
ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนเป็นหนึ่งในตลาดที่ทำผลตอบแทนแย่ที่สุดในโลกในปี 2567 และ 2568 อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 บรรยากาศการลงทุนเริ่มฟื้นตัว ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นตลาดที่ทำผลงานดีอันดับต้น ๆ ของเอเชีย และมุมมองของนักวิเคราะห์ล่าสุดก็มองตลาดหุ้นไทยบวกมากขึ้น
ผลสำรวจของสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) ซึ่งรวบรวมความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน 25 บริษัท พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่มองว่าตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีแรงหนุนจากหลายปัจจัย ทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การฟื้นตัวของการบริโภค การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงกระแสการลงทุนใน AI และศูนย์ข้อมูล (data center) ซึ่งช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทย
มุมมองเชิงบวกดังกล่าวสะท้อนผ่านการปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจและตลาดทุน โดยนักวิเคราะห์ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2569 เป็นเฉลี่ย 1.93% จากผลสำรวจเมื่อเดือนเมษายนที่คาดไว้ 1.72%
ขณะที่กำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียนก็ถูกปรับเพิ่มเป็น 96.04 บาทต่อหุ้น จากเดิม 87.64 บาท สะท้อนความเชื่อมั่นต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่เริ่มฟื้นตัว โดยคาดว่า EPS จะเติบโตเฉลี่ย 10.2%
ในด้านทิศทางตลาด นักวิเคราะห์ประเมินว่า ดัชนี SET มีโอกาสปิดไตรมาส 3 ที่ 1,608 จุด ก่อนจะขยับขึ้นไปปิดสิ้นปีที่ 1,619 จุด โดยตลอดปีคาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,496-1,655 จุด
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ทั้งหมดที่ตอบแบบสำรวจยังมองว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะทรงตัวที่ 1% จนถึงสิ้นปี ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ
ปัจจัยที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นแรงหนุนสำคัญที่สุด คือ กระแสเงินทุนจากต่างชาติ (fund flow) โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจถึง 92% เห็นว่าจะส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปี
รองลงมา คือ กระแสการลงทุนใน AI และห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม AI ซึ่งได้รับคะแนนเชิงบวกจากผู้ตอบ 88% สะท้อนว่า ธีมการลงทุนด้านเทคโนโลยียังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดทุนทั่วโลก
นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจ 80% ยังมองว่า การคลี่คลายของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิหร่าน กับอิสราเอล จะช่วยลดความกังวลของนักลงทุน และอาจทำให้เกิดการโยกย้ายเงินลงทุนเข้าสู่ตลาดหุ้นในภูมิภาค
ส่วนปัจจัยภายในประเทศ ทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ได้รับมุมมองเชิงบวกเท่ากันที่ 76%
สำหรับปัจจัยลบที่อาจกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ผู้ตอบให้น้ำหนักกับปัจจัยภายนอกประเทศเป็นสำคัญ โดยการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะการทยอยลดสภาพคล่องหรือยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงสูงสุดต่อการลงทุนในตลาดทุนไทย ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจ 68% รองลงมาคือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ที่มีผู้ตอบ 56% มองว่าจะส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุน
สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษในช่วงไตรมาส 3 นักวิเคราะห์ให้น้ำหนักกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย และทิศทางดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ขณะที่นักวิเคราะห์ทั้งหมดที่ตอบแบบสำรวจคาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% จนถึงสิ้นปี
นักวิเคราะห์แนะนำให้นักลงทุนกระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทน โดยจัดสรรพอร์ตการลงทุนประกอบด้วย
สำหรับการลงทุนในหุ้นต่างประเทศหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ นักวิเคราะห์แนะนำให้เน้นกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และเซมิคอนดักเตอร์ในตลาดสหรัฐฯ และเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ควบคู่กับการกระจายการลงทุนไปยังหุ้นกลุ่ม Healthcare และกลุ่มหุ้นปลอดภัย (Defensive) เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต
ทั้งนี้ มีหลักทรัพย์ต่างประเทศและทองคำที่ซื้อขายในรูปแบบ Depositary Receipt (DR) ซึ่งได้รับการแนะนำตรงกันจากนักวิเคราะห์อย่างน้อย 5 สำนัก ได้แก่ AAPL80, GOOG80, MICRON80 และ NVDA80
สำหรับการลงทุนในหุ้นไทย นักวิเคราะห์แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มท่องเที่ยว พาณิชย์และค้าปลีก การแพทย์ ธนาคาร ไฟแนนซ์ รวมถึงอาหารและเครื่องดื่ม ขณะที่แนะนำให้ลดน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรม
จากผลสำรวจ มีหุ้นไทย 5 บริษัทที่ได้รับคำแนะนำตรงกันจากนักวิเคราะห์อย่างน้อย 4 สำนัก ได้แก่ ADVANC, AOT, BH, GULF และ KBANK