
ชาติสมาชิกโอเปกพลัส OPEC+ ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตน้ำมันขนาดใหญ่ของโลกใบนี้ ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตขึ้น หลังตลาดพลังงานเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม แม้โอเปกพลัสประกาศเพิ่มกำลังผลิต แต่ในความเป็นจริง ไม่ได้หมายความว่าน้ำมันจะเพิ่มขึ้นมากนัก เพราะช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา การส่งออกน้ำมันติดปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้หลายประเทศผลิตได้ไม่ถึงโควตาที่ได้รับอยู่แล้ว แล้วถ้าปริมาณไม่ได้เยอะขึ้นมาก ราคาน้ำมันจะถูกลงอย่างที่เราคาดหวังหรือไม่? Spotlight ชวนอ่านบทความนี้
กลุ่มโอเปกพลัส เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า ชาติสมาชิกทั้ง 7 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย รัสเซีย อิรัก คูเวต คาซัคสถน อัลจีเรียและโอมาน จะเพิ่มกำลังการผลิตเป็นวันละ 188,000 บาร์เรล ตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้เป็นต้นไป หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้เปิดประชุมเพื่อทบทวนสถานการณ์และการคาดการณ์ของตลาดโลก
นี่นับเป็นการประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกันแล้ว และนับเป็นการทยอยยกเลิกมาตรการลดกำลังการผลิตที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2566 โดยในปีนั้น โอเปกพลัสได้ปรับลดกำลังการผลิตลงในเดือนเมษายนและพฤศจิกายน 2566 หลังวิกฤตการล้มละลายของธนาคารหลายแห่งสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินและทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างหนัก
โอเปกพลัสระบุในแถลงการณ์ว่า จะยังคงติดตามและประเมินสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำว่าจะดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง และพร้อมปรับเพิ่ม ชะลอ หรือย้อนกลับการทยอยยกเลิกมาตรการลดกำลังการผลิต หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง โดยทั้ง 7 ประเทศจะประชุมทบทวนสถานการณ์อีกครั้งในวันที่ 2 สิงหาคม
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเคยพุ่งแตะกว่า 126 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในเดือนเมษายน ล่าสุดปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ใกล้เคียงกับระดับก่อนเกิดสงคราม หลังตลาดมีความหวังว่า ความขัดแย้งกับอิหร่านจะยุติลงอย่างถาวร และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเริ่มฟื้นตัว หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน ลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อยุติสงครามเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน อย่างไรก็ตาม ปริมาณเรือที่ผ่านช่องแคบยังต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง โดยวันที่ 2 กรกฎาคม มีเรือผ่านเพียง 38 ลำ เทียบกับค่าเฉลี่ยราว 130 ลำต่อวันก่อนเกิดสงคราม
ข้อมูลของโอเปกยังระบุว่า ปริมาณการผลิตรวมของโอเปกพลัสลดลงจาก 42.77 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือนกุมภาพันธ์ เหลือ 33.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือนพฤษภาคม หลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้น้ำมันจำนวนมากไม่สามารถขนส่งออกได้ และพื้นที่จัดเก็บน้ำมันในภูมิภาคเริ่มเต็ม
ด้านฟาเบียน ยิป นักวิเคราะห์ตลาดจาก IG มองว่า การเพิ่มกำลังการผลิตครั้งล่าสุดของโอเปกพลัสเป็นเพียง "การปรับตัวบนกระดาษ" มากกว่าการเพิ่มอุปทานจริง เนื่องจากที่ผ่านมา การส่งออกน้ำมันถูกจำกัดจากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปริมาณการผลิตจริงต่ำกว่าโควตาอยู่แล้ว
เขาระบุว่า เมื่อข้อจำกัดด้านการขนส่งเริ่มคลี่คลาย ซาอุดีอาระเบียได้เพิ่มปริมาณการขนส่งน้ำมันอย่างมากหลังวันที่ 17 มิถุนายน ขณะที่อิหร่านสามารถนำส่งน้ำมันดิบสู่ตลาดได้เกือบ 50 ล้านบาร์เรล ส่งผลให้มีน้ำมันเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ประกอบกับความต้องการใช้น้ำมันของจีนที่ชะลอตัว รวมถึงการส่งออกจากสหรัฐฯ และรัสเซียที่เพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดมีแนวโน้มเผชิญภาวะอุปทานล้นตลาดในระยะสั้น และเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาน้ำมันปรับลดลงกลับสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม
ผลลัพธ์คือ ตลาดมีแนวโน้มมีน้ำมันล้นตลาดในระยะสั้น จึงกดดันให้ราคาน้ำมันปรับลดลง แม้โอเปกพลัสจะเพิ่งประกาศเพิ่มกำลังการผลิตก็ตาม