
วันที่ 6 ก.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยผลการจับกุมขบวนการลักลอบนำเข้า ยาเอโทมิเดต (Etomidate) ซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ร่วมกับกองสืบสวนและปราบปราม สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 คดี ภายในระยะเวลาเพียง 4 วัน พร้อมตรวจยึดของกลางรวม 16.59 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 41 ล้านบาท
นางสันธนี ไพรัตนากร ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวว่า เอโทมิเดต เป็นยานำสลบที่ใช้เฉพาะในสถานพยาบาลภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์ แต่ปัจจุบันพบการลักลอบนำไปผสมในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า “บุหรี่ซอมบี้” เพื่อให้เกิดฤทธิ์คล้ายยาเสพติด ผู้เสพอาจมีอาการเคลิ้ม มึนงง สูญเสียการควบคุมร่างกาย ก่อนที่ตัวยาจะกดการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ส่งผลให้หมดสติ หยุดหายใจ และอาจเสียชีวิตได้ จึงถือเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่กำลังแพร่ระบายในหลายประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน
จากการวิเคราะห์ความเสี่ยงและการใช้เทคโนโลยีตรวจสอบสัมภาระ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ลักลอบนำเข้าเอโทมิเดตได้ 2 คดี ได้แก่ คดีแรกเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 จับกุมผู้โดยสารชายสัญชาติอินเดีย เดินทางมาจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ตรวจพบเอโทมิเดตซุกซ่อนภายในกระเป๋าเดินทาง น้ำหนัก 10.43 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 26 ล้านบาท
ส่วนคดีที่สอง เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่จับกุมผู้โดยสารชายสัญชาติอินเดีย ซึ่งเดินทางมาจากนครมุมไบ ประเทศอินเดีย หลังเครื่องเอกซเรย์ตรวจพบสิ่งผิดปกติภายในสัมภาระ ก่อนตรวจยึดเอโทมิเดตที่ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทาง น้ำหนัก 6.16 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 15 ล้านบาท
รวมทั้งสองคดี เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดเอโทมิเดตรวม 16.59 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 41 ล้านบาท โดยการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด และกฎหมายศุลกากร จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย
ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระบุว่า การจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการลักลอบนำเข้าวัตถุออกฤทธิ์ชนิดใหม่ที่เป็นภัยต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน กรมศุลกากรจึงเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง การวิเคราะห์ความเสี่ยง และการตรวจสอบผู้โดยสารที่อาจลักลอบนำเข้าสิ่งผิดกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้ยาและวัตถุอันตรายเล็ดลอดเข้าสู่ประเทศไทย.
Advertisement