
สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในฝั่งเอเชียที่ต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน ภาวะหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันดิบผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญ ได้กลายเป็นชนวนกดดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น จนหลายประเทศต้องเผชิญภาวะอุปทานพลังงานตึงตัว และบีบให้ภาคการผลิตตลอดจนห่วงโซ่อุปทานต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพื่อรับมือกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่อาจลุกลาม ยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียอย่าง "ญี่ปุ่น" จึงต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางพลังงานอย่างเร่งด่วน โดยล่าสุดเริ่มมีการกระจายความเสี่ยงด้วยการหันไปพึ่งพาแหล่งน้ำมันดิบจากโครงการท่อส่งน้ำมัน Trans Mountain (TMX) ของประเทศแคนาดา
การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นสัญญาณเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงของทิศทางการค้าพลังงานโลก แต่ยังสะท้อนถึงความพยายามของประเทศฝั่งเอเชียในการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก
อะไรคือปัจจัยสำคัญที่บีบให้ญี่ปุ่นต้องยอมปรับเปลี่ยนเส้นทางลำเลียงพลังงานหลักที่เคยใช้อยู่เป็นประจำ? และการรุกตลาดของน้ำมันดิบแคนาดาในครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อเกมการเมืองและเศรษฐกิจระดับโลก?
การเปิดฉากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ได้กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการลำเลียงพลังงานโลก โดยเฉพาะภาวะหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สายหัวใจหลักของภูมิภาคเอเชีย
ก่อนเกิดความขัดแย้ง ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาเส้นทางนี้มากที่สุด โดยมีการนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึงกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด ส่งผลให้เมื่อเส้นทางถูกปิดล้อม ราคาน้ำมันดิบในตลาดจึงพุ่งสูงขึ้นทันทีจนบีบเค้นโครงสร้างต้นทุนภายในประเทศอย่างหนัก
พิษราคาน้ำมันที่ถีบตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวเลขทางเศรษฐกิจ จนทำให้รัฐบาลกรุงโตเกียวจำต้องประกาศปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของปีนี้ลงเหลือเพียงร้อยละ 0.9 จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 1.3 ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงสะสมที่เริ่มขยายวงกว้าง
เพื่อเร่งแก้ปัญหาและบรรเทาวิกฤตพลังงาน Eneos บริษัทโรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น จึงได้ตัดสินใจกว้านซื้อน้ำมันดิบแคนาดาล็อตใหญ่ปริมาณ 750,000 บาร์เรล โดยลำเลียงผ่านเรือ Freedom Glory ที่เช่าเหมาลำโดย Exxon Mobil ซึ่งนับเป็นการส่งออกน้ำมันดิบจากแคนาดาไปญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2025
วิกฤตครั้งนี้ทำให้ระบบท่อส่งน้ำมัน Trans Mountain (TMX) ของแคนาดา กลายเป็นขอนไม้หลักที่หลายประเทศในเอเชียเร่งไขว่คว้า โดยปัจจุบันท่อส่งน้ำมันดังกล่าวต้องเดินเครื่องเกือบเต็มกำลังการผลิตที่ร้อยละ 890,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อตอบสนองความต้องการอุปทานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน
ข้อมูลการขนส่งชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ยอดการส่งออกน้ำมันดิบผ่าน TMX มุ่งหน้าสู่ภูมิภาคเอเชียพุ่งสูงขึ้นถึงเกือบร้อยละ 77 ของยอดการส่งออกทั้งหมดจากท่าเรือแวนคูเวอร์ในปีนี้ ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับสัดส่วนราวร้อยละ 51 ในปี 2024 โดยมีประเทศอย่างอินเดีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ตบเท้าเข้าร่วมสั่งซื้ออย่างคึกคัก
ขณะเดียวกัน น้ำมันดิบจากแคนาดายังคงครองสัดส่วนสำคัญในตลาดฝั่งตะวันตก โดยคิดเป็นสัดส่วนเกือบร้อยละ 60 ของยอดการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมดของสหรัฐฯ ตามรายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) ตอกย้ำบทบาทของแคนาดาในฐานะมหาอำนาจด้านพลังงานของโลก
ทว่าท่ามกลางสงครามการค้ารอบใหม่ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้าแคนาดา นายกรัฐมนตรี มาร์ค คาร์นีย์ ได้ออกมาเน้นย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นว่าจะไม่ใช้น้ำมันดิบเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง โดยยืนยันว่าแคนาดาคือพันธมิตรผู้ส่งออกพลังงานที่ไว้ใจได้เสมอ แม้ในภาวะที่โลกกำลังเผชิญมรสุมเศรษฐกิจก็ตาม