี้ ไม่ได้เป็นงบประมาณที่ตอบโจทย์วิกฤตการคลัง ไม่ได้เป็นงบประมาณที่ลงทุนกับอนาคตของประเทศ ไม่ได้เป็นงบประมาณที่มองเห็นคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างดีเพียงพอ
“เพราะเป็นงบประมาณที่เงินจำนวนมากที่พวกเราตั้งข้อสังเกตว่าถูกจัดสรรไปผิดที่ กำลังส่งตรงไปยังโครงการที่ผู้รับเหมาบางกลุ่มเป็นเจ้าของแล้วมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาลหรือไม่ และกำลังถูกจัดสรรไปยังองค์กรอิสระที่รัฐบาลไม่อยากไปแตะต้องหรือไม่ หรือจงใจหลีกเลี่ยงไม่ใช้เงินในงบประมาณ แต่ไปออกเป็นพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทที่สภาควบคุมไม่ถึง ดังนั้น ทั้งหมดนี้เป็นข้อสังเกตที่ผมมาตั้งให้ทุกท่านเห็นว่าทำไมพวกเราถึงมองว่าร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฉบับนี้ ที่มาจากภาษีของประชาชนคนไทยทุกคนไม่ได้กำลังจะช่วยไทย แต่มันกำลังจะช่วยใครบางคนที่เป็นเสาค้ำยันอำนาจให้กับรัฐบาลสีน้ำเงินนี้อยู่” นายณัฐพงษ์ กล่าว
Advertisement