
ทั่วโลกกำลังคาดหวังสัญญาณบวกครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ภายใต้สหประชาชาติ ได้เริ่มปฏิบัติการครั้งประวัติศาสตร์ในการอพยพลูกเรือพาณิชย์มากกว่า 11,000 คนที่ติดค้างอยู่กลางน่านน้ำ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
ข้อมูลล่าสุดจาก Kpler ระบุว่า ปริมาณการเดินเรือเริ่มกลับมาขยับตัว โดยมีเรือแล่นผ่านช่องแคบแล้วอย่างน้อย 172 ลำ ควบคู่ไปกับการที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยอมผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรชั่วคราวเพื่อไฟเขียวให้น้ำมันดิบและปิโตรเคมีของอิหร่านกว่า 4 ล้านบาร์เรลไหลกลับเข้าสู่ซัพพลายเชนโลก ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อในภาคการผลิตลงได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการสัญจรในปัจจุบันยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเกิดสงครามอย่างมาก เนื่องจากยังมีเรือบรรทุกสินค้าและน้ำมันอีกกว่า 700 ลำ จอดนิ่งสนิทติดค้างอยู่ภายในอ่าวเปอร์เซีย
แม้ภาพรวมทางเศรษฐกิจจะดูเหมือนเริ่มคลี่คลาย แต่นักวิเคราะห์เตือนว่านี่ยังไม่ใช่การฟื้นตัวที่แท้จริง แต่เป็นเพียง "ความสงบชั่วคราว" เนื่องจากในทางปฏิบัติ ตลาดโลกยังต้องแบกรับต้นทุนแฝงมหาศาล ทั้งจากวิกฤตทุ่นระเบิดทะเลที่ตกค้าง และการเปิดฉาก "สงครามกฎหมาย" รอบใหม่เหนือน่านน้ำสากล SPOTLIGHT เจาะลึกสถานการณ์ในฮอร์มุซ และประเมินผลกระทบต่อกระเป๋าเงินคนทั้งโลก
ปฏิบัติการกู้ชีพเส้นทางเศรษฐกิจเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) นำทีมประสานงานร่วมกับกลุ่มประเทศชายฝั่งและอุตสาหกรรมการเดินเรือ เร่งอพยพลูกเรือพาณิชย์ 11,000 ชีวิตที่ติดค้างอยู่กลางวงล้อมสงครามมานานหลายเดือน การเคลื่อนไหวเพื่อมนุษยธรรมครั้งนี้เปรียบเสมือนการส่งสัญญาณให้บริษัทประกันภัยทางทะเลและผู้ประกอบการทั่วโลกเริ่มกลับมาเชื่อมั่นในความปลอดภัยของช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
ทันทีที่สัญญาณความตึงเครียดผ่อนคลายลง ตลาดพลังงานโลกก็ตอบรับในเชิงบวกทันที โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดราคาพลังงานทั่วโลก ร่วงดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวช่วยลดความตื่นตระหนกของเหล่านักลงทุน และส่งผลดีต่อต้นทุนพลังงานในภาคการผลิตทั่วโลกที่เคยพุ่งสูงก่อนหน้านี้
ข้อมูลจาก Kpler บริษัทข่าวกรองทางทะเล ยืนยันว่าภาพรวมการค้าเริ่มขยับตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยมีเรือพาณิชย์แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปแล้วอย่างน้อย 172 ลำ นับตั้งแต่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้น ในวันเสาร์ที่ผ่านมาเพียงวันเดียว มีเรือสัญจรผ่านช่องแคบสูงถึง 42 ลำ ซึ่งถือเป็นสถิติยอดการเดินเรือรายวันที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งเป็นต้นมา
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่าตัวเลขการฟื้นตัวนี้ยังเป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น เพราะหากเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม ช่องแคบฮอร์มุซเคยรองรับเรือผ่านเข้าออกสูงถึงเฉลี่ยวันละ 138 ลำ ปัจจุบันจึงยังมีเรือบรรทุกน้ำมันและเรือสินค้าอีกมากกว่า 700 ลำที่ยังคงจอดนิ่งทอดสมออยู่ภายในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อเฝ้ารอประเมินสถานการณ์ความคุ้มค่าและความปลอดภัยในทางปฏิบัติอย่างใกล้ชิด
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เม็ดเงินในอุตสาหกรรมพลังงานเริ่มกลับมาสะพัด คือนโยบายเชิงรุกของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ออกใบอนุญาตพิเศษผ่อนปรนการคว่ำบาตรชั่วคราวไปจนถึงวันที่ 21 สิงหาคม มาตรการนี้ส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านอย่างน้อย 30 ลำ สามารถขนส่งน้ำมันดิบและปิโตรเคมีปริมาณมหาศาลกว่า 4 ล้านบาร์เรลออกจากอ่าวเปอร์เซียเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งช่วยสยบวิกฤตพลังงานโลกได้ทันท่วงที
ทว่า ความตึงเครียดรอบใหม่ในมิติกฎหมายและการค้าได้ปะทุขึ้นทันที เมื่ออิหร่านจัดตั้ง "สำนักงานช่องแคบเปอร์เซียแห่งอิหร่าน" (PGSA) พร้อมประกาศกฎเหล็กห้ามเรือทุกลำผ่านช่องแคบฮอร์มุซหากไม่มีใบอนุญาตจากเตหะราน เงื่อนไขดังกล่าวถูกสหรัฐฯ นำโดยนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ คัดค้านอย่างรุนแรง โดยยืนกรานว่าฮอร์มุซคือน่านน้ำสากลที่ไม่มีประเทศใดมีสิทธิ์เรียกเก็บค่าผ่านทางหรือตั้งเงื่อนไขผูกขาด ซึ่งชนวนขัดแย้งนี้กำลังสร้างความกังวลใจให้แก่บริษัทเดินเรือข้ามชาติเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่อาจทับซ้อนกัน
ความขัดแย้งเชิงนโยบายนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจของภาคธุรกิจ แม้จะมีเรือบางส่วนยอมใช้เส้นทางสายเหนือผ่านน่านน้ำอิหร่านตามข้อตกลง แต่เรือบรรทุกสินค้าอีกจำนวนมากยังคงเลือกที่จะชะลอการเดินทาง เนื่องจากความกังวลว่าหน่วยงาน PGSA ของอิหร่านที่อยู่ภายใต้บัญชีคว่ำบาตรของสหรัฐฯ อาจทำให้เจ้าของเรือสุ่มเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีทางกฎหมายระหว่างประเทศ ส่งผลให้เม็ดเงินและการค้าโลกในช่องแคบแห่งนี้ยังคงเดินหน้าได้อย่างจำกัดและระมัดระวังขั้นสูงสุด