
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการแก้ไขกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่อเปิดทางให้ชาวต่างชาติสามารถประกอบธุรกิจบริการบางประเภทในประเทศไทยได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตเพิ่มเติม ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการลดอุปสรรคทางกฎหมาย อำนวยความสะดวกแก่ผู้ลงทุน และเพิ่มความคล่องตัวให้กับระบบเศรษฐกิจไทยในช่วงที่การแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศมีความเข้มข้นมากขึ้น
มติดังกล่าวครอบคลุมทั้งการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับประเภทธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และการออกกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยสาระสำคัญคือการปลดล็อกธุรกิจบริการ 8 ประเภท ซึ่งเกี่ยวข้องกับโทรคมนาคม การเงิน เทคโนโลยี การบริหารจัดการภายในองค์กร ตลาดทุน สัญญาซื้อขายล่วงหน้า และกิจการขุดเจาะปิโตรเลียม
การปรับปรุงกฎเกณฑ์ครั้งนี้สะท้อนทิศทางของรัฐบาลที่ต้องการทำให้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยมีความเปิดกว้างและทันต่อโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่มีลักษณะสนับสนุนการลงทุนข้ามชาติ การบริหารเงินของกลุ่มบริษัทข้ามพรมแดน การให้บริการทางการเงินและเทคโนโลยี รวมถึงบริการเฉพาะทางที่มีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมพลังงานและตลาดทุน
ทั้งนี้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ได้เป็นการเปิดเสรีให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจโดยปราศจากการกำกับดูแลอย่างสิ้นเชิง แต่เป็นการลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการอนุญาต และธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นยังคงต้องปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะอย่างเคร่งครัด เช่น ธุรกิจโทรคมนาคม อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงาน กสทช. และธุรกิจศูนย์บริหารเงิน ยังต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ (1) หลักการร่างพระราชกฤษฎีกาแก้ไขประเภทธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และ (2) หลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีสาระสำคัญในการปรับปรุงประเภทธุรกิจการค้าภายในที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลทางการเกษตรพื้นเมือง ซึ่งเดิมอยู่ภายใต้บัญชีสามของกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยเฉพาะประเด็นการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทยที่ไม่มีการส่งมอบหรือรับมอบสินค้าเกษตรภายในประเทศ
การแก้ไขครั้งนี้กำหนดให้ธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งมีการส่งมอบหรือรับมอบสินค้าเกษตรในคลังสินค้าที่ศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากำหนด ได้รับการยกเว้นไม่อยู่ในธุรกิจตามบัญชีสาม ในข้อที่ (13) ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ส่งผลให้คนต่างด้าวสามารถประกอบธุรกิจดังกล่าวได้โดยไม่ต้องขออนุญาตตามกฎหมายฉบับนี้
ในเชิงเศรษฐกิจ การปรับเกณฑ์ดังกล่าวช่วยลดความไม่แน่นอนทางกฎหมายให้กับผู้ประกอบการต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับตลาดสินค้าเกษตรและสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ขณะเดียวกันยังช่วยเชื่อมโยงระบบซื้อขายล่วงหน้ากับกลไกการส่งมอบจริงในคลังสินค้า ซึ่งอาจมีส่วนเพิ่มประสิทธิภาพของตลาด ลดต้นทุนธุรกรรม และสนับสนุนการพัฒนาตลาดอนุพันธ์สินค้าเกษตรของไทยในระยะยาว
สำหรับร่างกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว มีสาระสำคัญในการกำหนดให้การประกอบกิจการตัวแทนบางประเภท และธุรกิจบริการอื่นตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 8 ธุรกิจ เป็นกิจการที่คนต่างด้าวสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กลุ่มธุรกิจที่ได้รับการปลดล็อก ได้แก่
การปลดล็อกธุรกิจบริการทั้ง 8 ประเภทถือเป็นสัญญาณเชิงนโยบายที่สำคัญต่อผู้ลงทุนต่างชาติ เพราะสะท้อนว่ารัฐบาลพยายามลดขั้นตอนการอนุญาตในกิจการที่ไม่ได้กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยตรง แต่มีบทบาทสนับสนุนการลงทุน การเงิน เทคโนโลยี และการบริหารจัดการของธุรกิจข้ามชาติ
ในระยะสั้น มาตรการนี้อาจช่วยเพิ่มความสะดวกแก่บริษัทต่างชาติที่มีฐานการลงทุนในไทย หรือกำลังพิจารณาใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการในภูมิภาค โดยเฉพาะธุรกิจศูนย์บริหารเงิน บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และบริการสนับสนุนภายในองค์กร ซึ่งมักเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการดำเนินงานของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่
ในระยะยาว การผ่อนคลายข้อจำกัดภายใต้กฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวอาจช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในฐานะฐานลงทุนระดับภูมิภาค แต่ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับปัจจัยประกอบอื่นด้วย ทั้งความชัดเจนของกฎระเบียบรอง การกำกับดูแลไม่ให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการไทย และความสามารถของประเทศในการดึงดูดกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ไม่ใช่เพียงการเปิดทางให้ทุนต่างชาติเข้ามาดำเนินธุรกิจบริการทั่วไป
ล่าสุดในวันนี้ (13 พฤษภาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลว่า “รัฐบาลเปิดให้ต่างชาติประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาต” ว่า เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสาระสำคัญของร่างอนุบัญญัติภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ได้เป็นการเปิดเสรีให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจโดยปราศจากการกำกับดูแล แต่เป็นการปรับปรุงประเภทธุรกิจบางส่วน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูง หรือธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะและมีหน่วยงานรัฐกำกับดูแลอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว เพื่อลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการอนุญาต อำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ และปรับกฎระเบียบให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่
ทั้งนี้ ธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นยังคงต้องปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะอย่างเคร่งครัด เช่น ธุรกิจโทรคมนาคม อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงาน กสทช. ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. และธุรกิจขุดเจาะปิโตรเลียม ยังคงอยู่ภายใต้กฎหมายและการกำกับดูแลของหน่วยงานด้านพลังงานอย่างเข้มงวด
นางสาวรัชดา กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นการลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพิ่มความคล่องตัวด้านการลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลยกเลิกการกำกับดูแล หรือเปิดให้ต่างชาติประกอบธุรกิจได้อย่างเสรีโดยไม่มีเงื่อนไข
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้ประกอบการไทย โดยกรณี “ธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์” กระทรวงพาณิชย์ได้ตัดออกจากร่างกฎกระทรวงแล้ว ภายหลังมีข้อกังวลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมดิจิทัลไทย เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมการลงทุนกับการดูแลศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการภายในประเทศ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับปรุงกฎระเบียบครั้งนี้มีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์สำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การลดภาระขั้นตอนการขออนุญาตที่ไม่จำเป็น เพิ่มการแข่งขันที่เป็นธรรมและโปร่งใส ดึงดูดเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญระดับสูงเข้าสู่ประเทศไทย สนับสนุนให้ไทยก้าวสู่การเป็นฐานบริการและศูนย์กลางธุรกิจระดับภูมิภาค รวมถึงสร้างประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ การลงทุน และการจ้างงานในภาพรวม
“รัฐบาลยืนยันว่า ทุกมาตรการด้านเศรษฐกิจจะต้องเดินควบคู่กับการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ ผู้ประกอบการไทย และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยการปรับปรุงกฎระเบียบครั้งนี้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแล ไม่ใช่การปล่อยเสรีโดยไร้การควบคุมตามที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน” นางสาวรัชดา กล่าว