
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป., พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป., พ.ต.ต.พงษ์พิทักษ์ เหล็กชูชาติ รอง ผกก.3 บก.ป., พ.ต.ท.รัฐมนตรี พันชูกลาง รอง ผกก.3 บก.ป., พ.ต.ท.ณัฐดนัย สีแข่ไตร รอง ผกก.3 บก.ป., พ.ต.ท.ศิษฏ์ พูลวงศ์, รอง ผกก.3 บก.ป. และ พ.ต.ท.พัฒษพงศ์ เสณีแสนเสนา รอง ผกก.3 บก.ป.
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.สุวิจักขณ์ รัตนพันธ์ สว.กก.3 บก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ป. ร่วมกันจับกุม นายไสว (สงวนนามสกุล) อายุ 65 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนครราชสีมา ที่ จ.517/2549 ลงวันที่ 17 ก.ย. 2549 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน "ฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธบินติดตัว หรือโดยไม่มีเหตุอันสมควร" โดยสามารถจับกุมได้ที่บริเวณริมถนนศรีสุทัศน์ ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต
คดีดังกล่าวกำลังจะครบกำหนดอายุความในเดือนกันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ป. นำกำลังชุดสืบสวน เร่งแกะรอย ขยายผล และ ติดตามเบาะแสทุกช่องทาง เพื่อนำตัวผู้ต้องหารายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้ก่อนคดีขาดอายุความ จากการสืบสวนจนพบเบาะแสสำคัญ ว่าผู้ต้องหาได้เปลี่ยนชื่อ - สกุล เพื่ออำพรางตัว และใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต เมื่อรวบรวมพยานหลักฐาน และยืนยันตัวบุคคลได้แน่ชัดแล้ว เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังลงพื้นที่เฝ้าติดตามพฤติกรรม กระทั่งสามารถเข้าจับกุมตัว นายไสว ได้บริเวณริมถนนศรีสุทัศน์ จ.ภูเก็ต สิ้นสุดการหลบหนีที่ยาวนานเกือบสองทศวรรษ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าสาเหตุของคดีเกิดจากความหึงหวง และความหวาดระแวงว่าภริยาจะมีความสัมพันธ์กับชายอื่น จนเกิดการทะเลาะวิวาทอย่างรุนแรง ก่อนใช้อาวุธปืนขนาด .22 ยิงภริยาจำนวน 2 นัด เป็นเหตุให้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ แล้วตัดสินใจหลบหนีการจับกุมทันที
ภายหลังก่อเหตุเมื่อปี 2549 ผู้ต้องหาโดยสารรถประจำทาง หลบหนีเข้ากรุงเทพมหานคร ไปอาศัยอยู่กับน้องสาวในระยะแรก พร้อมนำอาวุธปืนขนาด .22 ที่ใช้ก่อเหตุ ไปขายให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างในราคา 4,000 บาท เพื่อนำเงินมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการหลบหนี จากนั้นได้เปลี่ยนชื่อ - สกุลเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงการติดตามของเจ้าหน้าที่ ก่อนโยกย้ายที่พักอาศัยไปตามจังหวัดต่างๆ ทั้ง เชียงใหม่, นครศรีธรรมราช และ ภูเก็ต โดยประกอบอาชีพช่างเชื่อมเพื่อหาเลี้ยงชีพ พร้อมตัดการติดต่อกับญาติพี่น้องทั้งหมด เพื่อไม่ให้มีใครเชื่อมโยงไปถึงตัวได้ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครราชสีมา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
Advertisement