
ตลาดหุ้นโลกในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเคลื่อนไหวอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ดัชนีหลักของสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ฝั่งเอเชีย ตลาดเกาหลีใต้ทะยานขึ้นแรงจนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ด้วยแรงหนุนสำคัญจากความต้องการชิปหน่วยความจำจำขั้นสูงอย่าง HBM ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งช่วยผลักดันทั้งรายได้และความสามารถในการทำกำไรของผู้ผลิตชิปในเกาหลีใต้ ขณะที่ภาพรวมตลาดหุ้นเอเชีย-แปซิฟิกก็เปิดและปิดบวกอย่างพร้อมเพรียงกันในวันพุธที่ 6 พฤษภาคม
อย่างไรก็ตาม จังหวะตลาดที่กำลังพุ่งขึ้น มาพร้อมคำถามสำคัญว่า ความกังวลที่เคยกดทับตลาดก่อนหน้านี้ ทั้งผลกระทบจากสงคราม ความเสี่ยงด้านพลังงาน และความกังวลต่อฟองสบู่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) คลี่คลายไปแล้วจริงหรือ นักลงทุนคลายความกังวลได้จริง ๆ หรือยัง
การปรับขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในรอบล่าสุดนี้ เกิดขึ้นพร้อมกับการทำสถิติสูงสุดใหม่ของดัชนีหลัก ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.81% แตะระดับสูงสุดตลอดกาล และปิดที่ระดับ 7,259.22 จุด ดัชนี Nasdaq Composite เพิ่มขึ้น 1.03% แตะระดับสูงสุดใหม่ และปิดที่ระดับ 25,326.13 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดัชนี Dow Jones Industrial Average เพิ่มขึ้น 356.35 จุด หรือ 0.73% ปิดที่ 49,298.25 จุด
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการสองปัจจัยที่หนุนบรรยากาศลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ ด้านหนึ่ง คือ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงทั่วกระดาน โดยน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) และเบรนต์ (Brent) ต่างปรับลดลงเกือบ 4% ซึ่งการอ่อนตัวของราคาพลังงานนี้ช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุน และทำให้ตลาดคลายความกังวลต่อเงินเฟ้อในระยะสั้น
อีกด้านหนึ่ง ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนออกมาแข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้อย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก FactSet ระบุว่า บริษัทในดัชนี S&P 500 ประมาณ 85% ที่รายงานงบแล้ว สามารถทำผลงานได้ดีกว่าประมาณการและดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์
ภาพของกำไรที่แข็งแกร่งไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มเทคโนโลยี แต่กระจายไปยังหลายเซกเตอร์ ตั้งแต่ภาคอุตสาหกรรมไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค สะท้อนฐานเศรษฐกิจที่ยังมีแรงส่ง ตัวอย่างเช่น DuPont de Nemours และ Anheuser-Busch InBev ที่ราคาหุ้นปรับขึ้นมากกว่า 8% หลังรายงานผลประกอบการที่ดีกว่าคาด
ขณะเดียวกัน ในวันที่ 5 พฤษภาคม มีหุ้นถึง 42 บริษัทใน S&P 500 ที่ทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ และหลายบริษัทขนาดใหญ่ เช่น Alphabet, Amazon, Broadcom และ Caterpillar ต่างซื้อขายในระดับราคาสูงสุดตลอดกาล สะท้อนแรงซื้อที่กระจายตัวในวงกว้าง
แซคารี ฮิลล์ (Zachary Hill) หัวหน้าฝ่ายบริหารพอร์ตการลงทุนของ Horizon Investments อธิบายว่า ตลาดกำลังตอบสนองต่อ ผลประกอบการที่น่าทึ่งอย่างมากของธุรกิจอเมริกันในแทบทุกเซกเตอร์ ไม่ใช่เพียงกลุ่มเทคโนโลยี เมื่อบวกกับความเชื่อที่ว่าสหรัฐฯ กับอิหร่านต่างต้องการหาทางออกจากความขัดแย้ง จึงเป็นเหตุผลที่อธิบายได้ว่า ทำไมตลาดจึงซื้อขายกันที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ฮิลล์มองว่า ผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่มองข้ามความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซไปแล้ว เว้นแต่จะมีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ หรือราคาน้ำมันกลับมาพุ่งขึ้นแรงอีกครั้ง
ในอีกฟากหนึ่งของโลก ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังคงเป็นจุดที่ร้อนแรงที่สุดในเอเชีย ดัชนี Kospi พุ่งขึ้น 5.56% ทำสถิติสูงสุดใหม่ ดัชนีแตะระดับ 7,000 จุดเป็นครั้งแรก และขยายการปรับขึ้นต่อเนื่อง โดยทะยานขึ้นมาแล้วมากกว่า 70% นับจากแต่ต้นปี
แรงขับเคลื่อนสำคัญกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ (Samsung Electronics) และเอสเค ไฮนิกซ์ (SK Hynix) ซึ่งต่างปรับตัวขึ้นมากกว่า 8% และ 9% ตามลำดับ ในช่วงเปิดตลาด สวนทางกับดัชนีหุ้นขนาดเล็ก Kosdaq ที่อ่อนตัวลงเล็กน้อย 0.15%
ในบรรดาหุ้นที่ผลักดันตลาด Samsung Electronics โดดเด่นที่สุด โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 10% ดันมูลค่าตามราคาตลาด (market cap) ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ กลายเป็นบริษัทเอเชียรายที่สองที่ก้าวข้ามระดับนี้ต่อจาก TSMC
การพุ่งขึ้นของ Samsung นอกจากสะท้อนแรงหนุนเชิงจิตวิทยาแล้วยังสะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง หลังจากที่รายงานกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้นมากกว่า 8 เท่า และรายได้แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ทั้งนี้ แรงหนุนต้นทางที่สำคัญของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ คือ กระแสการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะความต้องการชิปหน่วยความจำขั้นสูงอย่าง HBM ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งช่วยผลักดันทั้งรายได้และความสามารถในการทำกำไรของผู้ผลิตชิป
ขณะที่ตลาดหุ้นจะทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์สงครามและผลกระทบที่ยังไม่คลี่คลาย มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งไม่ได้สะท้อนความสบายใจในสถานการณ์ปัจจุบัน
เคนเนท กริฟฟิน (Kenneth Griffin) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ ‘ซิทาเดล’ (Citadel) สถาบันการเงินที่ทรงอิทธิพลในตลาดทุนสหรัฐฯ มองว่า ตลาดกำลังโฟกัสที่จุดอื่นมากกว่าผลกระทบจากสงคราม อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้บอกว่ามุมมองของตลาดผิดหรือถูก เพียงแต่อธิบายเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของตลาด
โดยในรายการ ‘The Exchange’ ของ CNBC เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2026 กริฟฟินถูกถามว่า การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในตอนนี้สมเหตุสมผลหรือไม่ ซึ่งเขาไม่ได้ตอบแบบตัดสิน แต่เลือกอธิบายว่า ตลาดหุ้นกำลังมองไปที่ความสำเร็จด้านผลกำไรอันน่าเหลือเชื่อของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาของผลประกอบการที่ยอดเยี่ยม ธุรกิจอเมริกันในแทบทุกเซกเตอร์ต่างทำกำไรเป็นประวัติการณ์ ตลาดหุ้นจึงจดจ่ออยู่กับเรื่องราวความสำเร็จในปัจจุบัน
ส่วนประเด็นแรงกกดันจากเงินเฟ้อ เมื่อถูกถามว่าตลาดประเมินความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อต่ำเกินไปหรือไม่ กริฟฟินยังคงอธิบายด้วยเหตุผลเดียวกันว่า แม้ว่ามีความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะสูงขึ้นจากสงคราม ซึ่งส่งผลให้การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยากขึ้น แต่ตลาดหุ้นก็ยังคงโฟกัสไปที่ความสำเร็จด้านผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน
อย่างไรก็ตาม กริฟฟินยังมีมุมมองกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะยืดเยื้อไปนานแค่ไหน กริฟฟินประเมินว่า หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดต่อเนื่องไปอีก 6 เดือน 9 หรือ 12 เดือน ราคาพลังงานทั่วโลกจะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และจะผลักดันให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย (global recession) แต่สำหรับสหรัฐฯ อาจจะโชคดี เนื่องจากมีอิสรภาพทางพลังงานที่น่าจะช่วยให้หลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้
ด้านอมฤตา เซน (Amrita Sen) ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูลตลาดของ Energy Aspect บริษัทที่ปรึกษาและบริการข้อมูลเชิงลึกด้านตลาดพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ บอกกับ CNBC เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดขณะนี้อาจเป็นความคึกคักเกินเหตุ และเตือนว่าโลกกำลัง ‘เดินละเมอ’ ไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ ขณะที่นักลงทุนยังคงประเมินผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมันต่ำเกินไป
เธอบอกว่า แม้ราคาน้ำมันจะปรับลดลงในระยะสั้น แต่ภาพรวมยังเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น และแรงกดดันด้านพลังงานยังคงสะสมอยู่ในระบบเศรษฐกิจ และเธอแสดงความเห็นว่า ตลาดหุ้นดูเหมือนจะมองผลกระทบของวิกฤตพลังงานว่าเป็นปัญหาที่กระทบเอเชียเป็นหลัก ทั้งที่ในความเป็นจริง ผลกระทบมีแนวโน้มลุกลามไปยังต้นทุนสินค้า อาหาร และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในวงกว้าง
เมื่อมองในระยะถัดไป เซนคาดว่าราคาน้ำมันดิบต่ำสุดจะอยู่ที่ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเธอแสดงความเห็นอีกว่า ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานจะส่งผลกระทบต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเน้นถึงผลกระทบต่อราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และราคาปุ๋ย ซึ่งจะส่งผ่านให้ราคาอาหารสูงขึ้น
“รอดูราคาอาหารเริ่มสูงขึ้นได้เลย … นี่คือวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่มาก ฉันรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งที่ตลาดหุ้นมองข้ามเรื่องนี้ไปโดยสิ้นเชิง พูดถึงแต่ผลประกอบการไตรมาสแรกที่ยอดเยี่ยม แต่ผลประกอบการในไตรมาสที่สองจะไม่ดีเท่านี้แน่นอน”
อีกประเด็นที่นักวิเคราะห์จากกสถาบันดังประสานเสียงเตือน คือ การปรับขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ในช่วงนี้ แม้จะดูแข็งแกร่งในภาพรวม แต่กลับถูกขับเคลื่อนโดยหุ้นเพียงไม่กี่ตัว จนทำให้นึกถึงช่วงก่อนฟองสบู่ดอทคอม
แม้การเปรียบเทียบนี้ต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะบริษัทขนาดใหญ่ในปัจจุบันทำกำไรได้จริงและเติบโตแข็งแกร่ง ไม่ใช่หุ้นเก็งกำไรเหมือนในอดีต แต่สิ่งที่ยังสร้างความกังวลให้นักลงทุนและนักวิเคราะห์หลายคน คือ ความกว้างของตลาด (market breadth) ที่ยังแคบมาก ซึ่งหมายถึงจำนวนหุ้นที่ราคาปรับขึ้นพร้อมกันยังมีน้อย
เบน สไนเดอร์ (Ben Snider) หัวหนัานักกลยุทธ์หุ้นสหหรัฐฯ ของ Goldman Sachs อธิบายว่า แม้ดัชนี S&P 500 จะทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ราคาหุ้นในระดับค่ากลางในดัชนียังอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดของตัวเองประมาณ 13% ซึ่งเป็นช่องว่างที่กว้างมากที่สุดในรอบ 25 ปี และเขาชี้ว่า มันเป็นสัญญาณเตือนบางอย่าง
สไนเดอร์ยังชี้ให้เห็นภาพอีกว่า การที่ตลาดขึ้นแบบกระจุกตัว สะท้อนภาพเดียวกับการปรับเพิ่มประมาณการกำไรที่เกิดขึ้นในกลุ่มแคบ ๆ เช่น เทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ และบริการสื่อสาร โดย Nvidia เพียงบริษัทเดียวมีส่วนทำให้ S&P 500 ปรับขึ้นมากกว่า 10% ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะที่บริษัทชิปขนาดเล็กกว่าจำนวนหนึ่งเป็นหุ้นที่ทำผลงานได้ดีที่สุด รวมถึง Intel, AMD และ ON Semiconductor
มาร์ก มาเลก (Mark Malek) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุนของ Muriel Siebert & Co. ก็เป็นอีกคนที่เตือนว่า อย่าเข้าใจผิดว่าการปรับตัวขึ้นอย่างแคบ ๆ ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์นั้นเป็นสัญญาณบวกในภาพกว้าง เพราะการปรับขึ้นครั้งนี้ “แคบอย่างน่ากังวล” และใกล้เคียงกับช่วงฟองสบู่ดอทคอม
มาร์เลกกล่าวว่า แรงขับเคลื่อนหลักยังคงมาจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่และกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะที่หุ้นส่วนใหญ่ยังไม่ได้ปรับตัวขึ้นตาม
นอกจากนั้น ตัวเลขอื่นก็ยืนยันภาพนี้เช่นกัน โดยหลายครั้งที่ S&P 500 ทำสถิติสูงสุด กลับเป็นช่วงที่ “หุ้นลงมีมากกว่าหุ้นขึ้น” และในเดือนเมษายน 2026 มีเพียง 23% ของหุ้นในดัชนีที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าดัชนี ซึ่งนักกลยุทธ์ของ BofA Global Research ระบุว่า นี่เป็นตัวเลขรายเดือนที่ต่ำสุดเป็นอันดับ 4 ในฐานข้อมูลของธนาคาร Bank of America นับตั้งแต่ปี 1986
ในอดีต ตลาดที่ขึ้นแบบแคบ มักเป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยง โดยในบทวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ที่เขียนโดย เบน สไนเดอร์ เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ระบุว่า จากการวิเคราะห์ของ Golfman Sachs พบว่า ตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา หลังจากความกว้างของตลาดแคบลงอย่างรวดเร็ว ดัชนี S&P 500 มักปรับตัวลงเฉลี่ยราว 10% ภายใน 12 เดือนถัดมา
อีกด้านหนึ่ง ร็อบ แอนเดอร์สัน (Rob Anderson) นักกลยุทธ์ภาคส่วนสหรัฐฯ จาก Ned Davis Research เขียนไว้ในบันทึกเมื่อวันที่ 30 เมษายนว่า การที่ตลาดมีการสลับกลุ่มผู้นำบ่อย ๆ ตั้งแต่หุ้นเทคโนโลยีไปยังหุ้นป้องกัน พลังงาน และกลับมาเทคโนโลยีอีกครั้ง ขัดขวางการฟื้นตัวของตลาดอย่างครอบคลุม
นอกจากนี้ แอนเดอร์สันชี้ให้เห็นว่า มีเพียง 6 จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรมใน S&P 500 ที่ราคาอยู่ห่างจุดสูงสุดเดิมไม่เกิน 5% และดัชนี S&P 500 แบบถ่วงน้ำหนักเท่ากันยังไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้เลย นับตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ย้ำว่า ตลาดปัจจุบันยังต่างจากยุคดอทคอม เพราะบริษัทที่นำตลาดเป็นบริษัทที่มีกำไรจริง ไม่ใช่บริษัทที่ยังไม่มีกำไร แต่การที่ตลาดพุ่งขึ้นเร็วและกระจุกตัว ทำให้ต้องเลือกลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น
ประเด็นความกว้างของตลาดที่แคบ หรือการฟื้นตัวที่แคบมากนั้น ไม่ได้เกิดเฉพาะในสหรัฐฯ แต่เป็นภาพที่เกิดขึ้นในหลายตลาดทั่วโลก รวมถึงในเกาหลีใต้ที่กระจุกหนักยิ่งกว่า อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก JPMorgan มองว่า การขึ้นแบบแคบอาจเปิดทางให้ตลาดขยายตัวกว้างขึ้นได้ หากมีข่าวบวกเข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งสไนเดอร์ จาก Goldman Sachs ก็เห็นด้วยว่า หากสงครามคลี่คลาย และราคาพลังงานลดลง สถานการณ์พื้นฐานที่คาดการณ์ไว้คือ ควรจะเกิดขึ้นต่อไป คือ การที่ผลกำไรของบริษัทและการปรับขึ้นของราคาหุ้นจะกระจายตัวมากขึ้น
.