
กรณีของ “หมิงเฉิน ซัน” (Mingchen Sun) กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้สังคมกลับมาตั้งคำถามต่อระบบวีซ่าพำนักระยะยาวของไทย โดยเฉพาะ “Thailand Privilege Card” หรือชื่อเดิมที่หลายคนคุ้นเคยว่า Thailand Elite Card ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูงให้เข้ามาใช้ชีวิต ใช้จ่าย และพำนักในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี
ตามรายงานของสำนักข่าว ปัจจุบันหมิงเฉิน ซัน ถูกจับกุมในข้อหาครอบครองอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ หรือเข้าข่ายอาวุธสงครามโดยผิดกฎหมาย หลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบการสะสมอาวุธจำนวนมาก ทั้งปืนและวัตถุระเบิด ภายในบ้านพักในพื้นที่พัทยา
ขณะเดียวกัน หมิงเฉิน ซัน ยังอาจถูกดำเนินคดีในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเอกสารแสดงตัวตนและการได้มาซึ่งสถานะทางทะเบียนหรือสัญชาติ เนื่องจากพบว่ามีทั้งบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หรือ “บัตรสีชมพู” หนังสือเดินทาง 2 สัญชาติ และบัตร Thailand Elite Card อยู่ในครอบครอง ซึ่งปรากฎในภาพเป็นบัตรรูปแบบเก่าที่ออกในปี 2022 หรือปี พ.ศ. 2565 ก่อนมีการรีแบรนด์เป็นบัตร Thailand Privilege Card ในปี 2566
ในมุมเศรษฐกิจ วีซ่าประเภทนี้ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือของไทยในการสร้างรายได้จากกลุ่มชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน ผู้เกษียณอายุ เจ้าของธุรกิจ ครอบครัวต่างชาติ หรือผู้ที่ต้องการใช้ประเทศไทยเป็นบ้านหลังที่สอง ผู้สมัครต้องจ่ายค่าสมาชิกตั้งแต่หลักแสนถึงหลายล้านบาท แลกกับสิทธิพำนักระยะยาว บริการอำนวยความสะดวกที่สนามบิน การประสานงานด้านเอกสาร ตลอดจนสิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์ สุขภาพ และการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งของนโยบายนี้คือคำถามเรื่องมาตรการคัดกรองและการติดตามตรวจสอบผู้ถือวีซ่าระยะยาว ว่ามีความเข้มงวดเพียงพอหรือไม่ เพราะเมื่อผู้ถือวีซ่าลักษณะดังกล่าวอาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับข้อสงสัยเรื่องทุนสีเทา ธุรกิจผิดกฎหมาย หรืออาชญากรรมข้ามชาติ ภาพจำของ “วีซ่าดึงคนรวย” อาจถูกตั้งคำถามในอีกมุมว่า กำลังกลายเป็น “ช่องโหว่รับคนเทา” หรือไม่
บทความนี้ SPOTLIGHT จึงชวนผู้อ่านไปรู้จัก Thailand Privilege Visa ให้รอบด้าน ตั้งแต่ที่มา รูปแบบสมาชิก สิทธิประโยชน์ ไปจนถึงโจทย์ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และธรรมาภิบาล ซึ่งอาจเป็นประเด็นที่รัฐไทยต้องกลับมาตรวจสอบและยกระดับมาตรการกำกับดูแลให้รัดกุมมากยิ่งขึ้นในอนาคต
Thailand Privilege Visa ภายใต้ระบบสมาชิก Thailand Privilege Card หรือชื่อเดิมคือ Thailand Elite Card เป็นโครงการวีซ่าพำนักระยะยาวสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการใช้ชีวิตในประเทศไทยต่อเนื่องหลายปี โดยผู้สมัครที่ได้รับอนุมัติเป็นสมาชิกจะได้รับวีซ่าประเภท Privilege Entry Visa หรือ PE Visa เป็นสิทธิหลักของโครงการนี้
โครงการนี้ดำเนินงานโดย บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการระบุว่า บริษัทนี้ก่อตั้งเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2546 โดยมี ททท. เป็นผู้ถือหุ้นรายเดียว มีภารกิจหลักในการเสนอโปรแกรมสมาชิกที่ให้สิทธิพำนักระยะยาวควบคู่กับบริการอำนวยความสะดวกแก่ชาวต่างชาติที่ต้องการใช้ประเทศไทยเป็น “second home”
แม้ชื่อทางการของโครงการจะปรับมาใช้ Thailand Privilege แล้ว แต่วีซ่าประเภทนี้ยังเป็นที่รู้จักในชื่อ Thai Elite Visa หรือ Thailand Elite Visa โดยจัดอยู่ในกลุ่มวีซ่าท่องเที่ยวระยะยาว แต่ให้สิทธิพำนักนานกว่าวีซ่าท่องเที่ยวทั่วไป สมาชิกสามารถเลือกแพ็กเกจตามระดับสมาชิก ซึ่งมีอายุ 5 ปี 10 ปี 15 ปี หรือ 20 ปี
ทั้งนี้ แม้ผู้ถือวีซ่านี้จะพำนักอยู่ในไทยได้เป็นระยะเวลานาน แต่ Thailand Privilege Visa ไม่ใช่วีซ่าทำงาน ไม่ใช่สิทธิพำนักถาวร และไม่ใช่การซื้อสัญชาติไทย แต่เป็นแพ็กเกจสมาชิกที่เชื่อมกับสิทธิการพำนักระยะยาวในประเทศไทย เหมาะกับชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง เช่น นักลงทุน ผู้เกษียณอายุ นักธุรกิจ ผู้ที่เดินทางเข้าออกไทยบ่อย กลุ่ม digital nomad บางส่วน รวมถึงผู้ที่ต้องการใช้ประเทศไทยเป็นบ้านหลังที่สอง
ในเชิงโครงสร้าง Privilege Entry Visa เป็นวีซ่าแบบ multiple entry อายุ 5-20 ปี และสามารถต่ออายุได้ตลอดระยะเวลาสมาชิกโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม อายุวีซ่าจะผูกกับวันหมดอายุของสมาชิกภาพ ผู้ถือวีซ่าสามารถพำนักในไทยได้ครั้งละ 1 ปีต่อการเดินทางเข้าแต่ละครั้ง และสามารถขยายระยะเวลาพำนักได้ตามเงื่อนไขของโครงการ โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ Thailand Privilege Visa ระบุว่า หัวใจของโครงการมี 3 ส่วนหลัก คือ
1. วีซ่าระยะยาว ผู้ถือบัตรสามารถพำนักในไทยได้ยาวกว่าวีซ่าท่องเที่ยวทั่วไป และสามารถเดินทางเข้าออกประเทศได้หลายครั้งภายใต้เงื่อนไขของวีซ่า
2. บริการอำนวยความสะดวก เช่น บริการต้อนรับที่สนามบิน ช่องทางตรวจคนเข้าเมืองแบบ fast track รถกอล์ฟ/รถไฟฟ้าในสนามบิน ห้องรับรอง และผู้ช่วยประสานงานบางบริการ
3. สิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์ เช่น ส่วนลดโรงแรม สุขภาพ สปา กอล์ฟ ร้านอาหาร การเดินทาง และบริการอื่น ๆ ตามระบบคะแนน Privilege Points ของแต่ละระดับสมาชิก เว็บไซต์ทางการระบุว่าโปรแกรมใหม่นี้ครอบคลุมสิทธิด้าน travel, leisure, health & well-being และ wealth
กล่าวอีกแบบหนึ่ง Thailand Elite Visa เป็นการนำ “สิทธิพำนักในไทย” มาบรรจุรวมกับ “บริการพรีเมียม” เพื่อขายให้ชาวต่างชาติที่ยอมจ่ายเงินก้อน แลกกับความสะดวกและความมั่นคงในการอยู่ไทยระยะยาว
โครงการนี้เริ่มต้นภายใต้แนวคิดของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่ต้องการดึงดูดชาวต่างชาติรายได้สูงเข้ามาใช้จ่ายในประเทศไทย โดยมอบหมายให้ ททท. เป็นผู้ดำเนินโครงการผ่านบริษัทจำกัดที่รัฐถือหุ้น
เว็บไซต์ทางการของ Thailand Privilege ระบุว่า บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2546 ซึ่งเป็นช่วงที่ นายทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมี ททท. เป็นผู้ถือหุ้น 100% และในฐานะรัฐวิสาหกิจ บริษัทสามารถให้บริการที่เกี่ยวข้องกับวีซ่า การประสานงานกับหน่วยงานรัฐ และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในประเทศไทยได้
เดิมโครงการเป็นที่รู้จักในชื่อ Thailand Elite Card ต่อมาในปี 2566 มีการรีแบรนด์เป็น Thailand Privilege Card พร้อมจัดโครงสร้างสมาชิกใหม่เป็นระดับต่าง ๆ ได้แก่ Gold, Platinum, Diamond และ Reserve โดยข้อมูลของบริษัทระบุว่าแพ็กเกจสมาชิกใหม่เริ่มใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566
ภายหลังมีการเพิ่มแพ็กเกจ Bronze เข้ามาเป็นระดับเริ่มต้น เพื่อเปิดทางให้ชาวต่างชาติที่ต้องการวีซ่าระยะยาวในราคาต่ำกว่าแพ็กเกจหลักเดิม โดยแพ็กเกจปัจจุบันบนเว็บไซต์ทางการประกอบด้วย Bronze, Gold, Platinum, Diamond และ Reserve
วัตถุประสงค์หลักของ Thailand Privilege/ Thailand Elite คือการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูงเข้ามาใช้จ่ายในไทยระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายด้านที่พัก อาหาร สุขภาพ การเดินทาง ท่องเที่ยว การศึกษา หรือบริการระดับพรีเมียมอื่น ๆ
ในเชิงนโยบาย โครงการนี้สะท้อนแนวคิดว่า ประเทศไทยไม่ได้ต้องการดึงดูดเพียงนักท่องเที่ยวระยะสั้นเท่านั้น แต่ต้องการสร้างฐาน “ผู้พำนักระยะยาว” ที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่า และสามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจบริการ อสังหาริมทรัพย์ การแพทย์ wellness และเมืองท่องเที่ยวหลักของประเทศ
กลุ่มเป้าหมายสำคัญของโครงการนี้จึงไม่ใช่นักท่องเที่ยวทั่วไป แต่เป็นชาวต่างชาติที่ต้องการความสะดวกในการอยู่ไทย เช่น
อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่า Thailand Privilege Visa ไม่ได้ให้สิทธิทำงานในไทย ผู้ถือวีซ่าหากต้องการทำงานหรือมีรายได้จากกิจกรรมในไทยยังต้องพิจารณากฎหมายแรงงาน ใบอนุญาตทำงาน และการสมัครวีซ่าประเภทอื่นที่เกี่ยวข้องแทน เช่น Non-Immigrant B visa + Thai work permit และ Long-Term Resident (LTR) visa
ทั้งนี้ งานที่ผู้ถือ Thailand Privilege Visa ยังคงทำได้ระหว่างพำนักอยู่ในไทยคือ การทำงานทางไกลให้กับนายจ้างและลูกค้าที่อยู่นอกประเทศไทย บริหารธุรกิจที่จดทะเบียนในต่างประเทศ หรือรับงานฟรีแลนซ์ให้กับลูกค้าต่างชาติ เนื่องจากแหล่งที่มาของรายได้และความสัมพันธ์กับนายจ้างอยู่นอกประเทศไทย รูปแบบการทำงานลักษณะนี้โดยทั่วไปจึงอยู่นอกขอบเขตของกฎระเบียบเรื่องใบอนุญาตทำงานของไทย
เส้นแบ่งสำคัญอยู่ที่ “ที่ตั้งของแหล่งรายได้” และ “นายจ้าง” หากนายจ้างเป็นบริษัทต่างชาติ และลูกค้าอยู่ต่างประเทศ ผู้ถือ Thailand Privilege Visa ก็ยังคงทำงานดังกล่าวระหว่างอยู่ในไทยได้ แต่หากนายจ้างเป็นบริษัทไทย หรือลูกค้าอยู่ในประเทศไทย ก็จะเริ่มเข้าสู่ขอบเขตที่เกี่ยวข้องกับใบอนุญาตทำงาน ซึ่ง Thailand Privilege Visa ไม่ได้ครอบคลุมไว้
โครงสร้างสมาชิกปัจจุบันของโครงการนี้แบ่งเป็น 5 ระดับหลัก คือ Bronze, Gold, Platinum, Diamond และ Reserve โดยแต่ละระดับต่างกันที่ค่าสมาชิก อายุสมาชิก และจำนวน Privilege Points ต่อปี
ข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการระบุรายละเอียดดังนี้
ประเภทสมาชิก | ค่าสมาชิก | อายุสมาชิก | Privilege Points |
Bronze | 650,000 บาท | 5 ปี | 0 คะแนน/ปี |
Gold | 900,000 บาท | 5 ปี | 20 คะแนน/ปี |
Platinum | 1,500,000 บาท | 10 ปี | 35 คะแนน/ปี |
Diamond | 2,500,000 บาท | 15 ปี | 55 คะแนน/ปี |
Reserve | 5,000,000 บาท | 20 ปี | 120 คะแนน/ปี |
Bronze เป็นแพ็กเกจเริ่มต้นของ Thailand Privilege Card มีค่าสมาชิก 650,000 บาท อายุสมาชิก 5 ปี แต่ไม่มี Privilege Points ต่อปี เว็บไซต์ทางการอธิบายว่าเหมาะกับกลุ่ม digital nomads และ frequent travelers ที่ต้องการตัวเลือกวีซ่าระยะยาวที่ตรงไปตรงมาและมีต้นทุนต่ำกว่าแพ็กเกจอื่น
กล่าวโดยสรุป Bronze เหมาะกับผู้ที่เน้น “วีซ่าระยะยาว” มากกว่าสิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์ เพราะไม่มีคะแนนให้ใช้แลกบริการรายปี
Gold มีค่าสมาชิก 900,000 บาท อายุสมาชิก 5 ปี และได้ Privilege Points 20 คะแนนต่อปี เว็บไซต์ทางการระบุว่าเหมาะกับ expats และ entrepreneurs ที่ต้องการสิทธิด้านไลฟ์สไตล์เพิ่มเติมควบคู่กับการพำนักระยะยาว
Gold จึงเป็นระดับที่เริ่มมีความเป็น “บัตรสิทธิพิเศษ” มากขึ้น ไม่ได้ขายเฉพาะวีซ่า แต่ให้คะแนนสำหรับแลกบริการต่าง ๆ ด้วย
Platinum มีค่าสมาชิก 1,500,000 บาท อายุสมาชิก 10 ปี และได้ Privilege Points 35 คะแนนต่อปี เว็บไซต์ทางการระบุว่าเหมาะกับครอบครัว ผู้เกษียณอายุ และคู่รัก LGBTQIA+ ที่ต้องการความมั่นคงในการพำนักระยะยาวและสิทธิประโยชน์ที่มากขึ้น
แพ็กเกจนี้มักถูกมองว่าเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างต้นทุนและระยะเวลาพำนัก เพราะอายุสมาชิกยาว 10 ปี และเปิดทางให้พาสมาชิกครอบครัว (family additions) เข้ามาด้วยได้
Diamond มีค่าสมาชิก 2,500,000 บาท อายุสมาชิก 15 ปี และได้ Privilege Points 55 คะแนนต่อปี เว็บไซต์ทางการวางตำแหน่งแพ็กเกจนี้สำหรับกลุ่ม high-net-worth individuals และครอบครัวที่ต้องการบริการระดับหรูและสิทธิพิเศษมากขึ้น
กล่าวคือ Diamond เป็นแพ็กเกจสำหรับผู้ที่ไม่ได้ต้องการเพียงอยู่ไทยระยะยาว แต่ต้องการใช้บริการพรีเมียมอย่างต่อเนื่องในระดับสูงกว่า Gold และ Platinum
Reserve เป็นระดับสูงสุด ค่าสมาชิก 5,000,000 บาท อายุสมาชิก 20 ปี และได้ Privilege Points 120 คะแนนต่อปี เว็บไซต์ทางการระบุว่าเป็นแพ็กเกจ “By invitation only” หรือสมัครได้เฉพาะผู้ได้รับเชิญเท่านั้น
Reserve จึงเป็นกลุ่ม ultra-elite ของโครงการ เน้นความพิเศษสูงสุด ทั้งในแง่ระยะเวลาพำนัก คะแนนสิทธิประโยชน์ และระดับบริการ
สิทธิพิเศษของผู้ถือบัตรสามารถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่
สิทธิหลักที่สุดคือการได้รับวีซ่าพำนักระยะยาวตามอายุสมาชิก ตั้งแต่ 5-20 ปี ขึ้นอยู่กับระดับบัตร ผู้ถือบัตรสามารถใช้ไทยเป็นฐานพำนักระยะยาวได้โดยไม่ต้องพึ่งวีซ่าท่องเที่ยวระยะสั้นซ้ำ ๆ
ทั้งนี้ ผู้ถือ Thailand Privilege ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายคนเข้าเมือง เช่น การรายงานตัว 90 วัน หากพำนักในไทยต่อเนื่องเกิน 90 วัน เว็บไซต์ทางการระบุว่า Thailand Elite Members ยังต้องทำ 90-day report หากอยู่ในไทยต่อเนื่องเกิน 90 วัน และหากไม่รายงานตัวอาจถูกปรับ 2,000 บาท
จุดนี้สำคัญ เพราะแม้ Thailand Elite Visa จะเป็นวีซ่าระยะยาว แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ถือบัตรหลุดพ้นจากระบบตรวจคนเข้าเมืองตามปกติ
หนึ่งในจุดขายสำคัญของบัตรคือบริการสนามบิน เช่น
เว็บไซต์ทางการอธิบายว่า Airport VIP service ของ Thailand Privilege Card ช่วยให้การเดินทางราบรื่นขึ้น ตั้งแต่การต้อนรับ การใช้รถไฟฟ้า/รถกอล์ฟ การผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแบบ fast track และ personal escorts
สำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าออกไทยบ่อย สิทธิส่วนนี้มีมูลค่าสูง เพราะลดเวลาและความยุ่งยากที่สนามบิน โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้โดยสารหนาแน่น
อีกสิทธิที่มีความสำคัญคือบริการผู้ช่วยประสานงาน หรือ concierge / personal liaison สำหรับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตในไทย เช่น
ในรายละเอียดเรื่อง 90-day report เว็บไซต์ทางการระบุว่าผู้ถือบัตรยังมีหน้าที่รายงานตัว แต่โครงการมีข้อมูลและบริการช่วยอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับขั้นตอนดังกล่าว
บริการลักษณะนี้เป็นจุดขายสำคัญ เพราะปัญหาใหญ่ของชาวต่างชาติที่อยู่ไทยระยะยาวไม่ใช่เพียงการได้วีซ่า แต่คือการจัดการเอกสารราชการ ระบบธนาคาร ใบอนุญาต และขั้นตอนที่อาจซับซ้อนเมื่อไม่คุ้นเคยกับระบบไทย
สมาชิกระดับ Gold ขึ้นไปจะได้รับ Privilege Points รายปี โดยสามารถนำไปแลกสิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขของโครงการ เช่น
เว็บไซต์ทางการระบุว่าแต่ละระดับสมาชิกจะปลดล็อกสิทธิในหมวด travel, leisure, health & well-being และ wealth โดยจำนวนคะแนนเพิ่มขึ้นตามระดับสมาชิก
กล่าวคือ แพ็กเกจระดับสูงไม่ได้ขายเพียงระยะเวลาวีซ่า แต่ขาย “ประสบการณ์ใช้ชีวิตในไทย” ผ่านสิทธิประโยชน์ที่เชื่อมกับธุรกิจบริการระดับพรีเมียม
แพ็กเกจระดับ Platinum ขึ้นไปมีรายละเอียดเกี่ยวกับการเพิ่มสมาชิกครอบครัว โดยเว็บไซต์ทางการระบุว่า family additions มีตั้งแต่ Platinum, Diamond และ Reserve ซึ่งเหมาะกับกลุ่มครอบครัวต่างชาติที่ต้องการย้ายมาอยู่ไทยระยะยาวหรือใช้ไทยเป็นฐานพำนักร่วมกัน
ประเด็นนี้ทำให้ Thailand Privilege ไม่ได้เป็นเพียงวีซ่าสำหรับบุคคลเดี่ยว แต่ขยายไปสู่กลุ่มครอบครัวที่อาจมีการใช้จ่ายสูงในหลายมิติ เช่น โรงเรียนนานาชาติ ที่อยู่อาศัย โรงพยาบาลเอกชน และบริการท่องเที่ยว
แม้โครงการจะมีลักษณะเป็นการจ่ายค่าสมาชิก โดยไม่มีเกณฑ์รายได้ หรือเกณฑ์เงินลงทุนเหมือนวีซ่าการลงทุนทั่วไป แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้สมัครทุกคนจะได้รับอนุมัติทันที เพราะต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและประวัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน
โดยทั่วไป ผู้สมัครต้องมีหนังสือเดินทางต่างชาติที่ถูกต้อง ไม่มีปัญหาการพำนักเกินกำหนด ไม่มีประวัติที่ขัดต่อเงื่อนไขด้านคนเข้าเมือง และต้องผ่านการพิจารณาของหน่วยงานไทยและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก่อนจึงจะได้รับสิทธิสมาชิกและวีซ่า
จุดนี้เป็นหัวใจสำคัญของการบริหารความเสี่ยง เพราะโครงการที่เปิดให้ชาวต่างชาติพำนักระยะยาวด้วยการจ่ายค่าสมาชิกจำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบที่รัดกุม ไม่เช่นนั้นอาจถูกวิจารณ์ว่าเป็นช่องทางให้กลุ่มทุนสีเทา อาชญากรรมข้ามชาติ หรือผู้ต้องการใช้ไทยเป็นฐานกิจกรรมผิดกฎหมายเข้ามาได้ง่าย
สำหรับขั้นตอนการสมัครมีดังนี้
ขั้นตอนที่ 1: ยื่นใบสมัคร
เริ่มต้นด้วยการยื่นใบสมัครผ่านช่องทางออนไลน์ หรือผ่านตัวแทนที่ได้รับอนุญาตทั่วโลก โดยผู้สมัครต้องจัดเตรียมเอกสาร ได้แก่
ขั้นตอนที่ 2: การพิจารณาอนุมัติ
ใบสมัครจะได้รับการตรวจสอบโดยกรมการกงสุล และจะมีการแจ้งผลอนุมัติภายใน 2 เดือน โดยหนังสืออนุมัติอย่างเป็นทางการจะถูกส่งไปยังอีเมลที่ระบุไว้ในใบสมัคร
ขั้นตอนที่ 3: การเปิดใช้งานสมาชิกภาพ
หลังจากได้รับการอนุมัติ ผู้สมัครจะต้องชำระค่าสมาชิกให้เรียบร้อย จากนั้นสมาชิกภาพจะถูกเปิดใช้งานภายใน 1 สัปดาห์ และผู้สมัครจะได้รับเอกสารและข้อมูลสำคัญ ได้แก่
ช่องทางการชำระเงินที่รองรับ ได้แก่
ขั้นตอนที่ 4: การประทับตราวีซ่า
หลังจากสมาชิกภาพถูกเปิดใช้งานแล้ว ผู้ถือสมาชิกสามารถดำเนินการประทับตราวีซ่าได้ ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งต่อไปนี้
การถกเถียงเรื่อง Thailand Privilege Visa อาจเกิดขึ้นเมื่อมีข่าวชาวต่างชาติที่พำนักในไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรม การฟอกเงิน ธุรกิจผิดกฎหมาย หรือเครือข่ายทุนสีเทา
แม้การถือวีซ่าประเภทนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ถือเป็นผู้กระทำผิด แต่ด้วยลักษณะของโครงการที่เปิดให้ชาวต่างชาติพำนักระยะยาวผ่านการจ่ายค่าสมาชิกในอัตราสูง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถามทั้งในมิติความมั่นคง ความโปร่งใส และธรรมาภิบาลของรัฐ
โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การยกเลิกเครื่องมือดึงดูดต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง แต่อยู่ที่การทำให้ระบบคัดกรองและกำกับดูแลมีความเข้มแข็งเพียงพอ โดยเฉพาะใน 4 ด้านหลัก
กล่าวโดยสรุป Thailand Privilege Visa หรือ Thailand Elite Visa เป็นเครื่องมือสำคัญของไทยในการดึงดูดชาวต่างชาติฐานะดีให้พำนักระยะยาวในประเทศ โครงการนี้มีจุดแข็งด้านความสะดวก ความชัดเจนของระยะเวลาพำนัก และสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์กลุ่มมีกำลังซื้อสูง โดยปัจจุบันมีแพ็กเกจตั้งแต่ Bronze ราคา 650,000 บาท อายุ 5 ปี ไปจนถึง Reserve ราคา 5,000,000 บาท อายุ 20 ปี
แต่ในเวลาเดียวกัน วีซ่าลักษณะนี้ย่อมมาพร้อมคำถามด้านความมั่นคงและธรรมาภิบาล เพราะการเปิดช่องให้ชาวต่างชาติพำนักระยะยาวผ่านการจ่ายค่าสมาชิกจำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง โปร่งใส และต่อเนื่อง
ดังนั้น ความท้าทายสำคัญของโครงการนี้คือการที่รัฐไทยต้องออกแบบระบบคัดกรอง กำกับ และบังคับใช้กฎหมายให้ดีพอ เพื่อให้โครงการนี้เป็นเครื่องมือดึงดูด “ต่างชาติคุณภาพ” อย่างแท้จริง ไม่ใช่ช่องว่างให้ผู้มีเงินบางกลุ่มเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานของกิจกรรมที่สร้างต้นทุนให้สังคมในระยะยาว