
ช่วงหลายปีหลังมานี้ นักลงทุนไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ นิยมลงทุนในหุ้นต่างประเทศ เพราะตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ มีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่เติบโตเร็ว มีโอกาสสร้างกำไรจากส่วนต่างราคา (capital gain) สูง และมีเรื่องราวการเติบโตที่ดึงดูดใจ ขณะเดียวกัน การลงทุนต่างประเทศก็ทำได้ง่ายขึ้น ทั้งผ่านการลงทุนโดยตรงที่มีให้เลือกหลายใช้เจ้า ทำให้เม็ดเงินลงทุนไหลออกจากไทยไปยังตลาดต่างประเทศ
แม้ว่าตลาดหุ้นไทยมีจุดแข็งที่หลายตลาดทำได้ไม่ง่าย นั่นคือ เป็นตลาดที่ขึ้นชื่อเรื่องการจ่ายเงินปันผลในระดับสูงและต่อเนื่องสม่ำเสมอ ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่มี dividend yield น่าสนใจระดับโลก แต่สิ่งที่ทำให้นักลงทุนหลายคนลังเลในหุ้นไทยคือเรื่อง ‘ความเชื่อมั่น’ เพราะหลายปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยเผชิญข่าวเกี่ยวกับธรรมาภิบาล การใช้ข้อมูลภายใน หรือประเด็นด้านการกำกับดูแลของบริษัทจดทะเบียนเป็นระยะ ส่งผลให้นักลงทุนรู้สึกไม่มั่นใจว่าจะเลือกหุ้นอย่างไร จะเชื่อมั่นในบริษัทใดได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม ความไม่เชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทย และความไม่มั่นใจว่าจะเลือกหุ้นไทยอย่างไร มีเครื่องมือเข้ามาช่วยบรรเทาแล้ว เมื่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดตัวโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน หรือ JUMP+ เพื่อยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียน และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ลงทุน
JUMP+ หรือโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน เป็นโครงการที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดทำขึ้น เพื่อส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนจัดทำแผนเพิ่มมูลค่ากิจการ และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย
หัวใจของโครงการนี้ คือ การผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนวางแผนการเติบโตในระยะยาว เปิดเผยแผนดังกล่าวต่อผู้ลงทุน และรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น
เป้าหมายของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในการดำเนินโครงการ JUMP+ นั้นไกลกว่าการยกระดับบริษัทจดทะเบียนให้มีคุณภาพ คือ มองไปถึงการแก้โจทย์ใหญ่ของตลาดทุนไทย
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมองว่า หากต้องการดึงเม็ดเงินลงทุนกลับเข้าสู่ตลาด สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องทำให้บริษัทจดทะเบียน ซึ่งเปรียบเสมือนสินค้าในตลาดทุน มีความน่าสนใจมากพอที่จะดึงดูดนักลงทุนเข้ามาได้ เพราะนักลงทุนจะตัดสินใจซื้อหุ้นก็ต่อเมื่อเชื่อว่าบริษัทมีศักยภาพในการเติบโตและบริหารงานอย่างโปร่งใส
อีกโจทย์สำคัญ คือ โครงสร้างนักลงทุนกำลังเปลี่ยนผ่าน นักลงทุนรุ่นก่อนที่นิยมลงทุนหุ้นไทยเพื่อรับเงินปันผลกำลังลดบทบาทลง ขณะที่นักลงทุนรุ่นใหม่มีตัวเลือกมากกว่าเดิม ทั้งหุ้นต่างประเทศ คริปโตเคอร์เรนซี และสินทรัพย์รูปแบบใหม่ หากตลาดหุ้นไทยไม่สามารถดึงนักลงทุนรุ่นใหม่เข้ามาได้ตั้งแต่วันนี้ ในอนาคตระยะยาวตลาดทุนไทยก็อาจจะไม่สามารถฟื้นบรรยากาศให้กลับมาคึกคักได้
ด้วยเหตุนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจึงพยายามดึงดูดนักลงทุนควบคู่กับการยกระดับบริษัทจดทะเบียน เพื่อให้ทั้งสองด้านเติบโตไปพร้อมกัน ซึ่งโครงการ JUMP+ เป็นส่วนหนึ่งในความพยายามที่ ตลท.จะใช้ยกระดับบริษัทจดทะเบียน
ทั้งนี้ JUMP+ ไม่ใช่โครงการที่ดำเนินการแยกออกมา แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของแผนยุทธศาสตร์กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ ระยะ 3 ปี (2569-2571) ภายใต้แนวคิด The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities โดยเป็นส่วนหนึ่งในแผนกลยุทธ์ข้อแรก คือ “รุกสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น (Exciting Markets with Confidence)” ซึ่งครอบคลุมทั้งการดึงเม็ดเงินลงทุนกลับเข้าสู่ตลาด การเพิ่มผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ การดึงบริษัทศักยภาพเข้าจดทะเบียน และการยกระดับคุณภาพบริษัทที่อยู่ในตลาดอยู่แล้ว โดย JUMP+ ทำหน้าที่ในส่วนการเพิ่มคุณภาพบริษัทจดทะเบียน ผ่านการผลักดันให้บริษัทวางแผนการเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม สื่อสารกับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง และยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลควบคู่กัน
วิธีสร้างความเชื่อมั่นผ่านโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ คือ กำหนดให้บริษัทที่เข้าร่วมโครงการต้องจัดทำแผนงาน JUMP+ ระยะ 3 ปี (2569-2571) ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัท พร้อมเปิดเผยต่อผู้ลงทุน ครอบคลุม 3 ด้าน หรือเรียกสั้น ๆ ว่าแนวคิด 3G ได้แก่
หลังจากประกาศแผนแล้ว บริษัทจะต้องรายงานความคืบหน้าต่อผู้ลงทุนทุก 6 เดือน เพื่อให้นักลงทุนติดตามว่าบริษัททำได้ตามที่สัญญาไว้หรือไม่
JUMP+ เปิดรับทั้งบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) แต่ไม่ได้รับทุกบริษัทที่สมัคร บริษัทที่จะผ่านเข้าร่วมโครงการต้องผ่านเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดไว้ค่อนข้างเข้มงวด คือ
และระหว่างอยู่ในโครงการ บริษัทต้องรักษาคุณสมบัติเหล่านี้ไว้ตลอดระยะเวลาร่วมโครงการ
(*ครอบคลุมการกล่าวโทษและมาตรการลงโทษทางแพ่ง ทั้งต่อบริษัทและต่อบุคคลที่ดำรงตำแหน่งกรรมการ ผู้บริหาร หรือผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของบริษัท ณ ขณะนั้นโดยนับจากวันที่ ก.ล.ต. ดำเนินการ)
โครงการ JUMP+ ปิดรับสมัครไปแล้วในวันที่ 31 มีนาคม 2569 มีบริษัทสมัครเข้าร่วมโครงการ 142 บริษัท จากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยทั้งหมดมากกว่า 800 บริษัท โดยแบ่งเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) 86 บริษัท และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) 56 บริษัท
สิ่งที่น่าสนใจคือแผนงานที่แต่ละบริษัทประกาศต่อผู้ลงทุน ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า บริษัทที่เข้าร่วมจัดทำแผนธุรกิจรวม 277 แผนงาน และแผนด้านธรรมาภิบาล 271 แผนงาน โดยกว่าครึ่งเป็นมาตรการเกี่ยวกับการต่อต้านคอร์รัปชัน การรับแจ้งเบาะแส และการป้องกันการใช้ข้อมูลภายใน ขณะที่ด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก มีบริษัทสมัครใจจัดทำแผนงาน 113 แผนงาน
ในด้านการเติบโต บริษัทที่เข้าร่วมโครงการตั้งเป้าไว้ค่อนข้างทะเยอทะยาน โดยบริษัทประมาณ 60% ของทั้งหมดตั้งเป้าให้กำไรหรือรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 50% ภายใน 3 ปี ส่วนอีกประมาณ 40% ตั้งเป้าเติบโตมากกว่า 100%
เป้าหมายเหล่านี้จะไม่ถูกปล่อยให้เลือนหายไปหลังวันประกาศแผน เพราะทุกบริษัทต้องรายงานความคืบหน้าต่อผู้ลงทุนทุก 6 เดือน เพื่อให้นักลงทุนติดตามได้ว่าบริษัทสามารถดำเนินการได้ตามแผนที่ประกาศไว้หรือไม่
จุดเด่นของ JUMP+ ไม่ใช่การบอกนักลงทุนว่าควรซื้อหุ้นตัวไหน แต่เป็นการเพิ่มข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน
ที่ผ่านมา นักลงทุนมักใช้ผลประกอบการย้อนหลัง งบการเงิน หรือบทวิเคราะห์เป็นข้อมูลหลักในการประเมินหุ้น แต่ภายใต้โครงการ JUMP+ บริษัทที่เข้าร่วมจะต้องเปิดเผยแผนการเติบโตในช่วง 3 ปีข้างหน้า พร้อมรายงานความคืบหน้าทุก 6 เดือน
นั่นหมายความว่า นักลงทุนไม่ได้เห็นเพียงตัวเลขผลประกอบการย้อนหลัง แต่ยังเห็นว่าบริษัทตั้งเป้าจะเติบโตอย่างไร มีแผนลงทุนอะไร ยกระดับธรรมาภิบาลด้วยวิธีใด และสามารถทำได้ตามที่ประกาศไว้หรือไม่
หากสรุปแบบคร่าว ๆ โครงการ JUMP+ ก็เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นในการคัดกรองหุ้นที่ช่วยให้นักลงทุนค้นหาบริษัทที่น่าลงทุนได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาปัจจัยพื้นฐานและความเหมาะสมของแต่ละบริษัทเพิ่มเติมด้วย
แน่นอนว่า JUMP+ ไม่ใช่โครงการที่สามารถทำให้ราคาหุ้นปรับขึ้นได้ทันที เพราะราคาหุ้นยังขึ้นอยู่กับผลประกอบการ ภาวะเศรษฐกิจ และแรงซื้อขายของนักลงทุน
อย่างไรก็ตาม หากบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากสามารถดำเนินงานตามแผนที่ประกาศไว้ได้จริง พร้อมยกระดับธรรมาภิบาลและสื่อสารกับผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยแก้หรือลดปัญหาความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งตลาดหุ้นไทยเผชิญมาหลายปี
ในระยะยาว หากบริษัทจดทะเบียนมีคุณภาพมากขึ้น นักลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น และการสื่อสารระหว่างบริษัทกับผู้ถือหุ้นมีความต่อเนื่อง ก็มีโอกาสทำให้ตลาดหุ้นไทยกลับมามีความน่าสนใจมากขึ้น ทั้งสำหรับนักลงทุนเดิมและนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ปัจจุบันมีทางเลือกในการลงทุนทั่วโลก
.
สำหรับนักลงทุนหรือผู้สนใจลงทุนที่อยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่าบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการ JUMP+ จะสร้างการเติบโตท่ามกลางความท้าทายได้อย่างไร SPOTLIGHT ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชวนคุณมาหาคำตอบในงานสัมมนา “Empowering Opportunities: เปลี่ยนเกมตลาดทุนไทย สู่โอกาสการลงทุนที่ยั่งยืน”
ไฮไลต์ภายในงาน
ร่วมรับฟังมุมมองจาก
วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2569 เวลา 08.30 – 12.00 น.
ณ หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ฟรี ! ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://forms.gle/tirUfSgwNb2BF5zR9