
บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยเดือนพฤษภาคม 2569 มีแนวโน้มผันผวนในกรอบ 1,470-1,545 จุด จากปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลางบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและทิศทางดอกเบี้ย แต่ยังมีปัจจัยหนุนในประเทศจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ "ไทยช่วยไทย พลัส" ที่สนับสนุนให้ธปท.ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปี 69 สู่ระดับ 2.1% แนะกลยุทธ์ลงทุนหุ้นกลุ่มค้าปลีกที่รับประโยชน์จากโครงการไทยช่วยไทยพลัส ชูCPAXT, BJC, TNP, MOTHER น่าลงทุน
นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางดัชนีตลาดหุ้นไทยในเดือนพฤษภาคมนี้ มีโอกาสแกว่งตัวผันผวน โดยให้กรอบดัชนีไว้ที่ 1,470 - 1,545 จุด โดยยังคงต้องติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นการปะทะกันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลต่อความไม่แน่นอนในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันและบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง
ท่ามกลางความผันผวนนี้ ประเทศไทยกลับกลายเป็น "หลุมหลบภัย" ที่น่าสนใจ ล่าสุด มูดี้ส์ เรทติ้งส์ ระบุว่า ประเทศไทยเป็นประเทศในตลาดเกิดใหม่ที่มีความพร้อมมากกว่าหลายประเทศในการรับมือกับภาวะช็อกของเศรษฐกิจโลกในอนาคตซึ่งสะท้อนถึงการปรับดีขึ้นของสมดุลความเสี่ยง (Balance of Risks) ต่อเศรษฐกิจไทย และความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ
แนวโน้มนี้สอดคล้องกับการปรับประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ใหม่ของ ธปท. หลังจากรัฐบาลได้ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยประเมิน GDP ปี 69 ขยายตัวเพิ่ม 0.6% เป็น 2.1% จากคาดเดิม 1.5% และปี 70 คาด GDP ขยายตัว 1.6% ลดจาก 2% เนื่องจากฐานที่สูงในปีนี้
ในบริบทนี้ นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล. โกลเบล็ก มองเห็นโอกาสทองในกลุ่มหุ้นค้าปลีกที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยแนะนำสะสมหุ้นกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากโครงการไทยช่วยไทยพลัส อาทิ CPAXT, BJC, TNP และ MOTHER
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นโลกยังมีแรงส่งจากฝั่งวอลล์สตรีท โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี AI ที่ดันกำไรบริษัทในดัชนี S&P500 พุ่งสูงที่สุดในรอบหลายปี รวมถึงอานิสงส์ทางอ้อมจากคำตัดสินของศาลการค้าสหรัฐฯ ที่ทำให้ภาษีนำเข้าบางส่วนเป็นโมฆะ ซึ่งเป็นผลบวกต่อภาพรวมการค้าโลก
บล. โกลเบล็ก ระบุว่า ปัจจัยสำคัญในประเทศที่นักลงทุนต้องติดตามในเดือนนี้ เริ่มจากวันที่ 15 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่บริษัทจดทะเบียนต้องส่งงบการเงินไตรมาส 1/2569 โดยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะเป็นสัญญาณสำคัญต่อทิศทางตลาดทุนและความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ขณะเดียวกัน ในสัปดาห์ที่ 2 สภาธุรกิจตลาดทุนไทยเตรียมแถลงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน พร้อมอัปเดตสถานการณ์การลงทุน ขณะที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจะเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ส่วนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จะรายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นข้อมูลที่สะท้อนมุมมองจากทั้งนักลงทุน ผู้บริโภค และภาคธุรกิจ
นอกจากนี้ วันที่ 18 พฤษภาคม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ จะประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 1/2569 ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย และอาจมีผลต่อการประเมินแนวโน้มนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไป
สำหรับสัปดาห์ที่ 3 ส.อ.ท. จะเปิดเผยยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่มีบทบาทสำคัญต่อภาคส่งออกและการจ้างงานของประเทศ
ต่อมาในวันที่ 29 พฤษภาคม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะรายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย เพื่อสะท้อนเสถียรภาพและแนวโน้มด้านการเงินของประเทศ ขณะที่ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน กระทรวงพาณิชย์จะประกาศภาวะการค้าระหว่างประเทศ ส่วนสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค และดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) จะเผยดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม
ด้านปัจจัยต่างประเทศที่อาจกดดันบรรยากาศการลงทุนในเดือนนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจากหลายประเทศ โดยวันที่ 11 พฤษภาคม จีนจะรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนเมษายน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิต ขณะที่สหรัฐฯ จะเปิดเผยยอดขายบ้านมือสองเดือนเมษายน ซึ่งสะท้อนความเคลื่อนไหวของตลาดอสังหาริมทรัพย์
วันที่ 12 พฤษภาคม ญี่ปุ่นจะรายงานตัวเลขการใช้จ่ายภาคครัวเรือนเดือนมีนาคม พร้อมกับธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่จะเผยแพร่รายงาน Summary of Opinions ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญต่อทิศทางนโยบายการเงิน ขณะที่สหภาพยุโรปจะประกาศดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนพฤษภาคม
ในวันเดียวกัน สหรัฐฯ จะรายงานดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจขนาดย่อมเดือนเมษายน ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนเมษายน ก่อนที่วันที่ 13 พฤษภาคม สหรัฐฯ จะเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนเมษายน และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่นักลงทุนใช้ประเมินแรงกดดันเงินเฟ้อและทิศทางราคาพลังงานในระยะถัดไป