Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ก.พ. เร่งคุมงบ จ่อเร่งเกษียณข้าราชการ เล็งใช้ประกันสุขภาพแทนสวัสดิการ
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ก.พ. เร่งคุมงบ จ่อเร่งเกษียณข้าราชการ เล็งใช้ประกันสุขภาพแทนสวัสดิการ

6 ก.ค. 69
18:21 น.
แชร์

แรงกดดันด้านรายจ่ายประจำของภาครัฐถูกยกขึ้นเป็นประเด็นสำคัญในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. ครั้งที่ 2/2569 หลังสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีการระบุว่า งบประมาณรายจ่ายประจำมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของงบบุคลากร ค่ารักษาพยาบาล และบำเหน็จบำนาญ ซึ่งรวมกันเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ปกรณ์ นิลประพันธ์ - Pakorn Nilprapunt” เปิดเผยผลการประชุม ก.พ. ครั้งที่ 2/2569 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 โดยที่ประชุมได้หารือมาตรการสำคัญด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐ ทั้งการควบคุมขนาดกำลังคน การผลักดันมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด และการทบทวนระบบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล

นอกจากประเด็นรายจ่ายบุคลากรแล้ว ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการฟื้นความเชื่อมั่นต่อระบบราชการ ภายหลังมีกรณีทุจริตการสอบเข้ารับราชการปรากฏเป็นข่าว โดยเห็นชอบมาตรการจัดการผู้ทุจริตสอบอย่างเข้มข้น ทั้งการตัดสิทธิ ขึ้นบัญชีดำ เพิกถอนใบรับรองสอบผ่านภาค ก. และกำหนดโทษวินัยสูงสุดสำหรับข้าราชการที่เกี่ยวข้อง

คุมกำลังคนรัฐ รับแรงกดดันงบบุคลากร-ค่ารักษาพยาบาล-บำเหน็จบำนาญ

นายปกรณ์แจ้งต่อที่ประชุมว่า ภายหลังสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 งบประมาณรายจ่ายประจำของภาครัฐยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายจ่ายด้านงบบุคลากร ค่ารักษาพยาบาล และบำเหน็จบำนาญ ซึ่งรวมกันเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70

จากแนวโน้มดังกล่าว ประธาน ก.พ. ระบุว่า จำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมขนาดกำลังคนและค่าใช้จ่ายภาครัฐอย่างจริงจัง โดยแนวทางที่ถูกหยิบยกขึ้นมาประกอบด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการปฏิบัติงาน การปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานราชการบริหารส่วนกลางที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในภูมิภาค และการควบคุมไม่ให้มีการเพิ่มจำนวนกำลังคน พร้อมทั้งปรับลดจำนวนลงให้ได้มากที่สุด

นายปกรณ์ขอให้สำนักงาน ก.พ. และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือสำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกันวางแผนการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว และนำเสนอ ก.พ. เพื่อพิจารณาต่อไป โดยประเด็นนี้สะท้อนทิศทางการบริหารกำลังคนภาครัฐที่ต้องเชื่อมโยงกับภาระงบประมาณระยะยาว ทั้งในส่วนของบุคลากรปัจจุบันและภาระผูกพันด้านสวัสดิการ

สำหรับมาตรการ Early Retirement หรือการเกษียณอายุก่อนกำหนด ประธาน ก.พ. ขอให้สำนักงาน ก.พ. เร่งดำเนินการให้มีผลในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อแสดงถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่จะผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง มาตรการดังกล่าวถูกวางอยู่ในกรอบเดียวกับการควบคุมขนาดกำลังคนและการบริหารค่าใช้จ่ายภาครัฐในภาพรวม

ในส่วนของสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล นายปกรณ์ขอให้สำนักงาน ก.พ. ร่วมกับกรมบัญชีกลาง และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ศึกษาวิธีการนำระบบประกันสุขภาพมาใช้เพื่อทดแทนระบบปัจจุบัน โดยให้เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการพิจารณาปรับระบบสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับรายจ่ายประจำของภาครัฐ

นอกจากนี้ ประธาน ก.พ. ยังมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. ดำเนินการปรับปรุงระบบพนักงานราชการ เพื่อให้การโอนย้ายหรือสับเปลี่ยนตำแหน่งมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากขึ้น รวมถึงให้ทบทวนอัตราเงินเพิ่มสำหรับข้าราชการที่ประจำอยู่ในต่างประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยระบุถึงประเทศญี่ปุ่นเป็นกรณีเฉพาะ เนื่องจากอัตราค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นมาก

เห็นชอบเกณฑ์แต่งตั้งปลัดกระทรวง-ปรับกฎวินัยราชการ

ที่ประชุม ก.พ. ครั้งนี้ยังได้พิจารณาและมีมติในวาระสำคัญเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐจำนวน 5 เรื่อง โดยเรื่องแรก ที่ประชุมเห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแต่งตั้งตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าของส่วนราชการ ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ รวมถึงบริบทของราชการในปัจจุบัน

วาระดังกล่าวเกี่ยวข้องกับตำแหน่งบริหารระดับสูงของส่วนราชการ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายและการบริหารราชการของแต่ละกระทรวง การเห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแต่งตั้งจึงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการประชุมด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐ

เรื่องที่สอง ที่ประชุมเห็นชอบร่างกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยเป็นการปรับปรุงในหลายประเด็น เช่น การกำหนดระยะเวลาในขั้นตอนก่อนการดำเนินการทางวินัย และการกำหนดระยะเวลาในระหว่างการดำเนินการทางวินัยทุกขั้นตอน

ร่างกฎดังกล่าวยังครอบคลุมการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสอบปากคำพยานและผู้ถูกกล่าวหาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น โดยที่ประชุมให้สำนักงาน ก.พ. นำร่างกฎ ก.พ. ดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

นอกจากสองวาระนี้แล้ว การประชุมยังพิจารณามาตรการที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบเข้ารับราชการ การกำหนดแนวทางไม่ให้บรรจุหรือบรรจุกลับผู้เคยทุจริตต่อหน้าที่ และการปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการลงโทษข้าราชการผู้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งทั้งหมดถูกจัดอยู่ในกรอบการยกระดับมาตรฐานวินัยและความน่าเชื่อถือของระบบราชการ

วาง 5 มาตรการจัดการทุจริตสอบราชการ ตัดสิทธิ-แบล็กลิสต์-เพิกถอนใบรับรอง

ประธาน ก.พ. ยังกล่าวถึงกรณีทุจริตการสอบเข้ารับราชการที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่ในปัจจุบันว่า แม้เรื่องดังกล่าวจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสำนักงาน ก.พ. แต่ก่อให้เกิดทัศนคติเชิงลบแบบเหมารวม และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อระบบราชการ

นายปกรณ์จึงขอให้สำนักงาน ก.พ. ประสานกับสมาคม องค์กร หรือกลุ่มข้าราชการต่าง ๆ ดำเนินการเชิงรุก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษาศักดิ์ศรีของข้าราชการพลเรือนในภาพรวม ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้เห็นชอบมาตรการจัดการทุจริตสอบเข้ารับราชการ 5 มาตรการ และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

มาตรการแรก คือ การตัดสิทธิและขึ้นบัญชีดำ หรือ Blacklist โดยกำหนดให้ผู้ทุจริตสอบภาค ก. มีลักษณะต้องห้ามเข้ารับราชการ พร้อมเพิกถอนใบรับรองสอบผ่าน และหากได้รับการบรรจุไปแล้วต้องให้ออกจากระบบราชการทันที

มาตรการที่สอง คือ การกำหนดโทษวินัยสูงสุด “ไล่ออกสถานเดียว” โดยถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดวินัยฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หากถูกตั้งสอบวินัยให้สั่งพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน และมีบทลงโทษขั้นเด็ดขาดคือไล่ออกเท่านั้น

มาตรการที่สาม คือ การจัดทำฐานข้อมูลกลาง หรือ Blacklist เพื่อรวบรวมรายชื่อผู้ทุจริตจากทุกองค์กรบริหารงานบุคคล ให้หน่วยงานรัฐทั่วประเทศสามารถใช้ตรวจสอบผู้สมัครเข้ารับราชการได้ เป็นการสร้างระบบข้อมูลกลางสำหรับป้องกันไม่ให้ผู้ทุจริตกลับเข้าสู่ระบบราชการผ่านช่องทางอื่น

มาตรการที่สี่ คือ การให้อำนาจเพิกถอนใบรับรอง โดยกำหนดให้เลขาธิการ ก.พ. มีอำนาจสั่งเพิกถอนใบรับรองผ่านภาค ก. ได้ทุกกรณี ยกเว้นกรณีทุจริตสอบ ซึ่งให้เสนอ ก.พ. เป็นผู้พิจารณา

มาตรการที่ห้า คือ แผนปฏิบัติการ 3 ระยะ ซึ่งจะบูรณาการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน

แผนระยะสั้นภายใน 1 ปี จะออกหลักเกณฑ์ลักษณะต้องห้ามและบังคับใช้มาตรฐานโทษวินัย ระยะกลางภายใน 3 ปี จะปรับการสอบภาค ก. เป็น e-Exam 100% และเปิดใช้ฐานข้อมูลกลางเพื่อตรวจสอบผู้ทุจริต

ส่วนระยะยาวภายใน 5 ปี จะออกกฎหมายอาญาเฉพาะเพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการด้วยโทษรุนแรง และแก้กฎหมายให้สามารถเรียกคืนเงินเดือนและผลประโยชน์อื่น ๆ จากผู้ทุจริตที่ได้รับการบรรจุคืนได้เต็มจำนวน

ดันมาตรฐานวินัยสูงสุด ไม่บรรจุผู้เคยทุจริต แม้ล้างมลทินแล้ว

นอกจากมาตรการจัดการทุจริตสอบเข้ารับราชการแล้ว ที่ประชุมยังเห็นชอบให้สำนักงาน ก.พ. นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณามีมติให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐทุกประเภทถือปฏิบัติตามแนวทางของ ก.พ. โดยกำหนดว่า ไม่ให้บรรจุหรือบรรจุกลับผู้เคยทุจริตต่อหน้าที่ แม้บุคคลดังกล่าวจะได้รับการล้างมลทินแล้วก็ตาม

ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในมาตรการที่เชื่อมโยงกับการรักษามาตรฐานวินัยและความน่าเชื่อถือของระบบราชการ โดยมุ่งให้แนวทางของ ก.พ. ถูกใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐทุกประเภท

สำหรับกรณีการให้ข้อมูลเท็จต่อคณะกรรมาธิการ ที่ประชุมเห็นชอบให้กำชับส่วนราชการให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการฯ พ.ศ. 2568 และดำเนินการทางวินัยแก่ผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัด

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังเห็นชอบข้อเสนอของสำนักงาน ก.พ. ให้ปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการลงโทษข้าราชการผู้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ทั้งในกรณีฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และกรณีฐานละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และไม่กลับมาปฏิบัติหน้าที่ราชการ

ข้อเสนอดังกล่าวกำหนดให้การกระทำเหล่านี้เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และให้ลงโทษไล่ออกจากราชการ โดยให้สำนักงาน ก.พ. นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป


แชร์
ก.พ. เร่งคุมงบ จ่อเร่งเกษียณข้าราชการ เล็งใช้ประกันสุขภาพแทนสวัสดิการ