
จากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อระหว่างประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และอิหร่าน สร้างความกังวลต่อทั่วโลกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา เพราะไม่มึใครคาดเดาได้เลยว่า อนาคตสงครามนี้จะจบลงอย่างไร และเราต่างจะต้องเจออะไร?
วันนี้ Spotlight จะพาไปดูบทวิเคราะห์ของสำนักข่าวต่างประเทศต่อเหตุการณ์สงครามปัจจุบัน และอนาคต
ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน สำนักข่าว BBC ประเมินว่า ‘กรอบเวลา 4 สัปดาห์’ คือช่วงอันตรายที่สุด และควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นทั้งโอกาสการเจรจาสุดท้ายของการทูต และจุดเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะกลับมาปะทุอีกครั้ง
แม้จะมีการเจรจาระหว่างสองฝ่ายในกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถานแล้วก็ตาม แต่ผลลัพธ์ยังคงเป็นศูนย์ เพราะทั้งสองฝ่ายยังยืนกรานจุดยืนของตนเอง และยังไม่แสดงสัญญาณท่าทีใด ๆ ว่าจะยอมอ่อนข้อ
หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป มีความเสี่ยงสูงมากที่จะนำไปสู่การทำสงครามอย่างเต็มรูปแบบ
ในอดีต ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเส้นเลือดหลักของการค้าพลังงานโลก โดยเฉพาะน้ำมัน เรือกว่า 138 ลำผ่านเส้นทางนี้ทุกวันโดยไม่มีข้อจำกัด หรือการจ่ายค่าธรรมเนียมใด ๆ
จนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังเหตุโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ช่องแคบนี้ได้เปลี่ยนสถานะจาก “เส้นทางเศรษฐกิจ” กลายเป็น “เครื่องมือกดดันเชิงยุทธศาสตร์” เพราะปัจจุบันช่องแคบนี้ ไม่ใช่แค่แหล่งรายได้ แต่ยังเป็นทั้ง “อาวุธ” และ “หลักประกัน” ในเกมประเทศมหาอำนาจ
รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารากชี ได้กล่าวต่อสมาชิกรัฐสภาชัดเจนว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่มีทางเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ตอบโต้ทันทีว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมให้อิหร่านเปลี่ยนเส้นทางนี้เป็นน่าน้ำที่ถูกควบคุมโดยระบอบเตหะราน หรือใช้เป้นเครื่องมือเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากทั่วโลก
ถ้าหากช่องแคบนี้ถูกปิด หรือกลายเป็นสนามรบจริง ๆ ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา จะเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนักที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนน้ำมัน และก๊าซ ราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูง และปัญหาการส่งออกปุ๋ย ซึ่งวิกฤตปุ๋ยนี้ อาจนำปสู่ภาวะอดอยากในหลายประเทศ
การตัดสินใจของโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิดของคนทั่วโลก ซึ่งสำนักข่าวต่างประเทศมองว่า แนวทางของเขายังมีลักษณะเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ไม่แน่นอน และยากต่อการคาดการณ์
เขามักใช้สื่อออนไลน์ในการสื่อสารกับสาธารณะ โดยล่าสุด เขาใช้มันกดดันผู้ค้าน้ำมัน เพื่อสกัดไม้ให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า การตัดสินใจเชิงรุกในช่วงต้นของสงครามนี้ เป็นการประเมินสถานการณ์ง่าย และเร็วเกินไป โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบระยะยาว แม้สหรัฐฯ จะมีกำลังทหารเหนือกว่า แต่ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายอาจกลายเป็นจุดอ่อนในเกมนี้
ประเทศเพื่อนบ้านอิหร่านอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กลายเป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงสำคัญ หลังถูกอิหร่านพุ่งเป้าโจมตี โดยมีจุดยุทธศาสตร์หลักคือ ท่าเรือฟูไจราห์ เพราะเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันที่ไม่ต้องผ่านฮอร์มุซ และมีคลังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่
การโจมตีครั้งล่าสุดสร้างแรงกดดัน และความกังวลต่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นอย่างมาก แม้จะได้รับการสนับสนุนด้านระบบป้องกันขีปนาวุธจากอิสราเอล แต่การตอบโต้โดยตรงยังคงเป็นทางเลือกสุดท้าย
ดูเหมือนว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเชื่อว่า แรงกดดันทางเศรษฐกิจ และกำลังทหาร จะบีบให้อิหร่านยอมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา แต่ในขณะเดียวกัน อิหร่านเองไม่น่าจะยอมรับข้อตกลงใด ๆ ที่ตนเสียเปรียบ ซึ่งข้อตกลงนิวเคลียร์ในยุคของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ บารัค โอบามา ทรัมป์เคยถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลง JCPOA โดยได้รับแรงสนับสนุนจากเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีของอิสราเอล และหันมาใช้มาตรการแรงกดดันสูงสุดแทน แต่แนวทางดังกล่าวกลับไม่สามารถหยุดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านได้
อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ต่างประเทศสะท้อนภาพชัดว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน กำลังเคลื่อนเข้าสู่จุดที่ควบคุมยากขึ้นเรื่อย ๆ และในสมการนี้ ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่แค่ทางผ่านของน้ำมันอีกต่อไป แต่คือตัวแปรชี้ชะตาของทั้งสงคราม และเศรษฐกิจโลก