
หลังจากที่เราเพิ่งตกใจกับข่าวไวรัสฮันตากันไป โรคอีโบลาที่เราคุ้นเคยกลับมาอีกครั้งแล้ว โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของโรคอีโบลาในจังหวัดอิตูริทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติ (PHEIC) แม้จะยังไม่เข้าข่ายการระบาดใหญ่ แต่ WHO เตือนว่า การระบาดครั้งนี้อาจแพร่ระบาดใหญ่กว่าที่พบ และรายงานอยู่ตอนนี้ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะแพร่กระจายทั้งในระดับท้องถิ่น และภูมิภาค
SPOTLIGHT จะพาไปย้อนรอยกันว่าโรคอีโบลาคืออะไร? แล้วที่แพร่ระบาดอยู่ตอนนี้คือสายพันธุ์ไหนกัน?
โรคอีโบลามีต้นตอมาจากการสัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะค้างคาวแม่ไก่ และที่ระบาดตอนนี้เป็นสายพันธุ์หายากที่เรียกว่า บันดิบูเกียว (Bundibugyo-BDBV) ซึ่งยังไม่มียา และวัคซีนที่รักษาได้ ไม่เหมือนสายพันธุ์ซาอีร์ที่เคยระบาดครั้งก่อนที่มีวัคซีนรักษาแล้ว โดยอาการมีดังนี้
และอาจลุกลามไปถึงอาเจียน ท้องเสีย มีผื่นคัน และเลือดออกทั้งภายในและภายนอกร่างกาย
โรคอีโบลาแพร่ระบาดผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น เลือด หรืออาเจียน โดยมีระยะฟักตัวตั้งแต่ 2 ถึง 21 วัน ซึ่งในการระบาดครั้งที่ผ่านมา สายพันธุ์นี้มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 30% แต่อัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยของโรคอีโบลาโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 50%
ปัจจุบันพบผู้ป่วยที่เข้าข่ายการติดเชื้อประมาณ 246 ราย และมีผู้เสียชีวิตน่าสงสัยอีก 80 ราย และมีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันจากห้องปฏิบัติการแล้ว 8 รายในเขตสุขภาพ 3 แห่ง นั่นคือ ‘บูเนีย’ เมืองหลวงของจังหวัดอิตูรี และเมืองเหมืองทองคำอย่าง ‘มองวาลู’ และ ‘รวามพารา’ นอกจากนี้ ยังพบผู้ติดเชื้อในกรุง ‘กินชาซา’ เมืองหลวงของคองโก 1 ราย และในเมือง ‘โกมา’ อีก 1 ราย
รัฐบาลสหรัฐอเมริการายงานอีกว่า มีชาวอเมริกันอย่างน้อย 6 คนที่สัมผัสกับเชื้ออีโบลาในคองโก โดย 1 คนเริ่มมีอาการป่วยแล้ว (แต่ยังไม่มีการยืนยันผลติดเชื้อ) รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพยายามอพยพคนกลุ่มนี้ออกจากคองโกเพื่อย้ายไปยังฐานทัพทหารในเยอรมนี โดยศูนย์ควบคุม และป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐฯ (CDC) วางแผนจะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพิ่มเติม
ตอนนี้ที่น่ากลัวที่สุดคือ เชื้อไวรัสได้แพร่กระจายออกนอกพื้นที่คองโกแล้ว โดยพบผู้ป่วยยืนยัน 2 รายในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ‘ประเทศยูกันดา’ ซึ่งทางรัฐบาลยูกันดาเผยว่า 1 ในผู้เสียชีวิตที่ถูกยืนยันเป็นชายวัย 59 ปี โดยเสียชีวิตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
WHO เตือนประเทศที่มีพรมแดนติดกันถือว่ามีความเสี่ยงสูง โดยประเทศรวันดาได้เริ่มเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคัดกรองตามแนวชายแดนเพื่อเฝ้าระวังแล้ว นอกจากนี้ ยังแนะนำในประเทศคองโก และยูกันดาจัดตั้งศุนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน และต้องแยกกักตัวรักษาผู้ป่วยยืนยันทันที จนกว่าจะตรวจผลหาเชื้อเป็นลบ 2 ครั้งโดยห่างกันอย่างน้อย 48 ชั่วโมง
ดร. ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการ WHO ออกมาเตือนว่า ปัจจุบันยังคงมี "ความไม่แน่นอนสูงมากเกี่ยวกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริงและขอบเขตการแพร่กระจายทางภูมิศาสตร์" ของการระบาดในครั้งนี้ ทั้งนี้ นับเป็นการระบาดของอีโบลาครั้งที่ 17 ในคองโก นับตั้งแต่ค้นพบไวรัสนี้ครั้งแรกในปี 1976
อย่างไรก็ตาม WHO ย้ำเตือนว่า ประเทศที่อยู่นอกพื้นที่แพร่ระบาด "ไม่ควรปิดพรมแดนหรือจำกัดการเดินทางและการค้า" เนื่องจากมาตรการดังกล่าวไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และมักทำไปเพราะความตื่นตระหนก
สำหรับในประเทศไทยนั้นยังไม่มีรายงานผู้ป่วย กระทรวงสาธารณสุขกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งหากใครเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงอย่างคองโก และยูกันดา และมีอาการคล้ายที่กล่าวมาข้างบน ควรรีบพบแพทย์ และแจ้งประวัติทันทีเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในวงกว้าง