
จากกรณี พนักงานสายการบิน หญิงชาวไทยวัย 26 ปี ถูกตั้งข้อหาลักลอบนำเข้าเฮโรอีน ที่สนามบินเมลเบิร์น เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 69 หลังยเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์ชายแดนออสเตรเลีย (ABF) ตรวจพบเฮโรอีนอยู่ประมาณ 500,000 ดอลลาร์ ต่อมา ศาลมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวหญิงชาวไทยคนดังกล่าว และมีกำหนดขึ้นศาลแขวงเมลเบิร์นอีกครั้งในวันที่ 14 ก.ย. 69 ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้
ล่าสุดวันที่ 1 ก.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการประชุมร่วมกับ หน่วยงานรักษาความมั่นคงชายแดนของประเทศออสเตรเลีย หรือ ABF และ ตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย หรือ AFP พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. เปิดเผยว่า ทั้ง 2 หน่วยงานมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกซึ่งกันและกันแต่ในรายละเอียดตรงส่วนนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ต้องการนำข้อมูลไปขยายผลหาเครือข่าย เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าทำให้ประเทศไทย และประเทศออสเตรเลียได้รับความเสียหาย
ส่วนการตรวจสัมภาระลูกเรือสายการบินก็ถือเป็นขั้นตอนปกติที่สายการบินจะต้องมีการสอบถามลูกเรือแต่ละคนว่านำพาสิ่งของอะไรมาบ้าง พร้อมทั้งให้ชี้แจงสำแดงสิ่งของ เมื่อถึงคิวของ น.ส.มีนา (สงวนนามสกุล) พนักงานสายการบิน ที่ถูกจับกุม ได้ยินดีนำกระเป๋ามา 12 ใบ ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ก่อนจะพบเฮโรอีน และถูกควบคุมตัวไว้
สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลในวันนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่ทราบข้อมูลในส่วนของคนส่งพัสดุ มีตัวละครที่เกี่ยวข้องหลายคน เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำเป็นเครือข่าย อีกทั้ง น.ส.มีนายังบอกอีกด้วยว่า มีคนมารอนัดรับที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย รวมถึงพบแล้วว่าใครเป็นคนโอนเงินค่าจ้างขนของ 8,800 บาท แต่ยังไม่ขอบอกรายละเอียดว่าเป็นใคร และสัญชาติอะไร ซึ่งภายใน 1 - 2 วันนี้ จะมีการขยายผลในเครือข่ายนี้
ในช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์ ป.ป.ส. เน้นย้ำว่า นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับคดีนี้และปัญหายาเสพติดข้ามชาติอย่างสูงที่สุด โดยนายกฯ ได้บรรจุวาระกรณีคดีของ น.ส.มีนา และการลักลอบขนยาเสพติดไปออสเตรเลียเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการบอร์ด ป.ป.ส. ในวันศุกร์ที่ 3 ก.ค. นี้ ซึ่งนายกฯ จะเดินทางมาเป็นประธานการประชุมด้วยตัวเอง เพื่อสั่งการยกระดับมาตรการสกัดกั้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้น และระบบการสแกน X-ray สัมภาระอย่างละเอียดต่อไป
ด้านตัวแทนจากสำนักงานพิทักษ์พรมแดนออสเตรเลีย หรือ ABF ระบุว่า ประเทศออสเตรเลียและประเทศไทยมีความสัมพันธ์อันยาวนานในด้านการบังคับใช้กฎหมาย ในโอกาสนี้ขอขอบคุณเลขาธิการฯ ที่ได้สละเวลามาร่วมหารือเกี่ยวกับภัยคุกคามและความเสี่ยงต่างๆ ที่กำลังเผชิญร่วมกันทั่วทั้งภูมิภาค
Advertisement