
วันที่ 14 พ.ค. 69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า เรายืนยันว่าเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะวันนี้มีความชัดเจนแล้วว่า เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่เป็นวิกฤตทั้งโลก ทุกคนยอมรับว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตพลังงาน ซึ่งกำลังจะลามไปถึงเรื่องปากท้องของประชาชน พร้อมย้ำว่า พ.ร.ก. กู้เงินมีความจำเป็นในเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ส่วนที่มีการยกประเด็นไปเปรียบเทียบกับการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ครั้งที่ผ่านมาในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งตนก็อยู่ในทุกวิกฤต ทั้งปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้ง ที่เกิดจากวิกฤตค่าเงินสำรองหมด จึงต้องมีการลอยตัวค่าเงิน เกิดวิกฤตธนาคารล้มละลายที่มองว่าล้มบนฟูก เพราะเป็นวิกฤตของคนรวย และวิกฤตปี 2552 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เกิดจากการที่สหรัฐอเมริกา ส่งออกติดลบทำให้เศรษฐกิจไทยติดลบตามไปด้วย แต่วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตปากท้องประชาชน และเป็นวิกฤตที่มาจากค่าครองชีพ ไม่ได้เริ่มจากเศรษฐกิจติดลบ แต่เริ่มจากอัตราเงินเฟ้อ พร้อมย้ำถึงเหตุผลที่ทำให้มั่นใจว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะว่าไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่เกิดกับทุกประเทศ ซึ่งชัดเจนว่าเกิดขึ้นจากวิกฤตสงคราม
ซึ่งวันนี้ยังไม่จบ และลามมาสู่วิกฤตพลังงานในช่วงหนึ่งที่น้ำมันขาด ส่งผลต่อราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และขยายสู่การเป็นวิกฤตต้นทุนสินค้า เราเห็นเงินเฟ้อจากการติดลบในไตรมาสแรก ขึ้นมาเป็น 2.9% และจะสูงขึ้น ซึ่งต่อไปจะเป็นวิกฤตค่าครองชีพ จะกระทบกับประชาชนจำนวนมาก ฉะนั้น พ.ร.ก.ที่ออกมาก็เพื่อดูแลปากท้องประชาชน
นายเอกนิติ ระบุอีกว่า กรณีที่มีการทักท้วงว่าเหตุใด นอกจากการนำเงินมาเยียวยาประชาชน 2 แสนล้านบาท แล้วจะยังนำมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2 แสนล้านบาทอีกด้วย ตนขออย่ามองจำนวนเงินดังกล่าว แยกเป็น 2 ส่วน แต่ให้มองว่าเป็นเงินเยียวยาทั้งคู่ แต่เงินเยียวยาในการที่นำไปเปลี่ยนผ่านพลังงาน เป็นการยิงนกครั้งเดียว ได้นก 2 ตัว คือ ช่วยประชาชนและช่วยให้เขาเปลี่ยนผ่าน พร้อมเปรียบเทียบเหมือนยา วันนี้ประเทศต่างๆ ยอมรับว่า วันนี้คือวิกฤตปากท้อง จึงขอให้ไปถามประชาชนว่าวันนี้ต้นทุนค่าครองชีพสูงขึ้นหรือไม่ เพราะถ้าปล่อยไป ธุรกิจอาจจะกระทบ คนจะตกงาน เพราะหากค่าต้นทุนสูงขึ้นกำไร สินค้าจะลดลง หรือบางคนขาดทุน ธุรกิจใหญ่ๆ อาจรองรับได้แต่ธุรกิจขนาดเล็กไม่มีอะไรรองรับ โดยเฉพาะคนที่ไม่มีอะไรรองรับ หากปล่อยไปถึงตรงนั้น จะยิ่งเกิดความวุ่นวาย
การออก พ.ร.ก.กู้เงินมาในวันนี้ก็เหมือนกับยา เพื่อบรรเทาผลกระทบ และทำให้แข็งแรงขึ้น พร้อมระบุว่าหากให้รออีก 5 เดือน แล้วค่อยกินยาก็ไม่ใช่ การที่คนป่วยแล้วให้ยาวันนี้ กว่ายาจะออกฤทธิ์ มีประสิทธิผลอาจจะ 4-5 เดือน แต่ต้องกินยาวันนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยเจอวิกฤต รัสเซีย-ยูเครนที่ทำให้เงินเฟ้อสูง และส่งผลให้ค่าไฟสูงขึ้น ซึ่งเราควรจะเปลี่ยนผ่านตั้งแต่ตอนนั้น หากเราทำให้ประชาชนและธุรกิจเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาดมากขึ้น วันนี้การที่เราช่วยคนในการติดโซล่าร์ รถขนส่งเติมไบโอดีเซล จะช่วยทำให้มีการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น และสามารถช่วยลดค่ากล่องชีพและค่าใช้จ่าย
นายเอกนิติ ยังมองว่า การที่มาบอกว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานรอได้ จนมองว่าไม่ใช่ เพราะรอไม่ได้ ซึ่งควรทำตั้งแต่ 3 ปีที่แล้วด้วยซ้ำ และหากเราทำวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าวิกฤตจะจบเมื่อใด ถ้ามีการสู้รบขึ้นมาอีก ราคา พลังงานสูงขึ้นอีก ก็ต้องไปช่วยเยียวยาเขาอีก ถ้ามาบอกว่า วันนี้อย่าเพิ่งกินยาเม็ดที่ 2 แล้วรอไปอีก 5 เดือน ตนว่ามันไม่ใช่ เพราะหากวิกฤตลุกลามขึ้นอีก ซึ่งก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตนว่ารับไม่ได้ วันนี้เราต้องช่วยคน การให้ยาต้องช่วยตั้งแต่วันนี้ แล้วพอช่วยยาวันนี้หลังจากวิกฤตมันจบให้เขากลับมาแข็งแรงมากขึ้น เราจะได้ลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมัน นำเข้าแก๊สธรรมชาติ ช่วยเขาลดค่าใช้จ่ายค่าไฟ มาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น คนป่วยตอนนี้ต้องให้ยาวันนี้ ไม่ใช่รอให้ยาอีก 4-5 เดือน รองบประมาณปี 2570 มันไม่ทัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านติดใจในประเด็นงบเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ไม่มีรายละเอียดชัดเจน เหมือนเป็นการตีเช็กเปล่า ช่วยนายทุนมากกว่าช่วยประชาชน นายเอกนิติ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่า ไม่ได้ช่วยนายทุน และที่บอกว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นการตีเช็กเปล่านั้น ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการตีเช็กเปล่าเลย พ.ร.ก.ทุกฉบับมีการเขียนกลไกอย่างชัดเจน มีคณะกรรมการกลั่นกรอง ตอนนี้คณะกรรมการกลั่นกรองประชุมอยู่ว่า จะมีกลไกอย่างไร ตนเน้นเรื่องของความโปร่งใส เพราะฉะนั้น จะให้เปิดเผยข้อมูลทุกอย่างว่า เราพิจารณาอะไรไป และการขอรายละเอียดของโครงการมา ตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดสักโครงการหนึ่ง เราถึงให้กระทรวงต่างๆ หน่วยงานต่างๆ เสนอโครงการมา 1.โครงการต้องช่วยประชาชน เยียวยาประชาชน ต้องช่วยให้ตรงเป้า ตรงจุด 2.ไม่ได้แค่ช่วยอย่างเดียว หรือเยียวยาอย่างเดียว แต่ต้องช่วยให้เขาเปลี่ยนผ่านได้ด้วย
นายเอกนิติ กล่าวว่า 3.ต้องช่วยให้เขาปฏิรูป หลังวิกฤตต้องให้เขาฟื้นกลับมาได้ดียิ่งขึ้น ถึงมีโครงการเกี่ยวกับเรื่องพัฒนาทักษะแรงงานเข้ามาด้วย พร้อมกับการช่วยเหลือเขา โครงการไทยช่วยไทยพลัสที่กำลังพิจารณาอยู่ตอนนี้ที่มีคำว่า พลัสเข้ามาด้วย เพราะหลังจากช่วยบรรเทาผลกระทบแล้ว เราจะพลัสด้วยการสอนทักษะต่างๆ ให้ด้วย ช่วยทำให้เข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ขายของตามตลาดสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารออมสิน ธนาคารของรัฐได้ด้วยเช่นเดียวกัน จะทำให้ช่วยลดการกู้นอกระบบ นี่คือความตั้งใจ 4.จะเน้นเรื่องความโปร่งใส ตนอยากให้โครงการทุกอย่างมีความโปร่งใส และเปิดเผย และ5.ให้เอกชนมาร่วมนำเสนอได้ด้วย จะใช้ความโปร่งใสทำงานร่วมกับเอกชน ฉะนั้น จะมาบอกว่า ตีเช็กเปล่านั้น ไม่ใช่เลย โครงการทุกอย่างต้องโปร่งใส เป็นกระบวนการอนุมัติตามปกติ
เมื่อถามว่า เมื่อฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญ จะกระทบโครงการต่างๆ ที่จะออกมาหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ต้องรอการพิจารณาของศาล แต่เราต้องยึดหลักว่า ตามกฎหมาย พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้มีผลบังคับใช้เรียบร้อยแล้วหลังจากมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา 1 วัน ถือว่า มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 10 พ.ค. ที่ผ่านมา เราดำเนินการไปตามขั้นตอนปกติ ซึ่งเราต้องชี้แจงไป ตนคิดว่า วันนี้ พ.ร.ก.มีจุดประสงค์อย่างชัดเจนคือ ไม่ใช่แค่บรรเทาผลกระทบประชาชน แต่ช่วยให้เขาเปลี่ยนผ่านให้ประชาชนมีรายได้ดีขึ้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายไม่ใช่แค่สั้นๆ แต่เป็นการช่วยระยะยาวด้วย ดังนั้น ยิงทีเดียวได้นก 2 ตัว คือ ช่วยบรรเทาผลกระทบและเปลี่ยนผ่านระยะยาวด้วย เพราะแค่เยียวยาอย่างเดียวไม่พอ นี่คือเหตุผลที่ตนมั่นใจในเรื่องการเปลี่ยนผ่าน หรือช่วงที่ช่วยเขาเปลี่ยนผ่าน มันมีความจำเป็น และต้องทำตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่รออีก 5 เดือน
Advertisement