
สภาอุยกูร์โลก ได้ออกแถลงการณ์ ประณามอย่างรุนแรงต่อการตัดสินโทษประหารชีวิตชาวอุยกูร์ 2 คนในประเทศไทย โดยระบุว่า ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำพิพากษาตัดสินให้ชายชาวอุยกูร์ 2 คน มีความผิดฐานก่อเหตุระเบิดแยกราชประสงค์ (ศาลท้าวมหาพรหม) เมื่อเดือนสิงหาคม 2558 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 20 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 120 คน โดยนายบิลาล โมฮัมเมด (Bilal Mohammed) และนายยูซูฟู มีไรลี (Yusufu Mieraili) ถูกคุมขังมานานเกือบ 11 ปีนับตั้งแต่ถูกจับกุม ทั้งคู่ยังคงยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเองและประกาศว่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีรวมถึงโทษประหารชีวิตต่อไป
คดีนี้มีประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมอย่างซ้ำซาก ซึ่งสิทธิดังกล่าวเป็นสิ่งที่ประเทศไทยมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตามในฐานะภาคีสมาชิกของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ชายทั้งสองคนถูกคุมขังในลักษณะที่ผู้เชี่ยวชาญขององค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่าเป็นการ "ควบคุมตัวโดยมิชอบ" (Arbitrary Detention) อีกทั้งยังมีการกล่าวอ้างว่าพวกเขาถูกเจ้าหน้าที่ไทยปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมตลอดการดำเนินคดีที่ยาวนานเกือบ 11 ปี นอกจากนี้ การพิจารณาคดีบางส่วนยังเกิดขึ้นในศาลทหารซึ่งมีความโปร่งใสจำกัด และเป็นเวลาหลายปีที่จำเลยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากล่ามภาษาอุยกูร์ที่เหมาะสม คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) และองค์กรสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ระบุว่า กระบวนการสอบสวนและการพิจารณาคดีนี้เต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชน และสะท้อนให้เห็นถึงข้อบกพร่องเชิงระบบในกระบวนการยุติธรรมของไทย โดยกระบวนการดังกล่าวมีความผิดพลาดร้ายแรงจนถึงขั้นที่ชายทั้งสองคนควรได้รับการปล่อยตัว
"คดีนี้ต้องมองผ่านบริบทของการประหัตประหารชาวอุยกูร์ที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานโดยรัฐบาลจีน ที่ผ่านมาปักกิ่งมักใช้ข้ออ้างเรื่องการก่อการร้าย การฟ้องร้องดำเนินคดีทางการเมือง และการลงโทษที่รุนแรง เพื่อปิดปากชาวอุยกูร์และสร้างความชอบธรรมให้กับการปราบปราม" ทูร์กุนจัน อาลาฟดูน (Turgunjan Alawdun) ประธานสภาอุยกูร์โลก (WUC) กล่าว "การปฏิบัติตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด การรับประกันการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และการตรวจสอบโดยตุลาการที่เป็นอิสระ ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในทุกคดีที่มีจำเลยเป็นชาวอุยกูร์"
คำพิพากษานี้ยังมีขึ้นท่ามกลางแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาลจีนที่ส่งถึงทางการไทย เพื่อให้ส่งตัวชาวอุยกูร์กลุ่มใหญ่ขึ้นที่ถูกคุมขังในกรุงเทพฯ มาตั้งแต่ปี 2557 กลับประเทศ โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ประเทศไทยได้ส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์จำนวน 40 คนกลับไปยังประเทศจีน แม้จะได้รับคำเตือนหลายครั้งจากนานาชาติก็ตาม และจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครทราบชะตากรรมหรือที่อยู่ของพวกเขา การหายตัวไปดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่แท้จริงที่ชาวอุยกูร์ต้องเผชิญ และตอกย้ำถึงรูปแบบการปราบปรามข้ามชาติของจีน
สภาอุยกูร์โลก (WUC) ขอคัดค้านโทษประหารชีวิตในทุกกรณี รวมถึงในคดีนี้ด้วย แม้ว่าผู้รับผิดชอบต่อเหตุความรุนแรงจะต้องถูกนำตัวมาลงโทษ แต่ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นโดยแลกกับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานไม่ได้ เราขอเรียกร้องให้กระบวนการอุทธรณ์ดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นไปตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลอย่างเต็มที่ และการเอาผิดผู้กระทำความผิดจะต้องทำในลักษณะที่เคารพต่อสิทธิมนุษยชน กระบวนการทางกฎหมายที่ถูกต้อง และหลักนิติธรรม
สภาอุยกูร์โลกขอเรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ รวมถึงสหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป และตัวสหภาพยุโรปเอง ร่วมกันกดดันประเทศไทยเพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการอุทธรณ์จะดำเนินไปตามมาตรฐานการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมในระดับสากล ทางสภาฯ ขอเรียกร้องให้มีการยกฟ้องและปล่อยตัวชายทั้งสองคนหากไม่สามารถพิสูจน์ความผิดได้อย่างปราศจากข้อสงสัยตามสมควร และหากคำพิพากษาศาลเดิมยังคงอยู่ ก็ขอให้อยู่บนบทลงโทษที่ไม่รวมถึงโทษประหารชีวิต
Advertisement