
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ดึงอำนาจการกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จาก นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกลับมาดูแลเอง ว่า เป็นโหมดๆ ไป ตอนนี้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานผ่านพ้นตรงนั้นไปแล้ว ตอนนี้คือการเร่งสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งในและต่าง ประเทศเพื่อนำเม็ดเงินเข้ามาในประเทศมากที่สุด และใช้ประเทศไทยเป็นทางการผลิตโดยโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ยังขาดเพียงเรื่องรถไฟความเร็วสูง แต่ก็ไม่มีปัญหาเพราะเรามีทางเลือกอีกหลายทางเลือก ด้านการขนส่งหรือโลจิสติกส์ เพราะมีทั้งสนามบินท่าเรือ นอกจากแหลมฉบังก็ยังมีการจะขยายเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีการขนส่งทั้งทางบกทางอากาศ ที่ค่อนข้างจะความสมบูรณ์ ทึ่เชื่อมกับรถไฟความเร็วสูงและรถไฟรางคู่
"ตอนนี้ผ่านจากช่วงโครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องของการทำการตลาด ไม่มีอะไรต้องกังวลเพราะนายพิพัฒน์ต้องการจะนำโครงการกลับมาคืนผมทุกวัน และมีการพูดคุยกันตลอด ซึ่งตอนแรกจะมอบให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแลแต่ช่วงนี้ตนเดินทางบ่อย มีการพบกับภาคเอกชนมากมายทั้งในและต่างประเทศ จึงนำกลับมาดูเพื่อที่จะขับเคลื่อนให้เร็วมากขึ้น" นายอนุทินกล่าว
เมื่อถามว่าไม่มีความขัดแย้งกันภายในใช่หรือไม่ นายนุทิน ยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งภายในและยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องสัญญาโครงการเชื่อมรถไฟฟ้าสามสนามบิน อย่านำไปผูกเรื่อง เพราะเป็นคนละเรื่องกัน โครงการเชื่อมรถไฟสามสนามบิน เราต้องดูสัญญาและให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ถ้าจะไปแก้สัญญาขอเรียนตรงๆ แก้ไม่ง่าย ถ้าแก้ได้อีกหน่อยคนที่ทำสัญญากับภาครัฐ ถ้าประสบปัญหาประสบเรื่องการส่งมอบพื้นที่ ความล่าช้าของงาน วิกฤตจากสถานการณ์โลก หรือสถานการณ์น้ำมันดิบ จะขอแก้สัญญา รัฐบาลจะเอาตังค์ที่ไหนมาให้มันทำไม่ได้ อะไรที่กำหนดไว้ในสัญญาก็ต้องปฏิบัติตามให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คำว่าแก้ไขสัญญาไม่ว่าจะเป็นโครงรัฐใดๆก็ตามไม่จบที่คำว่าแก้ไขสัญญา จะต้องให้ความเป็นธรรมกับคนที่มาประมูลแล้วไม่ชนะ ถ้าเขารู้ว่าแก้สัญญาได้ เขาก็จะใส่อีกราคาหนึ่งซึ่งมันไม่จบฉะนั้นดีที่สุดคือต้องเดินตามสัญญา ว่าทำสัญญาหรือขณะลงนาม รับทราบเงื่อนไขต่างๆ ที่อยู่ในสัญญา
Advertisement