
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาตึงเครียดถึงขีดสุดอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ข้อตกลงหยุดยิงในปัจจุบันอยู่ในสภาวะ “วิกฤตหนักอย่างยิ่ง” (Massive life support) หลังรัฐบาลวอชิงตันตัดสินใจปฏิเสธข้อเสนอฉบับล่าสุดจากรัฐบาลเตหะราน โดยทรัมป์ระบุชัดเจนว่า เนื้อหาในข้อเสนอดังกล่าวนั้น “โง่เง่าและไม่อาจยอมรับได้”
คำประกาศดังกล่าวมีขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ ก่อนที่ประธานาธิบดีทรัมป์มีกำหนดการเดินทางเยือนประเทศจีนในวันอังคารนี้ ซึ่งแหล่งข่าววงในจากทำเนียบขาวระบุว่า สัปดาห์นี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญว่า สหรัฐฯ จะเลือกเดินหน้าทางการทูตต่อ หรือจะกลับมาใช้มาตรการทางทหารเต็มรูปแบบ
ขณะที่สถานการณ์ในภูมิภาคยังคงเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตสะสมในฉนวนกาซาพุ่งสูงถึง 72,740 ราย และในเลบานอนอีกกว่า 2,869 ราย ด้านนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กอลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ได้ส่งสัญญาณตอบโต้อย่างแข็งกร้าวว่า รัฐบาลเตหะรานพร้อมรับมือต่อการรุกรานทุกรูปแบบ และคำเตือนถึงสหรัฐฯ ว่า หากมีการเคลื่อนไหวทางทหารเกิดขึ้น ผลลัพธ์ที่ตามมาจะทำให้วอชิงตันต้อง “ตกตะลึง”
สงครามที่กำลังร้อนระอุนี้กำลังเดินไปสู่ทางตัน หรือเป็นจุดเริ่มต้นของพายุลูกใหญ่กว่าเดิมที่เรากำลังจะได้เห็นต่อจากนี้?
แหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงเปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า ภายในคณะทำงานความมั่นคงของทรัมป์กำลังเกิดความแตกแยกอย่างหนักในประเด็นแนวทางการจัดการกับอิหร่าน โดยมีรายงานว่าประธานาธิบดีทรัมป์เริ่มแสดงความหงุดหงิดต่อท่าทีของผู้นำอิหร่าน ที่มัก “เปลี่ยนใจไปมา” และไม่มีความจริงใจในการเจรจา
ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและพลังงานโลก และข้อตกลงด้านคลังยูเรเนียม โดยทรัมป์กล่าวหาอิหร่านว่าผิดสัญญาในข้อตกลงที่ยินยอมให้สหรัฐฯ เคลื่อนย้ายยูเรเนียมเสริมสมรรถนะออกจากพื้นที่ ทรัมป์ระบุว่า เขากำลังรับมือกับทั้งกลุ่ม “สายกลาง” ที่อยากบรรลุข้อตกลง และกลุ่ม “คนบ้า” ที่คอยขัดขวางกระบวนการสันติภาพ
ทั้งนี้ ย้อนกลับไปในช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ประกาศระงับปฏิบัติการทางทหารชั่วคราวเพื่อเข้าสู่กระบวนการหยุดยิง หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้เปิดฉากโจมตีอย่างรุนแรงมาตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ โดยการหยุดยิงในครั้งนั้นมีเป้าหมายเพื่อเปิดทางให้คณะผู้ไกล่เกลี่ยจากปากีสถานได้หาทางออกทางการทูต และหลีกเลี่ยงภาวะสงครามเต็มรูปแบบที่จะลุกลามไปทั่วภูมิภาค
ล่าสุด ในรายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่จากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เสนอทางเลือกให้ประธานาธิบดีพิจารณากลับมาเปิดปฏิบัติการทางทหารอีกครั้ง โดยเน้นไปที่ “การโจมตีแบบระบุเป้าหมาย” เพื่อบั่นทอนศักยภาพทางทหารและกดดันให้เตหะรานต้องกลับมาที่โต๊ะเจรจาในสภาวะที่เสียเปรียบกว่าเดิม แม้เจ้าหน้าที่บางส่วนจะยังคงพยายามผลักดันให้ใช้การทูตเป็นทางเลือกสุดท้ายก็ตาม
ในขณะที่มาตรการทางทหารยังอยู่ระหว่างการพิจารณา กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ประกาศยกระดับสงครามเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านโครงการรางวัลเพื่อความยุติธรรม หรือ Rewards for Justice โดยมีการตั้งเงินรางวัลสูงถึง 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 500 ล้านบาท) สำหรับผู้ที่ให้เบาะแสนำไปสู่การขัดขวางกลไกทางการเงินของ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC)
เป้าหมายสำคัญของปฏิบัติการนี้คือ การตัดเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงรัฐบาลเตหะราน โดยสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่เครือข่ายนอมินีและบริษัทบังหน้า ที่ช่วยให้ IRGC หลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรสากล และข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลหรือสถาบันการเงินที่อำนวยความสะดวกในการขนส่งน้ำมันไปยังประเทศจีน เพื่อปิดช่องทางค้าน้ำมันมืด รวมไปถึงเส้นทางการโอนเงินหรือวิธีการที่ IRGC ใช้ในการส่งต่อทรัพยากรไปยังกลุ่มติดอาวุธตัวแทนในภูมิภาค
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการนี้สอดรับกับการคว่ำบาตรบุคคลและองค์กร 12 รายล่าสุด ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายน้ำมันให้จีน โดยวอชิงตันเชื่อว่าหากสามารถตัดท่อน้ำเลี้ยงนี้ได้ จะเป็นแรงบีบมหาศาลที่ทำให้ฝ่าย "สายกลาง" ในอิหร่าน มีความชอบธรรมในการยอมตกลงตามเงื่อนไขของสหรัฐฯ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่กำลังพังทลาย
การเยือนปักกิ่งในอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้ของประธานาธิบดีทรัมป์ ถูกจับตามองว่าจะเป็น "ไพ่ตาย" ใบสุดท้ายในการจัดการปัญหาอิหร่าน โดยรายงานจากรอยเตอร์สระบุว่า ทรัมป์เตรียมหยิบยกประเด็นสงครามอิหร่านขึ้นมาหารือโดยตรงกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในการพบกันแบบต่อหน้าครั้งแรกในรอบกว่า 6 เดือน
รอยเตอร์วิเคราะห์วาระซ่อนเร้นบนโต๊ะเจรจาที่ปักกิ่ง สรุปได้ ดังนี้
อย่างไรก็ตาม การเจรจานี้มีความซับซ้อนสูง เนื่องจากสี จิ้นผิง เองก็มีความไม่พอใจต่อจุดยืนของสหรัฐฯ ในประเด็นไต้หวัน การเยือนปักกิ่งครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการค้า แต่เป็นการวางเดิมพันว่าทรัมป์จะสามารถดึง "มหาอำนาจเอเชีย" มาเป็นเครื่องมือในการยุติสงครามตะวันออกกลางได้สำเร็จ หรือจะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจตึงเครียดขึ้นไปอีกขั้นในระหว่างที่เขากำลังพิจารณาเปิดฉากยิงรอบใหม่ในอิหร่าน